ระหว่างเราไม่มีคำว่าพร้อม
เสียงฝนโปรยปรายกระทบหลังคากระจกบนร้านคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งใจกลางเชียงใหม่ช่วงปลายฤดูฝน ลูกค้าซึมซับกลิ่นหอมละมุนของกาแฟสด กลุ่มนักศึกษานั่งจับกลุ่มพูดคุย ธิดารัตน์ หรือ “นิล” เจ้าของผมเปียยาวสีดำขลับนั่งทำงานด้วยใบหน้าขรึม มือแตะเปียโนเก่า ๆ ตรงมุมห้อง ท่ามกลางเสียงหัวเราะของกลุ่มวัยรุ่นที่โต๊ะถัดไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ฝนซาเม็ดลง นพนนท์ หรือ “ต้า” กึ่งวิ่งกึ่งเดินโผล่เข้ามาในร้าน เสื้อกันฝนเปียกกระเซ็นกางกระเป๋าเป้ด้วยรอยยิ้มสว่างตา “นิล กาแฟน้ำตาลน้อยนะ ขอวันนี้หวานหน่อย” เขาพูดพลางปลดเป้ เหวี่ยงตัวลงเก้าอี้ใกล้ๆ
นิลเหลือบมอง กึ่งยิ้มกึ่งเหนื่อย “หวานมากไป เดี๋ยวเบาหวานขึ้น จะไหวมั้ย?”
“วันนี้อยากทำข้อสอบให้หวานเหมือนกาแฟบ้าง ไม่งั้นจานี่ปั่นไม่ทัน…” ต้าขยับแว่น ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อยิ้มแหย
นิลขบคิด ก่อนหมุนเก้าอี้เข้าด้านใน หยิบแก้วกาแฟให้อีกฝ่าย “ไม่ได้หรอก นายไม่รู้ตัวเลยว่าชอบหวานแค่ไหน ก็เหมือนเรื่องอื่น ๆ ที่นายไม่รู้ตัว” เธอเงียบลงนิดนึง มือบางคลึงฝาตลับระบายเดือนธันวาคมบนโต๊ะ
ต้านิ่ง มองดวงตาเพื่อนสาว ระหว่างพวกเขามีเสียงเปียโนเงียบงันเป็นฉากหลัง “เสาร์นี้นายไปประกวดเปียโนใช่ไหม รู้สึกยังไงบ้าง?”
นิลกัดริมฝีปาก “ก็เหมือนเดิม ไม่มั่นใจ… แต่ก็ต้องลอง นายล่ะ สอบทุนที่กรุงเทพฯ อะ ทบทวนไปถึงไหนแล้ว?”
“ยังลังเล ไม่รู้จะไปหรือไม่ไป” ต้าพึมพำด้วยเสียงราบ อ้อมแอ้มพลางหลบตา
กลิ่นฝนแตะม่านหน้าต่าง เสียงนกร้องแว่วมา นิลหลบสายตากลับไปหาคีย์เปียโนคุ้นเคย ที่ทั้งเป็นเหมือนที่หลบภัยและสิ่งที่ผูกพันตัวเองไว้
วันต่อมา ในห้องเปียโนของคณะศิลปกรรมศาสตร์ นิลหัวใจเต้นระส่ำขณะซ้อมเพลงประกวด ต้าปรากฏที่ประตู เงาสะท้อนของเขาในกระจกข้างเปียโนคล้ายจะเดินออกมาเข้าดึงเธอไว้ “ซ้อมหนักไป กลัวมือพังอีกมั้ยนิล?”
“มันต้องเสี่ยง อยากรู้ว่าตัวเองจะไปได้ไกลแค่ไหน” เธอตอบปิดเปียโนเบา ๆ สบตาเขาตรง ๆ
ต้าพูด “ตั้งแต่วันนั้นที่มือเธอเจ็บ ยังไม่หายกลัวเลยใช่มั้ย”
เสียงขลุกขลิกของลมหายใจคั่นกลางระหว่างทั้งสองคน นิลไม่กล้าตอบ เผลอเม้มปาก
“ฉันเองก็กลัว…” ต้าทอดสายตามองหน้าต่างข้างห้อง “กลัวว่าเราจะเดินจากกันเร็วกว่าที่ตั้งใจไว้”
ความเงียบไหลผ่านระหว่างพวกเขาเพียงช่วงลมหายใจวันฝนตกก่อนหน้านั้น แต่หลังจากนั้นทั้งสองต่างก็แกล้งทำเป็นยุ่งกับงานของตน
ช่วงเวลาต่อมา ต้าชวนเพื่อนกลุ่มเดิมไปปีนเขา นิลลังเลแต่ก็ผสมโรงไปด้วย ในม่านหมอกบนเชิงดอย ทั้งสองเดินเคียงข้าง แต่ตลอดทางต้าชวนคุยเรื่องอนาคตและความฝันขัดแย้งระหว่างการอยู่เมืองเล็กแห่งนี้กับโอกาสไกลกรุงเทพฯ
“นายเชื่อว่าตัวเองจะมีความสุขถ้าไปกรุงเทพฯ จริงเหรอ?” นิลถามเสียงหวานแต่แฝงแข็ง
ต้าหยุดคิด “บางทีแค่รู้ว่าฉันกล้าลองก็พอแล้วมั้ง”
“แดดอีกฝ่ายแรงกว่า—มันก็แสบกว่า แต่ใคร ๆ ก็อยากออกไปดูแสง แค่นั้นใช่ไหม”
ทั้งสองหยุดเดินอย่างพร้อมเพรียง ต่างคนต่างหายใจเข้าลึก ๆ เงียบงันหนึ่งจังหวะ ต้าเหลือบมองอยู่เงียบๆ ก่อนจะเดินนำ นิลเดินช้ากว่าเล็กน้อยไม่มีใครพูดต่อ จนถึงยอดเนินเสียงลมแรงบดบังทุกความอึดอัดชั่วขณะ
เมื่อคืนวันแข่งขันเปียโน พ่อกับแม่นั่งเงียบหลังคนดูพลางบีบนิ้วมือกันแน่น ต้าแอบโบกมือจากด้านข้าง นิลมองแวบเดียวแล้วสูดลมหายใจกดคีย์แรก ทุกโน้ตคือเสียงอดกลั้นและความลังเล เธอเคยทำเปียโนพังตอนเด็กเพราะซ้อมหนักเกินไป เป็นแผลฝังใจ บัดนี้ด้วยความเชื่อมั่นที่หวั่นไหวเธอเล่นจบโดยไม่มีข้อผิดพลาด ผู้ชมลุกให้กำลังใจ แต่เธอรู้ดีว่าจริง ๆ กลัวความล้มเหลวมากที่สุด
หลังเวที นิลเดินมานั่งข้างต้าบนบันไดทางหนีไฟอันว่างเปล่า ฟ้าใกล้ค่ำ “ขอโทษนะที่ฉันเอาแต่กลัว” เสียงเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“เธอก็คน… ฉันเองก็กลัวจะสอบตก กลัวจะเสียเธอไปถ้าฉันเลือกทางหนึ่งมากกว่าทางหนึ่ง” ต้าตอบ
สายตาทั้งคู่ค้างคาอยู่กลางอากาศ ไม่มีใครกล้าแตะมือหรือพูดจรดหัวใจ
เวลาล่วงไป เช้าวันประกาศผลการสอบทุน ต้ายืนหน้าตึกเรียนด้วยสีหน้ากังวล นิลเดินเข้ามาเงียบ ๆ หยุดข้าง ๆ ไม่สบตา
“เขารับสิบคน… นายติดไหม?” นิลเปรยเบา ๆ
“…ได้ที่เก้า แต่ต้องไปกรุงเทพฯ ห้าวันต่อสัปดาห์ ไม่มีวันหยุด” ต้าบี้ใบโพธิ์ในมือดูไร้จุดหมาย
เงียบงันครู่ใหญ่ “ไปเถอะ นายน่าจะไปลองดู”
“ถ้าฉันไป แล้ว… เราจะเป็นยังไง?” ต้าเสียงสั่นไม่กล้ามองหน้า
นิลเหมือนจะพูดบางอย่างแต่เลือกกลืนคำกลับเข้าไป สีหน้าปวดร้าว
“…ก็ยังเป็นเพื่อนกัน” เธอยิ้มจาง ๆ แม้ลึก ๆ จะเหมือนหัวใจถูกบีบ
ปลายฤดูหนาว ต้าจัดของขึ้นรถตู้ไปกรุงเทพฯ นิลมาเงียบ ๆ ยืนมองห่าง ๆ ขณะเพื่อนกลุ่มเดิมรุมอวยพร ไม่มีใครรู้ว่านิลแอบซ่อนจดหมายน้อยในกระเป๋าสะพายของต้า เขาหันกลับมาโบกมือ ก่อนขึ้นรถแล้วแกล้งยิ้มร่า แต่นัยน์ตายังเศร้า
เวลาผ่านไปสามเดือน นิลใช้ชีวิตกับเปียโน งานเรียน งานร้านกาแฟ กลายเป็นความเงียบระหว่างวันเธอ เขียนบันทึกถึงต้าแต่ไม่เคยส่ง ช่วงหนึ่งเธอได้รับอีเมลสั้น ๆ จากต้า แค่หัวข้อ “สวัสดี…สบายดีไหม” แต่จดหมายถัดไปกลายเป็นระยะห่างที่มากขึ้น นิลเริ่มเห็นโพสต์ภาพต้ากับเพื่อนใหม่ในเมืองใหญ่ ความรู้สึกกลัวเริ่มก่อตัว ฝันร้ายเก่า ๆ กลับมาหลอกหลอนว่าตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สุดสัปดาห์หนึ่ง ต้ากลับมาเชียงใหม่โดยไม่บอกล่วงหน้า เขายืนอยู่หน้าร้านคาเฟ่ของนิลขณะฝนเริ่มตกอีกครั้ง ทั้งสองเงียบอยู่นานก่อนต้าเอ่ย “คิดถึงร้านนี้…คิดถึงเสียงเปียโน…คิดถึง…”
นิลสบตา ก่อนจะถาม “แล้วนายได้ในสิ่งที่อยากได้รึยัง?”
“ยัง… มีอย่างเดียวที่ไม่ได้”
ฝนขับกล่อม เสียงเปียโนเริ่มคลอเบา ๆ นิลเดินไปที่เปียโน ต้านั่งข้าง ๆ มือทั้งสองจับประสานกันบนคีย์ขาวดำโดยไม่รู้ตัว
“ถ้านายยังไม่พร้อม…ไม่ต้องฝืนอะไร เราก็ยังไปต่อได้ในทางใครทางมัน” นิลพูดเสียงสั่น
“ฉันแค่… กลัวเหมือนกัน กลัวเสียเธอ แต่กลัวไม่ลองมากกว่า” ต้าตอบด้วยเสียงนิ่งแต่นัยน์ตาสั่นไหว
ทั้งสองนั่งเคียงข้าง ฟังเสียงสายฝน ลมหายใจประสานในความเงียบ ไม่มีคำว่าพร้อม มีเพียงความกล้าที่จะก้าวต่อโดยข้าง ๆ กัน ในวันที่ยังไม่แน่ใจอะไรเลย…