เส้นทางหัวใจผ่านฤดูฝน
เสียงขบวนรถไฟฟ้าแล่นผ่านหน้าต่าง คละเคล้ากับเสียงฟ้าร้องกึกก้องบนฟากฟ้า ฝนนัดตกหนักเช้าตรู่วันเปิดเทอมใหม่ ปูเป้เดินจ้ำเท้าเข้าตึกคณะ เธอจับชายแจ็คเก็ตสีเทา พยายามปัดละอองฝนที่เกาะพราวออกจากแขนเสื้อมือไม้ลนลาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไปเหอะ อย่าไปแคร์” เธอบ่นกับตัวเอง ก่อนแตะบัตรนักศึกษาผ่านเครื่องหน้าทางเข้า ตาเธอมองหาใครบางคนด้วยความหวังเล็ก ๆ ว่าชื่นจะมาทันเรียนคาบแรก
ข้างในห้องเรียนกว้าง นักศึกษาทะยอยจับจองที่นั่ง เสียงพูดคุยเจือเสียงหัวเราะเบา ปูเป้ทรุดตัวลงโต๊ะริมกระจก พลางหยิบโน้ตบุ๊กออกจากกระเป๋า ก้มหน้าก้มตากดมือถือเช็กประกาศกลุ่มเรียนทันที
“ยัยเป้! เห็นไอ้ปริ๊นบ้างปะ” เสียงชื่นดังแว่วจากด้านหลัง ปูเป้หันกลับ ตาโตที่เห็นเพื่อนสาวคนสนิทถือลูกชิ้นทอดยื่นมาให้
“กินอะไรแต่เช้า เดี๋ยวก็ปากมันแล้ว”
“ก็รีบอ่ะ หาอะไรง่าย ๆ พอดีปริ๊นบอกขอเลท”
ปูเป้ชะงัก “อีกแล้วนะ หมอนั่นขอเลทตลอด เลิกฝากชีวิตกับไอ้ขี้มาสายได้แล้ว”
ชื่นยิ้มแหย ๆ “เขาก็เก่งนะ ไม่เคยสอบตกสักวิชา”
ปูเป้ปัดมือไล่เล็กน้อย ขณะอาจารย์เดินเข้าห้อง นักศึกษาทุกคนรีบกลับไปที่นั่งตัวเอง และตามเสียงออด สายตาทุกคู่ก็หันไปรวมที่ประตู เมื่อปริ๊นเดินโผล่มา สะพายกระเป๋าเป้ใบโต ผมเปียกโชกจนหยดน้ำไหลหยดตามขอบคิ้ว
“ขอโทษครับ รถติดฝนตก” น้ำเสียงอ่อน ๆ ปนขี้เล่น ทำให้บางเสียงหัวเราะคล้อยตาม อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อยและเริ่มต้นการแนะนำโปรเจกต์ใหญ่สำหรับเทอมนี้
“ทุกคน…ปีนี้งานโปรเจกต์ต้องจับคู่กับคนที่ไม่คุ้นเคย เพื่อให้ฝึกการเรียนรู้ร่วมกับคนใหม่” เสียงอาจารย์ก้องในห้อง ทั้งห้องเงียบกริบชั่ววินาที ปูเป้กัดริมฝีปาก ลุ้นหัวใจว่าจะได้คู่กับใคร
เสียงอาจารย์เรียกชื่อ แล้วชื่อ ‘ปูเป้กับปริ๊น’ ก็ถูกจับคู่กันท่ามกลางเสียงอื้ออึง
ปูเป้หันขวับไปมองเขม็ง ปริ๊นยักไหล่ ส่งยิ้มยียวน
“ฝากตัวด้วยนะ”
“ไม่ต้องทำตัวเป็นพระเอกหรอก ฉันเอาจริงเอาจัง”
เขาหัวเราะเบา ๆ “ใจเย็นน่า ทำงานก็ทำงาน ไม่ต้องกลัวฉันจะแบ่งคะแนนเธอไป”
ช่วงบ่ายในร้านกาแฟข้างมหาวิทยาลัย ปูเป้นั่งไถหน้าจอแลปท็อปทำรายงาน ขณะที่ปริ๊นนั่งฝั่งตรงข้าม กัดปลายหลอดกาแฟแล้วอ่านข้อมูลผ่านมือถือ
“เราจะเริ่มยังไงดีอ่ะ” เธอถามเสียงเรียบ
เขาเงียบนิด “แล้วแต่เธอสิ เธอดูจะวางแผนเก่ง”
“อืม…เรียบเรียงเวลามาเลยจะได้แบ่งหน้าที่”
“โอเค ให้ฉันทำส่วนไหนก็บอก”—ปริ๊นตอบอย่างท้าทายปนอ่อนข้อแต่ในแววตารู้ว่ายังระแวดระวัง
ผ่านไปไม่กี่วัน การบ้านแรกของโปรเจกต์ก็เจอทางตัน เมื่อสื่อสารคลาดเคลื่อน ปริ๊นส่งเอกสารผิดฟอร์แมต ปูเป้หงุดหงิดจัด โทรหาตอนดึก
“คุณลืมหรือเปล่าว่านี่มันต้องอ้างอิงแบบ APA”
เสียงปริ๊นดูง่วง “ขอโทษ เผลอใช้ไฟล์เก่า เดี๋ยวส่งให้ใหม่”
“ทีหลังอย่ารีบ…ฉันไม่ได้อยากได้คุณมาช่วยเหลือฉัน”
เขาเงียบไปนาน กว่าจะตอบ “ไม่ได้อยากเป็นภาระใครเหมือนกันหรอก”
ความเงียบยาวลากข้ามปลายสาย ปูเป้รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างถูกทิ้งค้างไว้ในอากาศ
วันถัดไป ฝนตกหนักอีกครั้ง ปูเป้และปริ๊นต้องนำเสนองานกับเพื่อนเจ็ดคนต่อหน้าอาจารย์ ปูเป้ดึงใจกล้า ขณะที่ปริ๊นดูเงียบลงอย่างผิดสังเกต
หลังจบการนำเสนอ ปูเป้ถอนใจแรง “วันนี้เธอดูเงียบกว่าทุกทีนะ มีอะไรหรือเปล่า”
ปริ๊นส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่มีอะไร…แค่คิดถึงอะไรเก่า ๆ”
เธอไม่ถามต่อ นั่งเงียบไปสักพัก ก่อนจะได้ยินเสียงฝนซู่กระทบหลังคาคล้ายปลอบใจ
วันหนึ่ง ปูเป้ได้เห็นปริ๊นนั่งเงียบอยู่ริมระเบียง ตาจ้องไปที่เม็ดฝนทอดตัวผ่านใบร่ม ปูเป้มองเขานาน จนอดถามไม่ได้
“เธอดูเหมือนมีอะไรในใจ…บอกฉันก็ได้นะ ถ้าอยากพูด”
เขาแค่นยิ้ม “ไม่ใช่ทุกอย่างที่เล่าได้หรอก เธอไม่กลัวเหรอ?”
ปูเป้ไม่ตอบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดปนเป
หลายสัปดาห์ต่อมา โปรเจกต์เริ่มคืบหน้า ทั้งคู่ปรับจูนการทำงานเข้าหากันได้ แม้จะมีขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ การเถียงเรื่องไอเดียกลายเป็นเรื่องปกติ ของพวกเขา
บางครั้งปูเป้เลือกเดินเลี่ยงไม่ตอบโต้เวลาถูกปริ๊นเย้าแหย่ บางครั้งปริ๊นเลือกเงียบแทนที่จะเถียงหากเห็นแววตาเหนื่อยล้าของปูเป้
คืนวันหนึ่ง ระหว่างรอโค้ดโปรแกรมประมวลผลผลลัพธ์ ปุเป้หลุดถามความฝันของปริ๊น
“ถ้าเลือกได้ เธออยากทำอะไรจริง ๆ ในชีวิต?”
เขาเงียบ ทำท่าเหมือนลังเลจะตอบ
“อยากเป็นนักดนตรี…แต่ยอมแพ้ตั้งแต่ปีที่แล้ว”
“ทำไมล่ะ?”
“บ้านไม่สนับสนุน แถมเคยทำคนในวงผิดหวังเลยฝังใจ ไม่กล้ากลับไปอีก”
ปูเป้กดริมฝีปากอยู่ครู่หนึ่ง “แต่ทุกคนพลาดได้ เราก็พลาดมาเหมือนกัน”
ปริ๊นแค่นหัวเราะ “สำหรับฉันมันไม่เหมือนกันหรอก”
ปูเป้ไม่กดดันต่อ แต่มองเขาแน่นิ่งอยู่นาน จนน้ำฝนบนหน้าต่างหยดอีกครั้ง
โปรเจกต์ใกล้เสร็จเสี้ยวสุดท้าย ปูเป้เริ่มเห็นด้านอ่อนโยนของปริ๊นในรายละเอียดเล็ก ๆ เขาช่วยชื่นเก็บเอกสารแม้ไม่มีใครขอ ช่วยเพื่อนส่งงาน เสียสละเวลาเรียนเสริมให้เพื่อนที่อ่อนกว่า
“เธอไม่จำเป็นต้องทำดีขนาดนี้ก็ได้” ปูเป้พูดขึ้นขณะกำลังเรียบเรียงรายชื่อนำเสนอกลุ่ม
“ไม่ใช่เพื่อคนอื่นหมดหรอก…บางทีมันก็เพื่อชดเชยอะไรในตัวเอง”
ปูเป้หลบตาเพราะบางอย่างในใจเริ่มสั่นคลอน
ค่ำวันฝนพรำ ปูเป้และปริ๊นต้องอยู่มหาวิทยาลัยถึงดึกเพื่อตรวจงานรอบสุดท้าย ระหว่างทางกลับบ้านทั้งคู่นั่งรถคู่กัน รถแน่นด้วยนักศึกษาหลังเลิกเรียน
“เวลาอยู่กับเรา…เธอรู้สึกสบายใจหรือเปล่า?” จู่ ๆ ปริ๊นถามขึ้น
ปูเป้ชะงัก ลมหายใจเงียบไประยะสั้น “ไม่แน่ใจ…บางทีมันก็วุ่นวายเกินไป”
“แล้ว…อยากให้เราหายไปไหม?”
ความเงียบทอดยาว ปูเป้ตอบเบา ๆ “ไม่อยากเลย”
ทั้งคู่ไม่พูดอีก ตลอดทางกลับบ้าน เหลือเพียงเสียงฝนตกลงบนหลังคารถเมล์เท่านั้น
เช้าวันนำเสนอใหญ่ ม่านฝนยังคงตกพรำ ปูเป้ก้าวเร็ว ๆ มาถึงมหาวิทยาลัยตามนัด มีข้อความหนึ่งจากปริ๊นว่า “ขอโทษวันนี้มาไม่ได้ มีเหตุฉุกเฉินที่บ้าน”
ปูเป้รู้สึกใจหล่นวูบ ลังเลอยู่นานว่าจะนำเสนองานคนเดียวด้วยใจสั่นไหว
ในที่สุดเธอตัดสินใจยืนหยัดต่อหน้าทุกคน เล่ายอดความตั้งใจและความทุ่มเทของกลุ่ม ปูเป้ยกตัวอย่างรายละเอียดที่ปริ๊นเคยเสนอและปกป้องแนวคิดที่อีกฝ่ายคิดขึ้นเองราวกับเป็นหัวใจสำคัญของงาน
หลังจบงาน เธอทรุดตัวลงกับเก้าอี้ น้ำฝนไหลซึมรองเท้าไม่ต่างจากน้ำตาอุ่น ๆ ที่ล้นขอบตา
ปริ๊นโทรมาหา เสียงเขาเครือ “ขอโทษจริง ๆ พ่อเข้าโรงพยาบาล เราไม่ได้บอกล่วงหน้า”
ปูเป้กลั้นน้ำตาก่อนตอบ “มันโอเคนะ…เธอสำคัญกับเรา เธอไม่ต้องขอโทษ”
ปลายสายเงียบไปนานมาก ก่อนเสียงปริ๊นพูดเบาคล้ายสะกดกลั้น “ขอบใจ…ที่ไม่เคยมองเราแย่เหมือนที่เราเคยมองตัวเอง”
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา โลกหลังฝนคึกคักขึ้นเล็กน้อย โปรเจกต์ผ่านได้ดีเยี่ยม ทั้งสองคนนัดเจอกันร้านข้าวต้มหน้าโรงเรียนเก่าที่เต็มไปด้วยความทรงจำ
ปูเป้กล้าเอ่ย “อดีตของเธอ เราไม่รู้ทั้งหมด…แต่เรารู้ว่าเธอไม่ได้เดินอยู่คนเดียวหรอก”
ปริ๊นยิ้มเจื่อน ๆ “ขอบใจที่อยู่ข้าง ๆ ถึงจะบ่นเยอะไปนิด”
เธอยิ้มกลับ “ถ้าเรายังทะเลาะกันได้อยู่ก็คงยังไม่เลิกรักหรอก”
ฝนโปรยเม็ดเบา ๆ ในคืนวันนั้น ทั้งสองนั่งนิ่งมองฝนด้วยใจที่เปลี่ยนไป ท่ามกลางบทสนทนาที่ขาด ๆ เกิน ๆ แต่เต็มไปด้วยความหมายใหม่
ในความเงียบ ปูเป้ส่งมือไปสัมผัสชายแขนเสื้อของปริ๊น เขามองสบตา เห็นทั้งคำถามและความกล้าในแววตาเวลาเดียวกัน
“ฝนคงตกอีกไม่นาน—ถ้ามันหยุด เราก็เดินด้วยกันต่อไปนะ”
ทั้งคู่หัวเราะออกมา น้ำตาไหลพร้อมรอยยิ้ม ฝนจางลงทีละน้อย ทิ้งไว้แต่สายลมอ่อนและหัวใจที่กล้าเปิดรับกันอย่างแท้จริง