เสียงของหัวใจที่ยังไม่กล้าบอก
เสียงฝนโปรยปรายกลางกรุงเทพฯ ยามเช้า เข้ากันกับบรรยากาศชื้นแฉะในบริษัทผลิตคอนเทนต์เพิ่งเปิดใหม่ “Writeberry” ฟ้าใสซุกตัวอยู่ข้างหน้าต่าง มือข้างหนึ่งถือแก้วกาแฟ ข้างหนึ่งแตะโน้ตบุ๊ก แต่แววตากลับดูเหมือนล่องลอยอยู่ไกลจากตึกออฟฟิศ ราวกับเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวที่ใครก็เข้าไม่ถึง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะรีบส่งคอนเทนต์เหรอ ฟ้า?” ศรุตเดินเข้ามาเปิดไฟประจำโต๊ะ เขายืนเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนจะยกยิ้มแบบฝืน ๆ สายตาเหลือบไปยังจอมอนิเตอร์ฟ้าใส
ฟ้าใสเงยหน้าช้า ๆ คล้ายเหลือบมองศรุตแค่ปลายตา “ก็…อีกแค่หนึ่งชั่วโมง deadline ก็ปิดแล้วนี่คะ” เสียงนั้นนิ่งแต่ฟังดูเหนื่อยล้า ศรุตพยักหน้า เหมือนรับรู้แต่ไม่โพล่งอะไรออกมา
ห้องทำงานมีแค่พวกเขาสองคนในเช้าฝนตกล่วงหน้าเวลาคนอื่น การปรากฎตัวของศรุตทำให้บรรยากาศอึดอัดขึ้นแบบที่ใคร ๆ ก็ไม่กล้าพูดถึง กลิ่นความเงียบหนักแน่นจนได้ยินเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดและหยดฝนตกกระทบกระจก
“เมื่อคืนไม่หลับเลยเหรอ เห็นออนไลน์จนตีสอง” ศรุตหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบตึง ๆ ฟ้าใสหัวเราะเบา ๆ “ก็คิดเรื่องงานแหละค่ะ คิดจนฝันว่าโดนไล่ออกเลยด้วยซ้ำ” คำตอบนั้นดูขำขันแต่ดวงตากลับเบนหนีจ้องหน้าจอ ศรุตได้แต่มองกลับอย่างอ่านยาก
เสียงหัวเราะอ่อน ๆ ของฟ้าใสกระจายในห้องแต่ความเหงาก็ยังปกคลุม เธอคือผู้หญิงสายตาเด็ดเดี่ยว หน้าตาจิ้มลิ้ม ทว่าเวลายิ้ม มักมีอะไรบางอย่างสะท้อนออกมาทำให้คนข้าง ๆ สัมผัสได้ว่าเธอกำลังซ่อนอะไรบางอย่างไว้
เที่ยงนั้น แผนกครีเอทีฟรวมตัวกันคุยงาน ฟ้าใสไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากตอบคำถามตามหน้าที่ ศรุตก็ไม่สอดแทรกใคร การประชุมจบลงโดยไม่มีความสุขเพิ่มขึ้น โต้ง—หัวหน้าทีมสบตาฟ้าใสเป็นพิเศษก่อนกล่าวอย่างสุภาพ “ช่วงนี้ดูเงียบ ๆ นะ มีอะไรให้ช่วยบอกได้”
ฟ้าใสยกยิ้ม และส่ายหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดความในใจ ความเงียบนี้ศรุตสังเกตมานาน เขาเคยเห็นเธอหัวเราะกับคนอื่น แต่พอเจอกันสองต่อสอง ดูเหมือนไม่มีช่องว่างให้ใครเข้าไปแทรก
ช่วงบ่าย ฝนหยุดตกแล้ว ฟ้าใสออกไปนั่งที่ระเบียง เธอสวมเสื้อไหมพรมคลุมไหล่ นั่งกดโทรศัพท์อยู่เกือบห้านาที ศรุตเดินเข้ามาช่วยหยิบร่มที่ตกไว้ให้โดยไม่พูดอะไร สายตาทั้งสองสบกันโดยไม่ได้วางแผน ฟ้าใสละสายตาทันที ส่วนศรุตกลืนน้ำลายตื้บ ๆ เหมือนอยากพูดแต่กลัวว่าคำพูดนั้นจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
“ขอบคุณค่ะ” เธอพูดเบา ๆ ศรุตพยักหน้า ตั้งใจจะเดินหนี แต่สุดท้ายเลือกนั่งลงห่าง ๆ กัน
“ฟ้า…เวลาเหนื่อย ฟ้าทำยังไงเหรอ” เขาถามออกมาโดยไม่มองหน้า ฟ้าใสหยุดคิดนาน ก่อนตอบเหมือนเสียงลอย ๆ “ก็ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือไม่ก็หยุดคิดไปเลย…แต่หยุดคิดเรื่องบางเรื่อง มันยากเหมือนกันนะคะ”
ทั้งคู่เงียบ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ต่างฝ่ายต่างมีเรื่องที่อยากพูดแต่กลับเลือกเก็บไว้ในใจ บรรยากาศระหว่างพวกเขาเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ย
วันหนึ่งหลังเลิกงาน ฟ้าใสเดินลงมาจากบันไดหนีไฟ พบศรุตยืนรออยู่ ท่าทางลังเลคล้ายรอใครสักคนจะเริ่มบทสนทนาก่อน
“ฟ้า…จะไปงานเลี้ยงคืนนั้นไหม” ศรุตถามพลางลูบต้นคอ ฟ้าใสลังเลเล็กน้อย “ยังไม่รู้ค่ะ…ฟ้ากลัวบรรยากาศแบบนั้น”
ศรุตฝืนยิ้ม เหมือนเข้าใจแต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองควรพูดอะไรต่อ เขาก้มหน้าจ้องรองเท้าตัวเอง “ถ้าฟ้าไป…อยากให้ฟ้าไปเพราะอยากไป ไม่ใช่เพราะใครชวน” คำพูดง่าย ๆ นี้มีนัยบางอย่าง ฟ้าใสเหลือบมองศรุตชั่ววินาที ก่อนจะเอ่ยขอบคุณเบา ๆ
ศรุตไม่รู้ตัวว่าตัวเองแอบหวังคำตอบอื่น ใจหนึ่งอยากให้เธอพึ่งพาเขา อีกใจก็กลัวว่าเขาเองจะมีความหมายอะไรในชีวิตเธอบ้างหรือเปล่า
เวลาในออฟฟิศเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า ทุก ๆ เช้าดูซ้ำซาก บางครั้งฟ้าใสก็พูดติดตลกในไลน์กลุ่ม แต่พอถึงเวลาส่วนตัวกลับดูห่างเหิน การได้เห็นหน้าเธอหัวเราะกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ทำให้ศรุตรู้สึกอึดอัดใจบางอย่างโดยไม่รู้ว่าตัวเองหึงหรือเสียใจ
วันเสาร์ ศรุตไปนั่งร้านกาแฟ ก้มดูมือถือจอว่างเปล่า เขาชั่งใจอยู่นานก่อนกล้าที่จะทักแชทฟ้าใส
“ฟ้าคับ…วันหยุดแล้ว พักบ้างนะ อย่าหักโหมเกิน”
เขากดส่งไป ทั้งที่ลึก ๆ กลัวจะไม่ได้รับคำตอบ จนฟ้าใสตอบกลับมาเพียงอิโมจิหน้ายิ้ม ศรุตรู้สึกทั้งแปลกใจและผิดหวังพร้อมกัน เพราะมันเหมือนมีระยะปลอดภัยวางกั้น
เช้าวันจันทร์ ออฟฟิศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ โต้งประกาศข่าวดีว่าบริษัทจะได้ทำโปรเจ็กต์ใหญ่กับลูกค้าต่างชาติ ฟ้าใสโดนเลือกให้ดูแลโปรเจ็กต์นี้ ศรุตเองถูกดึงเข้าเป็นทีมหลักทั้งที่เขาเองก็ไม่ได้เต็มใจมากนัก
วินาทีนั้น ฟ้าใสหลีกเลี่ยงสายตา เหมือนรู้สึกกดดันกับความคาดหวังมากเกินไป ขณะที่ศรุตเองก็ลังเลใจ เขาฝังใจเรื่องอดีตที่เคยทำผิดพลาดกับโปรเจ็กต์ก่อนจนทีมเกือบเจ๊ง ความกลัวทำให้เขาหลีกเลี่ยงการเป็นจุดสนใจ
หลังประชุม ศรุตเดินเข้าไปหาฟ้าใสที่มุมระเบียง
“ถ้าโปรเจ็กต์นี้…ฟ้าทำพลาด จะเป็นอะไรไหม” เธอถามเบา ๆ
ศรุตพยายามเลือกถ้อยคำ “คนเราพลาดกันได้…แต่ถ้าไม่ได้ลอง ก็ไม่มีทางรู้ว่าเรามีโอกาสแค่ไหน” ฟ้าใสยิ้มบาง ๆ แต่แววตายังหม่นหมอง
ตั้งแต่วันนั้น ทั้งคู่ต้องทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น หัวข้อคุยเปลี่ยนจากเรื่องงานเป็นเรื่องชีวิตช่วงดึก ๆ ฟ้าใสบอกเล่าความฝันว่าอยากเป็นนักเขียนนิยาย ศรุตหรี่ตา เหมือนไม่เคยรู้มาก่อน
“ฟ้าคิดว่ามันจะเป็นไปได้เหรอ ตีพิมพ์หนังสือตัวเองในยุคนี้”
“ไม่รู้สิคะ…แต่อยากลองให้รู้ว่าฝันนี้มันจริงหรือเปล่า”
ศรุตฟังแล้วนิ่งไปแป๊บหนึ่ง “ผมเองก็เคยมีฝัน…แต่ปล่อยให้มันหายไปเอง เพราะกลัวล้มเหลว”
ฟ้าใสพยักหน้า เงียบกันอยู่พักใหญ่ ก่อนเปลี่ยนเรื่องเล่าขำขันเกี่ยวกับหมาตัวโปรดของเธอ ศรุตหัวเราะออกมาจริงจังเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาร่วมทีมเดียวกัน
ค่ำวันหนึ่ง ศรุตเดินไปส่งฟ้าใสที่ MRT ก่อนกลับบ้าน เขาหยุดอยู่หน้าทางลงราวกับลังเลจะพูดอะไร
“ถ้าวันหนึ่งฟ้าตีพิมพ์หนังสือออกมา…อย่าลืมเซ็นให้ผมนะ” เขาเอ่ยแบบกลบเกลื่อน ฟ้าใสหัวเราะเบา ๆ “คุณต้องอ่านจนจบก่อนสิคะ” ศรุตอมยิ้ม หัวใจพลันอบอุ่นแปลกๆ
แต่แล้วทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อลูกค้าใหญ่ประกาศว่าทีมต้องปรับโครงงานใหม่ภายในสัปดาห์เดียว แรงกดดันถาโถม ฟ้าใสกลายเป็นเป้าความคาดหวัง เพราะตำแหน่งหัวหน้าทีมอย่างไม่เป็นทางการ ศรุตกลับเลือกถอยห่าง รู้สึกตัวเองอาจพาโปรเจ็กต์เสียหายแบบอดีตอีก
ฟ้าใสสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลง เธอน้อยใจแต่ไม่พูดออกมาตรง ๆ เธอเริ่มทำโครงการมากขึ้นเอง กินข้าวคนเดียวบ่อยขึ้น ศรุตพยายามเว้นระยะ แม้อยากเข้าไปอยู่ข้าง ๆ เธอ ทว่าอดีตความล้มเหลวฝังใจกลับทำให้เขาไม่กล้าก้าวข้ามเส้นของความกลัว
คืนหนึ่งศรุตเห็นฟ้าใสนั่งร้องไห้คนเดียวตรงโต๊ะทำงานหลังเลิกงาน เขาเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ ไม่มีคำพูดใดเกิดขึ้นระหว่างนั้น เขาเพียงแค่หยิบผ้าเช็ดหน้าวางข้าง ๆ เธอแล้วถอยกลับ ฟ้าใสเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองตามหลังเขาอย่างซึ้งใจแต่ไม่กล้าร้องเรียกคืน
โปรเจ็กต์กำลังจะเข้าโหมดหนักขึ้น ศรุตกลับเลือกใช้เวลาหลังเลิกงานกับการนั่งรถเมล์วนรอบเมือง เหม่อมองไฟถนนเหมือนค้นหาคำตอบ ฟ้าใสเองก็เริ่มเกิดแผลในใจ คิดว่าความพยายามของเธอไม่มีความหมายใด ๆ กับทีมอีกแล้ว
ก่อนวันส่งโปรเจ็กต์ เพื่อนทีมเริ่มท้อแท้ โต้งพยายามประคองขวัญกำลังใจ ศรุตไม่อยู่ในมุมคุยงาน เขานั่งหน้าจอทึบ เหม่อมองข้างหน้าเหมือนแบกรับความผิดในอดีต
ในวันประชุมใหญ่ ฟ้าใสนำเสนอโปรเจ็กต์ทั้งที่น้ำเสียงสั่น ศรุตมองดูจากมุมห่าง ๆ ไม่กล้าให้กำลังใจตรง ๆ ผลออกมาคือโปรเจ็กต์ผ่านแต่ด้วยเงื่อนไขแก้ไขหลายจุด
หลังประชุมฟ้าใสหายตัวไปจากออฟฟิศ ศรุตเดินหาทั้งตึกจนเจอเธอร้องไห้อยู่ที่สวนข้างตึก
“เหนื่อยไหม” ศรุตถามเสียงนิ่ง ฟ้าใสไม่ตอบ เพียงหลบสายตา ศรุตนั่งลงข้างๆ ถอนหายใจ “เราเก่งแล้วนะ…แค่บางทีเราไม่ต้องเก่งสำหรับทุกคนตลอดเวลา”
ฟ้าใสมองตาเขา แววตาชื้นน้ำ ศรุตเองก็เหมือนมีบางอย่างแบกไว้ภายใน “ผมเอง…กลัวจะทำลายสิ่งที่ฟ้าสร้าง กลัวจะผิดหวังเหมือนเมื่อก่อน ผมเลยหนี”
ฟ้าใสหลับตา สูดหายใจเข้าลึก ๆ “ฟ้าก็กลัว…กลัวว่าถ้าบอกความรู้สึกที่แท้จริงไป ทุกอย่างมันจะพัง กลัวเสียเพื่อนไป…”
ศรุตเงียบ ฟ้าใสเงียบ อยู่ในโลกที่มีแต่เสียงลมหายใจ
เวลาผ่านไป…โปรเจ็กต์ใกล้จบ ฟ้าใสเหมือนกลับมาร่าเริงแต่กับศรุตทั้งคู่เหมือนยิ่งห่างไกล ศรุตเอาแต่หลบหน้า ใจหนึ่งอยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม อีกใจเหมือนไม่กล้าพอที่จะเริ่มต้นใหม่
วันหนึ่ง ฟ้าใสตัดสินใจเดินไปที่โต๊ะของศรุต แม้หัวใจจะเต้นแรงจนต้องฝืนความกลัว
“พวกเราคงเป็นแค่เพื่อนได้ใช่ไหมคะ”
ศรุตชะงัก คำตอบค้างคา เขายิ้มเฝื่อน ๆ ก้มศีรษะช้า ๆ “ถ้าฟ้าอยากเป็น…ผมก็ไม่กล้าจะขอมากกว่านี้”
ทั้งสองต่างมีรอยยิ้มเศร้า ๆ ความสัมพันธ์เหมือนถูกแช่แข็งไว้ในระยะปลอดภัย
ระหว่างนั้น มีจดหมายตอบกลับต้นฉบับหนังสือของฟ้าใสมาถึงเธอ บอกปฏิเสธการพิมพ์ งานเขียนถูกปฏิเสธ เธอเสียใจ แต่เลือกไม่บอกใคร ตัดสินใจหยุดเขียนอย่างเงียบ ๆ
ศรุตสังเกตว่าฟ้าใสเงียบลงผิดปกติ เขาจึงส่งข้อความถาม เธอตอบแค่ว่า “ไม่มีอะไร”
เวลาผ่านไปอาทิตย์หนึ่ง ฟ้าใสหยุดมาทำงานหนึ่งวัน ศรุตรู้สึกไหวตัว รีบโทรไปหา ทว่าฟ้าใสไม่รับสาย ศรุตลังเลก่อนส่งข้อความอีกครั้งว่า “ถ้าฟ้าต้องการคนฟัง ผมยังอยู่ตรงนี้เสมอ”
เย็นวันต่อมา ฟ้าใสกลับมาทำงาน เธอดูอ่อนแรงแต่เลือกยิ้มเพื่อกลบความเหนื่อย ศรุตเดินเข้าหา ตัดสินใจเปิดใจอย่างจริงจัง
“ฟ้ารู้ไหม…ผมกลัวผิดหวังจนลืมไปว่าทุกคนก็เจ็บได้ ฟ้าคงผิดหวังเรื่องหนังสือใช่ไหม”
ฟ้าใสดีดตัวตกใจและเงียบไป ศรุตพึมพำต่อ “ผมเองก็กลัวเรื่องในอดีตเหมือนกัน ผมทำทีมล้มเหลว เลยไม่กล้าใกล้ใครใหม่…แต่ตอนนี้ผมเริ่มคิดว่า ถ้าไม่เปิดใจ ก็เสียพรุ่งนี้ไปทุกวัน”
คราวนี้ฟ้าใสมองหน้าเขานิ่ง ๆ ก่อนน้ำตาซึม “ฟ้ากลัวเสียคุณไป…แต่กลัวพูดไปทุกอย่างจะเปลี่ยน”
ศรุตยิ้มเศร้า “งั้นวันนี้…เราไม่ต้องพูดอะไร แต่พรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่…พร้อมกัน ได้ไหมครับ”
ฟ้าใสเพียงพยักหน้า พวกเขานั่งเคียงข้างกันโดยไม่พูดจา โลกของทั้งคู่เหมือนดึงเข้ามาใกล้ขึ้นอีกระยะหนึ่ง
เดือนถัดมา ฟ้าใสเริ่มลงมือเขียนอีกครั้ง ศรุตขออ่านงานของเธอ เธอให้เขาอ่านต้นฉบับอย่างลังเล เขาอ่านจนครบ แล้วเขียนโพสต์สั้น ๆ ในอินสตาแกรมแนะนำหนังสือ ฟ้าใสหัวเราะและน้ำตาซึมในคราวเดียว ศรุตยื่นมือให้กำลังใจ “ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้ง ฟ้าก็ยังเป็นนักเขียนที่ผมอยากอ่านเสมอ”
เวลาผ่านไป ทั้งสองต่างเปิดใจค่อย ๆ สนิทกัน แต่เลือกจะใช้คำว่า “เพื่อนที่เข้าใจกันมากขึ้น” มากกว่าคู่รัก ไม่มีคำสารภาพ ไม่มีฉากจูบ แต่ความอบอุ่นและสายตาที่มองกันมีความหมายมากกว่าคำใด ๆ
เทศกาลปีใหม่ ทั้งบริษัทจัดเลี้ยงศรุตกับฟ้าใสเลือกนั่งมุมเงียบ ๆ ด้วยกัน พวกเขาคุยเรื่องอนาคตอย่างจริงจัง ฟ้าใสกล้าพูดถึงความฝันใหม่ ๆ ศรุตเริ่มเผชิญอดีตโดยไม่กลัวมันอีกต่อไป
เมื่อเสียงเคาท์ดาวน์ดังขึ้น ฟ้าใสเอื้อมจับมือศรุตแน่น ๆ ศรุตหันมาสบตา ทุกอย่างเกิดขึ้นช้า ๆ “ขอบคุณที่ไม่หนีไปไหน” เธอพูดเบา ๆ ศรุตยิ้มตอบ “ตอนนี้เราต่างรู้ใจ…ถึงไม่พูดก็เข้าใจ”
ปีใหม่ เริ่มต้นใหม่ ความรักของคนสองคนนี้ อาจไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ดราม่าหนัก ไม่มีคำสารภาพยิ่งใหญ่ แค่เดินไปข้าง ๆ กันในจังหวะใจเดียวกัน—ให้เสียงของหัวใจที่ไม่กล้าบอกค่อย ๆ ขยายออกมาเป็นความรู้สึกจริงในวันข้างหน้า