หัวใจเพียงชั่วคราว
เสียงนาฬิกาดังตึงตังยามเช้า หมิวตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหนื่อย พยักหน้าเบา ๆ กับตัวเองหน้ากระจกในห้องเช่าเล็กคล้ายจะขอโทษที่ต้องรีบเร่งไปออฟฟิศแต่เช้า ตาเธอบวมเพราะอ่านอีเมลงานถึงตีสอง ผมหยักศกถูกรวบลวก ๆ หนึ่งข้าง หลบซ่อนความรีบร้อนด้วยรอยยิ้มอ่อนจางขณะคว้าแว่นตากรอบใสใส่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!รถเมล์สายประจำเสียงดัง หมิวกอดกระเป๋าโน้ตบุ๊ก ขยับแทรกสองข้างจากวัยรุ่นคุยโทรศัพท์ข้างหนึ่ง กับหญิงชรากำลังพึมพำเบา ๆ อีกข้าง สายตาเธอจับจ้องหน้าจอมือถือ เช็กโน้ตงาน เช็กเมล ท่ามกลางความวุ่นวาย ไม่แปลกที่เสียงเรียกลงป้ายจะผ่านไปโดยไม่ทันได้ยิน
“คุณ! ถึงป้ายแล้ว!” เสียงทุ้มแหบของผู้โดยสารข้างหลังจนหมิวสะดุ้ง จังหวะที่เธอก้าวพลาด รองเท้าคู่บางเฉียดตกจากเท้า เธอรีบก้มเก็บ ก่อนตะลุยออกไปท่ามกลางความเร่งรีบปนขัดเขิน
สำนักงานโฆษณาแห่งนี้มีตึกเก่าครึ้มเหมือนบรรยากาศในสายฝน หมิวใช้คีย์การ์ด แตะประตู รีบตรงโต๊ะทีมครีเอทีฟประจำของเธอ เช้าวันนี้หัวหน้าประกาศเปิดโปรเจกต์สำคัญ งานใหญ่ที่จะกำหนดทิศทางบริษัทครึ่งปีข้างหน้า
บรีฟสั้น ๆ ว่าทีมออกแบบต้องทำงานร่วมพันธมิตรทีมถ่ายภาพ ซึ่งฟังดูปกติสำหรับหมิวจนกระทั่ง… “ขอแนะนำสมาชิกใหม่ที่จะช่วยทีมเราในฐานะช่างภาพหลัก ภพ”
ชายหนุ่มตัวสูง ผิวสองสี ผมยาวระต้นคอ ใส่เสื้อฮู้ดเท่ ๆ ขึ้นบนโซฟาท่ามกลางสายตาหลายคู่ ภพมองหมิวอย่างท้าทาย รอยยิ้มกวนทับบนมุมปากแบบคนมั่นใจเกินจริง
“ยินดีด้วยครับ พี่ที่กราฟิก” เขาก้มหัวเร็ว ๆ คล้ายไม่จริงจัง หมิวขมวดคิ้วทันที — ทำไมต้องเป็นคนนี้ เด็กใหม่จากทีมถ่ายภาพที่ชอบส่งไฟล์ผิด ไม่อ่านรายละเอียด และ… ดูเหมือนจะมีโลกอีกใบเป็นของตัวเอง
กองเอกสารแผ่ขยายไปทั้งโต๊ะ เวลากำหนดงานร่นเข้ามา เหลือเพียงสัปดาห์ หมิวพยายามควบคุมแผนงาน ภพกลับยังดูชิลล์ ไม่ใส่ใจระหว่างประชุม เขาวาดเล่นลงสมุดสเก็ตซ์ เสียงหมิวดังขึ้นกลางห้องอย่างอดไม่ได้
“ขอโทษนะ ภพ ที่นี่ไม่ใช่ค่ายศิลปะ ทุกคนต้องส่งร่างงานตรงเวลา”
ภพเงยหน้าตอบนิ่ง ๆ “แต่ร่างงานที่เร่งไป ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดีนะครับ บางทีมุมกล้องดี ๆ ต้องใช้เวลา”
เสียงเย้ยขำของคนอื่นแทรก หมิวหน้าร้อนผ่าว เธอเดินออกมาเงียบ ๆ หัวใจเต็มไปด้วยความคับข้องใจ
สายฝนยามเย็นเทกระหน่ำ หมิวยืนรอรถเมล์หน้าบริษัท ขณะกางร่มซ่อนน้ำตา มือหนึ่งถือสตอเบอรี่แช่แข็งที่ภพยื่นมา “ยาก็หนาว จะเศร้าทำไมพี่ สุดท้ายงานก็เป็นงาน วันหนึ่งเราก็ลืมมันเอง”
เธอหันขวับ “นายไม่เข้าใจหรอก ทุกคนมีเป้าหมาย บางทีฉันก็แค่ไม่อยากเป็นตัวถ่วงทีม ไม่อยากล้มเหลว…”
เขายิ้มเจื่อน เสียงเบาลง “แต่แค่เหนื่อยบ้าง ไม่ได้แปลว่าเราพังนะพี่ บางเรื่องปล่อยผ่านก็ได้”
คืนต่อมา ภพนั่งเล่าเรื่องชีวิตในผับเล็กกับเพื่อนสนิท ศิลปินหนุ่มเจ้าของความฝันอยากจัดนิทรรศการภาพถ่าย แต่กลัวความล้มเหลวในอดีต ครอบครัวเขาเคยล้มละลายตอนมัธยม ภพรู้จักความกลัวการสูญเสียตั้งแต่นั้น เรื่องที่หมิวชอบควบคุมทุกอย่าง เขากลับไม่กล้าเข้าใกล้เป้าหมาย
โปรเจกต์คืบหน้าอย่างเชื่องช้า หมิวกับภพพูดคุยน้อยลง ห่างกันเกือบอาทิตย์ ต่างคนต่างหมกตัวแก้งานของตัวเอง วันหนึ่งหัวหน้าทีมร้องขอปรับแผน เพราะลูกค้าเปลี่ยนคอนเซ็ปต์กะทันหัน
“เราต้องรีบแก้ทั้งหมดในสามวัน” หมิวกัดฟัน ภพหายไปทั้งวัน กลับมาอีกทีตอนดึก พร้อมไฟล์ภาพชุดใหม่ในกล้อง เขายื่นให้เธอดูเงียบ ๆ
“นายไปถ่ายคนเดียวเหรอ?”
“อืม ไปตามหา ‘ความเป็นจริง’ ที่เราพูดถึงวันก่อน จำได้ไหม”
หมิวเพิ่งสังเกตว่าในภาพ เขาบันทึกชีวิตของทุกคนในทีม ในมุมที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน วินาทีนั้นเธอเงียบ ได้ยินเพียงลมหายใจในห้องใจกลางคืน
“ขอโทษนะหมิว ฉันชอบทำให้ทุกอย่างดูง่าย แต่จริง ๆ ฉันก็แค่กลัว ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรจริงจัง สิ่งที่ควรปล่อยวาง”
เธอหลับตา แล้วตอบเบา ๆ “ทุกคนกลัวทั้งนั้นแหละ นายแค่ซื่อสัตย์กับความกลัวมากกว่าคนอื่น”
ทั้งสองเริ่มแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องฝัน หมิวเล่าเรื่องแม่ที่เคยล้มป่วย ธุรกิจของครอบครัวเกือบล้มละลาย แม่เธอสอนให้ต้องรับผิดชอบเกินวัย หมิวจึงไม่เคยปล่อยใจวางใจใครจริง ๆ
ระหว่างที่ใกล้ชิด งานเดินได้ดีขึ้น แต่หลายครั้งก็ปะทะกันด้วยความต่าง ภพยังคงล่าช้า หมิวเครียด เธอลงเสียงใส่บ่อยขึ้น “ทำไมไม่รับผิดชอบเหมือนคนอื่น นายอยากสำเร็จหรืออยากล้มเหลว?”
ภพนิ่ง “มันจำเป็นเหรอ ความสำเร็จแบบที่ต้องแลกกับตัวตน?”
แต่กับบางโมเมนต์ เธออดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นภพถ่ายภาพคนแก่ขายข้าวโพดหัวเราะกับเด็ก ภาพเหล่านั้นเผยแววอบอุ่นที่เธอไม่ทันสังเกตในตัวเขา
คืนงานนำเสนอต้นแบบแรก หมิวกับภพนำเสนอไอเดียร่วมกัน จุดแข็งของเธอคืองานเป๊ะ จุดแข็งของภูเขาคือแง่มุมของชีวิตจริง ลูกค้าประทับใจ แต่เสนอให้ทีมปรับฉากบางจุดใหม่หมด ภายใต้แรงกดดัน หมิวทะเลาะกับภพใหญ่เป็นครั้งแรก
“นายสนุกใช่ไหม งานฉันพังเพราะนายเล่นโลกสวย” เธอหลุดพูด
ภพสะอึก เงียบ ปล่อยให้เธอเดินออกไปโดยไม่มีคำใด
วันต่อมา สำนักงานเงียบผิดปกติ หมิวทำงานจนค่ำ ภพไม่ได้ส่งงานถ่ายภาพ เขาหายตัวไปหลายวัน ต่างคนต่างไม่กล้าติดต่อกัน สภาพทีมตึงเครียด ส่งผลให้หมิวถูกตำหนิเรื่องดีลระหว่างทีม ภาพในหัวเธอมีแต่รอยยิ้มของภพ หลงเหลือแค่ความว่างเปล่า
ค่ำของวันที่สาม ภพส่งข้อความมาสั้น ๆ “ขอโทษ” เงียบอยู่นาน ก่อนจะตามมาด้วยไฟล์ภาพสุดท้าย ในแต่ละภาพเป็นเรื่องราวของหมิว เขาถ่ายเธอในขณะที่ไม่รู้ตัว ทุกภาพเต็มไปด้วยอารมณ์ปนเป
“นายเห็นฉันในมุมที่ฉันไม่เคยเห็น” หมิวพึมพำขณะน้ำตาซึม นิ้วสั่นกับมือถือ
เช้าถัดมา ภพยืนรอด้วยร่มคันเก่า เขายิ้มเคอะเขิน “เราสู้ด้วยกันอีกครั้งไหม”
หมิวทำท่าจะปฏิเสธ แต่สายตาอ้อนวอนของอีกฝ่าย ฝ่าความลังเลเข้ามาแทนที่ดื้อ ๆ “ฉัน… ไม่อยากเสียโอกาส เพราะความกลัว…” เธอหยุด หายใจลึก
สู่โค้งสุดท้ายของโครงการ ทั้งสองเปลี่ยนวิธีร่วมมือ เปิดใจพูดตรง ๆ เมื่องานสุดท้ายเสร็จ หมิวพูดเสียงเบา “นายมีส่วนเติมเต็มอะไรบางอย่างให้ฉัน เรื่องนั้นฉันยอมรับ แม้จะยังกลัวอยู่”
ภพยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่เหมือนคนเดิม “เราก็กลัวทั้งคู่ แต่กลัวไปด้วยกันดีกว่าไหม?”
เสียงหัวเราะและความเงียบผ่านไประหว่างคำพูด หมิวกับภพมองหน้ากัน และในความนิ่งของค่ำวันนั้น ท่ามกลางแสงไฟสำนักงานที่ค่อย ๆ ปิดลง ความใกล้ชิดและช่องว่างที่เคยมีกลายเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่มีชื่อ
ในวันประชุมสุดท้ายของบริษัท งานผ่านการอนุมัติ หมิวกับภพได้โปรโมทขึ้นทีมหลัก หมิวยิ้มขณะมองออกไปที่ระเบียง เธอพูดกับเขาเบา ๆ “บางที… เวลาเป็นสิ่งเดียวที่ให้คำตอบกับเราได้”
ภพเดินเข้ามาข้าง ๆ ส่งมือให้จับ “ไหนลองใช้เวลานั้นไปด้วยกันดูไหม?”
พวกเขาไม่ได้สัญญาว่ารักจะยั่งยืน แต่เลือกกล้าอยู่กับความกลัวและโอกาสที่ไม่แน่นอน กลืนเสียงหัวใจเงียบ ๆ เคียงข้างกัน บทเพลงชั่วคราวที่อาจกลายเป็นนิรันดร์ในวันหนึ่ง