เมื่อฝนแรกแห่งฤดูมาถึง
เสียงสายฝนแรกกระทบหลังคากระเบื้องมหาวิทยาลัยในปลายเดือนพฤษภาคม อธิปวิ่งหลบฝนเข้ามาใต้ทางเดิน พร้อมเป้สะพายหลังใบใหญ่ เสื้อคลุมเปียกน้ำ เขาหยุดหอบหายใจ ละสายตามองวาโย หญิงสาวหนึ่งเดียวในรุ่นที่ยืนบนม้านั่ง กางสมุดสเก็ตช์ร่างภาพสายฝนตรงหน้าอย่างใจเย็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ก็รู้ว่าฝนจะตก ยังจะนั่งอยู่อีก” อธิปพูดเบา ๆ เสียงเจือรำคาญ แต่ก็ปากคอสั่น พลางหยิบผ้ามาเช็ดผมตัวเองไม่ดูแลหญิงสาวด้วยซ้ำ
วาโยเงยหน้าขึ้น โดยไม่หลบสายตา “แรงบันดาลใจมันไม่ได้รอใครนี่ ปล่อยให้ฝนตกดูเฉย ๆ ไม่ได้เหรอ” เธอยิ้มจาง ๆ ก่อนกลั้นความเหงาไว้ใต้ริมฝีปาก
“อยากเป็นศิลปิน ก็จะตายเพราะฝนเนี่ยนะ?” อธิปพูดประชด เพื่อน ๆ ที่เดินผ่านต่างหัวเราะคิกคัก กึ่งชมว่าทั้งคู่กัดกันทุกทีที่เจอ
“สนใจเรื่องชาวบ้านมากไปแล้วนาย” ดวงตาวาโยมีแววแข็งกร้าว แต่ก็เหนื่อยล้าจากการถูกรบกวนซ้ำ ๆ
อธิปเบือนหน้าหนีวาโย เดินไปนั่งอีกฝั่งม้านั่ง ท่ามกลางกลิ่นดินเปียก ความเงียบงันปะปนเสียงหัวใจเต้นแรงจากทั้งสองฝ่าย
…ฉากหลังจากนั้น เมื่อละอองฝนค่อย ๆ สงบ เหลือเพียงคนสองคนกับความอึดอัดที่มองไม่เห็น วาโยหยิบสมุดบันทึกเก่าแก่ขึ้นมาเปิด หยุดนิ่ง สายตาคล้ายจับจ้องอะไรบางอย่างในอดีต
“เมื่อก่อน ฝนแรกแบบนี้ ฉันคิดถึงบ้านเสมอ” เสียงเธอเบาต่ำกว่าปกติ
อธิปเหลือบมองข้าง ๆ ในแววตาคาดไม่ถึง “แล้วถ้าไม่ได้กลับบ้านล่ะ?”
“ก็วาดรูปเลยไง…” เธอยิ้มบาง ๆ แล้วขีดดินสอเบา ๆ “นายไม่เคยเข้าใจหัวใจคนแบบฉันหรอก”
คำพูดนั้นทำให้อธิปเงียบไป รู้สึกครุ่นคิด ระหว่างเสียงฝนที่รินรดทุกสิ่งรอบตัว
ภาพตัดมาในคลาสเรียนศิลปกรรม อาจารย์กำลังวิจารณ์ผลงานนักศึกษา อธิปยืนกอดอก มองภาพสีน้ำของวาโยที่เต็มไปด้วยอารมณ์อ่อนไหว เขาลอบมองหญิงสาวข้าง ๆ เหมือนอยากเอ่ยชม แต่กลับเหยียดริมฝีปากเสียดสีคล้ายดูถูก
“ก็สวยดีนี่ ถ้าเพิ่มรายละเอียดอีกสักนิดอาจจะดูมีชีวิตกว่านี้นะ”
เสียงวาโยตอบสวน “ขอบใจคำวิจารณ์ห้วน ๆ ของนาย”
คนรอบข้างจับสังเกตความเย็นชาระหว่างทั้งคู่ บางคนกระซิบว่าอธิปคงเป็นแค่คนชอบตำหนิ วาโยเองก็ขึ้นชื่อเรื่องปิดโลก ปฏิเสธความเป็นมิตรจากคนรอบข้าง
ในบรรยากาศฝึกงานศิลปกรรม อธิปกับวาโยต้องจับคู่กันแก้โปรเจ็กต์ร่วมงานออกแบบศูนย์ศิลปะให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก พวกเขานั่งตรงข้ามกันในห้องสมุด แทบไม่พูดจา จนมีความเงียบหนืดแน่นในอากาศ
วาโยเขียนโน้ตส่งให้อธิป มีเพียงคำว่า “ลองใส่แสงแบบนี้ดู” พร้อมสเก็ตช์ร่างเล็ก ๆ
อธิปดูโน้ตก่อนขีดปากกาเบา ๆ แทนที่จะขัดใจเขาค่อย ๆ ศึกษา แล้วเริ่มเสนองานที่ประนีประนอมมากขึ้น เหมือนเพิ่งเข้าใจว่าไม่ต้องเอาแต่ใจเสมอไป
วันถัดมาอธิปเห็นวาโยนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวใต้ต้นหูกวางข้างอาคารเรียน แม้ไม่อยากยุ่งแต่เขาก็หยุดยืนห่าง ๆ ลังเลจะเข้าไปปลอบ
“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงเขาเบาหวิว
วาโยเงยหน้าพร้อมรอยแดงรอบดวงตา พยายามยิ้มกลบเกลื่อน “แม่ฉันบอกว่าศิลปะทำให้บ้านล้มละลาย นายเคยฝันแล้วโดนคนทั้งโลกด่ามั้ย?”
อธิปนั่งลงข้าง ๆ ขยับห่างนิดหนึ่ง ตาสอดส่าย “พ่อฉันก็ไม่รับเหมือนกัน เขาบอกว่าฉันควรไปบริหารธุรกิจมากกว่า…”
ทั้งสองนิ่งไป มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ ความเปลี่ยวเหงาคล้ายเชื่อมโยงใจบางอย่างโดยไม่ต้องพูดออกมา
คืนหนึ่งเมื่อโปรเจ็กต์ใกล้เสร็จ อธิปและวาโยนั่งแก้งานดึกในสตูดิโอ เงาไฟสลัว แสงดาวลอดกระจก อธิปหาวยาว พลางหัวเราะขำตัวเอง “นายแม่งเก่งนะ วาดรูปเหมือนฝัน”
“ที่นายพูดชมหรือประชดอีก?” วาโยถาม แต่ตาแวววาวขึ้นเล็กน้อย
“ครั้งนี้ชม” อธิปตอบ ทั้งคู่สบตากันแล้วหลบสายตา เงียบไปอึดใจ ตาหลบมองโต๊ะวาดเขียน
วาโยวางดินสอ พูดเสียงเหนื่อย “ฉันไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับนายตลอดไปหรอก”
อธิปเหลือบมอง “ฉันก็ไม่อยากเหมือนกัน บางที…” เขาพูดไม่จบ เสียงหัวใจเต้นแรงสะท้อนอึดอัด
โปรเจ็กต์สิ้นสุด ทั้งสองนำเสนอผลงานอย่างตื่นเต้น เสียงปรบมือรัวดัง อาจารย์ชมเชยในความคิดสร้างสรรค์ที่ประสานกันอย่างลงตัว
หลังงานเสร็จ วาโยยืนเงียบที่ระเบียง ลมเย็นผ่านเส้นผม อธิปเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นสบู่หอม
“วาโย เธอ…จะไปสานฝันต่อใช่ไหม?”
“เรียนต่อเมืองนอก พ่อแม่ฉันเตรียมไว้แล้ว” เธอยิ้มจาง “แต่ฉันกลัว กลัวจะไม่มีที่ของตัวเอง”
“คนฉลาดอย่างเธอต้องมีทาง…” อธิปก้มหน้า เสียงหายใจหนักหน่วง
เงียบอยู่นาน วาโยหันมาถามเบา ๆ “แล้วนายล่ะ? ทำไมไม่ไปตามฝันของตัวเอง?”
“ฉันก็ยังไม่กล้า…”
วาโยยิ้มเศร้า “เราเหมือนกันมากกว่าที่คิดเนอะ”
ช่วงเวลาห่างไกลเริ่มต้น วาโยเดินทางไปต่างประเทศ อธิปยังอยู่ที่เดิม หน้าห้องเรียนที่มีเพียงเงาของเธอในอดีต เขาเงียบขรึม ถอนใจบ่อยกว่าเดิม
ทั้งสองติดต่อกันผ่านอีเมลเป็นระยะ สารทุกข์สุขดิบไม่หวาน ไม่เศร้า ต่างคนต่างระบุตรงไปตรงมา
“ฝนที่นี่เย็น แต่ฉันคิดถึงกลิ่นดินเปียกที่บ้าน” — วาโย
“อยากวาดรูปก็วาด อยากร้องไห้ก็ร้อง ห้ามอดทนจนลืมตัวเอง” — อธิป
วันหนึ่ง วาโยตัดสินใจส่งงานประกวดศิลปะนานาชาติ เธอสับสนและกลัวความล้มเหลว
“ถ้าฉันแพ้ แล้วบ้านจะผิดหวังซ้ำไปอีก”
อธิปตอบเสียสั้น “เจ็บแป๊บเดียวก็หายเจ็บ แต่เสียตัวเองไปจะเอากลับไม่ได้”
ข้อความนั้นทำให้วาโยนิ่งงัน น้ำตาไหลเหมือนปล่อยใจให้หายใจได้อีกครั้ง เธอวาดภาพส่งประกวด ผลคือคว้ารางวัลชนะเลิศ แม้แต่แม่ยังโทรมาแสดงความยินดีเสียงสั่นเครือ
ขณะเดียวกันอธิปเองก็ตัดสินใจทำงานศิลปะอิสระ แม้พ่อจะผิดหวังไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งเห็นผลงานลูกชายในนิทรรศการระดับเมืองในอนาคต
เวลาผ่านไปปีเศษ เมื่อฝนแรกของฤดูถัดมากำลังจะตก วาโยกลับมาเมืองไทยในงานนิทรรศการร่วมกับศิลปินรุ่นใหม่ เธอยืนมองสายฝน จดจำช่วงเวลาแห่งการเติบโตที่ผ่านมา
อธิปเดินมาปรากฏตัวใกล้ ๆ เงียบ ๆ เขาไม่ได้ทักจนวาโยต้องหันไปยิ้มให้ก่อน
“จำวันนั้นได้ไหม?” เธอชี้ไปทางฝนจาง ๆ ที่หล่นจากท้องฟ้า
อธิปพยักหน้าช้า ๆ “ฉันคิดถึงฝนที่เธอวาด…และตัวเธอเอง”
ความเงียบยาวนานแทรกระหว่างเสียงฝน กลิ่นลมเย็นและแสงไฟจาง ๆ ของงานศิลป์
วาโยค่อย ๆ ขยับเข้าหา เสียงเธอเบา “ถ้าฉันยังอยู่… นายจะกล้าบอกตัวเองไหม ว่าอยากอยู่ข้างฉัน?”
อธิปลังเล สายตาสั่นไหว ก่อนสูดหายใจลึก “ฉันไม่เคยกล้าพอจะพูด…แต่ตอนนี้ฉันกลัวจะเสียเธอไปจริง ๆ”
วาโยหัวเราะเบา น้ำตาคลอแววตา “ฉันเองก็กลัวเหมือนกัน”
ทั้งสองยืนเคียงข้างกัน ฟังเสียงฝนตกท่ามกลางความเงียบและเสียงหัวใจที่ตรงกันโดยไม่ต้องพูดอะไรอีกต่อไป—สื่อความในใจที่ไม่ต้องกล่าวเป็นถ้อยคำ