เสียงหัวใจที่มองไม่เห็น
สายลมเดือนตุลายืนกรานพัดอย่างดื้อดึงตรงระเบียงชั้นแปดของสำนักงาน ‘มายด์ลีฟ’ ขณะเมธินี—or เมย์—นั่งกอดแฟ้มแน่น มองออกไปนอกหน้าต่าง เงาสะท้อนของเธอกับตึกสูงย่านสีลมกลายเป็นผืนผ้าใบสีหม่นที่ยังไม่รู้จุดจบ วันนี้เป็นวันที่เงียบจนบีบคั้นหัวใจ แม้แต่เสียงโทรศัพท์โต๊ะข้าง ๆ ยังรู้สึกดังเกินเหตุ เธอได้แต่กลืนน้ำลาย หวังว่าข่าวลือจะเป็นเท็จ—แต่แล้วเสียงประตูประชุมก็เปิดออก ปริญ ซึ่งตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ชะโงกหน้าตัดบรรยากาศของเธอที่ทำท่าคล้ายกับจะจมหายไปในม่านฟ้ารุ่งเช้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เมย์…ไปประชุมกัน เธอจะกอดแฟ้มไว้ทำสถิติโลกเลยมั้ย?” ปริญหัวเราะในลำคอ ท่าทางร่าเริงแต่สายตาเคลือบน้ำเสียงล้อเล่นนั้น เหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เมธินีกระชับแฟ้มพลางขืนยิ้มอายๆ
“เราขอกอดไว้ก่อน เดี๋ยวใจสั่น”
“ที่เธอสั่นน่ะ…แฟ้ม หรือใจล่ะ?”
เมย์ก้มหน้าคล้ายกับจะหาตัวตนของตัวเองที่ซ่อนอยู่ เธอไม่ชินกับคำแซวแบบนี้ และไม่ถนัดใช้คำพูดเกินจำเป็นในโลกที่มีแต่คนชอบอวดตน แต่ก็ขยับตัวตามชายหนุ่มเข้าสู่ห้องประชุม คำถามที่ยังไม่ทันหาคำตอบก็ถูกกลบด้วยกลิ่นกาแฟกับเสียงเร่งเร้าของเจ้านายที่หัวเสริมโปรเจกต์ใหม่เบอร์ใหญ่ที่สุดในรอบปี
ที่โต๊ะกระจกท่ามกลางเสียงขีดปากกา แผ่นโปสเตอร์วางเกลื่อน เจ้านายวางแฟ้มหนัก ๆ ลงบนโต๊ะ เลขาฯ เปิดโพลเดอร์โปรเจกต์และแจกจ่ายงานอย่างไม่รีรอ “ปริญ เป็นหัวหน้าโปรเจกต์ เมธินี ออกแบบทั้งหมด กรุณาร่วมมือกันด้วย ไปให้ทันงานใหญ่สัปดาห์หน้า”
เวลาที่เหลือของวันทยอยไหลผ่านมือเมย์ไปเหมือนน้ำรั่วจากถังเก่า ทุกจังหวะเธอรู้สึกได้ถึงสายตาของปริญ—ไม่ว่าจะขำหรือดูจริงจังก็ตาม เขาโพล่งอะไรขำ ๆ บ้างระหว่างวัน ทำเหมือนไม่มีอะไรหนักใจ แต่ก็ไม่เคยเว้นช่องไฟให้เธอรู้สึกสบายใจเสียที
“เธอทำงานกับผมโอเคไหม?” ปริญถามช่วงบ่าย ในห้องออกแบบ มีแค่แสงแดดกับเสียงแป้นพิมพ์ เขาพลิกแฟ้มเมย์ดูด้วยความสนใจ
เมย์เม้มปาก “ก็…โอเคค่ะ ถ้าคุณไม่ล้อฉันบ่อย ๆ”
ปริญยิ้มมุมปาก ถอนหายใจ ก่อนจะเปลี่ยนท่าที “โอเค…แล้วถ้ามีอะไรที่ฉันล้อแล้วไม่โอเคจริง ๆ ก็บอกได้เลยนะ จะพยายาม”
“แค่พยายาม ไม่ต้องสำเร็จก็ได้ค่ะ” เมย์พูดเบา ๆ มีรอยเปื้อนยิ้มบาง ๆ บนแก้ม ปริญนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะหันไปจดจ่อกับงาน
คืนนั้น เมธินีกลับถึงห้องพัก เลื่อนโทรศัพท์ดูข้อความในกลุ่มที่ทำงาน มีแต่การ์ตูน meme และปริญยังคงส่งข้อความล้อเธออยู่ เธออ่านข้อความก่อนจะวางโทรศัพท์พลิกตัว พลันก็หลุดหัวเราะ—รู้ตัวว่าหัวใจเพิ่งอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย
ในวันถัดมา ขณะออกแบบโปสเตอร์ใหม่ ปริญโผล่มาอีกครั้ง—แต่ดูเงียบขรึมกว่าปกติ มือของเขาสอดกระดาษโน้ตให้เมย์ด้วยท่าทีผิดปกติ “พอจะช่วยวาด rough sket ให้หน่อยได้ไหม งานนี้เราคิดไม่ออกเลย”
“แน่ใจว่าคิดไม่ออก หรือขี้เกียจคิด?” เธอล้อกลับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เป็นครั้งแรก ปริญหัวเราะ ไม่ตอบ เขาหันไปยืนข้าง ๆ ดูเส้นร่าง ความใกล้ชิดที่มากขึ้นทำให้บรรยากาศอึดอัดแบบประหลาด มือของเมย์สั่นจนต้องเอามืออีกข้างกดไว้ ปริญสังเกต
“มือเธอสั่นอีกแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยเบา ๆ กลายเป็นความเงียบที่คล้ายควันเบาบาง
“ก็งานนี้มัน…สำคัญ”
“สำคัญกับใคร สำคัญเพราะอยากทำให้ดี หรือสำคัญเพราะมีชื่อเธอกับฉันอยู่บนโปสเตอร์?”
คำถามนั้นลึกล้ำเกินจะตอบ เมย์แค่ยิ้มบาง ๆ ส่งคืนกระดาษ เดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ปริญสงสัยและสับสนกับความเงียบของเธอ
อีกไม่กี่วันต่อมา ในร้านกาแฟเล็ก ๆ ใกล้ออฟฟิศ สายฝนตกพรำ เมธินีไปรอปริญ เธอดื่มกาแฟร้อนแต่ใจเย็นเยือกจนเกือบลืมไออุ่นริมแก้ว ปริญมาแบบเปียกฝนเล็กน้อย ผมหล่นละอองน้ำบนคิ้ว โยนกระเป๋าไว้บนเก้าอี้ กลายเป็นตัวตลกในคราวเดียว
“ทำไมไม่เอาร่มมา” เธออดถามไม่ได้
“เพราะคิดว่าฝนจะหยุด…แต่ไม่หยุดสักที เหมือนอะไรบางอย่างในใจเลย” เขามองมือเปล่า ท่าทางสลดแปลก ๆ เมย์ไม่ได้ถามต่อ ถึงตอนนี้เธอเริ่มคุ้นกับการไม่รีบร้อนเค้นเขา
เสียงฝนคล้ายพิมพ์จังหวะในอก ทั้งสองคนนั่งมองถ้วยกาแฟของตัวเอง ทั้งคู่มีสิ่งที่อยากพูดแต่ยังไม่มีใครพูดออกมา
โปรเจกต์เดินหน้ารวดเร็วขึ้น งานยุ่งมากขึ้น ความกดดันมากขึ้น ความสนิทของทั้งคู่อยู่ในรูปถ่ายกลางคืนที่ไม่ค่อยมีรอยยิ้ม แต่มีแววตาอุ่น ๆ ที่เริ่มเปลี่ยนไป เมย์เริ่มแกล้งล้อปริญบ้างในบางครั้ง ปริญเริ่มถามไถ่ถึงครอบครัวเมธินี อย่างไม่ทันได้ตั้งใจ
วันหนึ่งขณะเคลียร์ไฟล์งานในห้องทำงาน ปริญพูดขึ้นมาเบา ๆ “…เมื่อก่อนฉันกลัวว่าจะทำพลาดตลอด ชอบแกล้งคนอื่นไว้ก่อนเหมือนเป็นเกราะป้องกันตัวเอง”
“ฉันก็เหมือนกัน…แต่ไม่แกล้งใคร แค่ซ่อนตัวเองไว้” เมย์ตอบเสียงแผ่ว
ต่างคนต่างเงียบไป พลางคิดถึงรอยแผลเก่าของตัวเอง ฉากนี้เหมือนหนังเงียบ—แต่ตาที่สบกันเปลี่ยนอะไรบางอย่างเล็กน้อย
รุ่งขึ้นระหว่างเข้าแล็บถ่ายรูปโปสเตอร์ เมย์ทำแฟ้มผลงานหล่นกระจัดกระจาย ปริญรีบเข้าช่วย เธอสบตาเขาพลางขอบคุณ สองมือแตะกันครู่หนึ่ง ต่างรีบผละออกอย่างเขินอาย พอดีกับเสียงโทรศัพท์ปริญดังขึ้น เขารีบออกไปรับสาย ปล่อยให้เมย์ยืนลูบแฟ้มแน่น สีหน้าหวั่นไหวบางอย่าง
เพื่อนร่วมงานเริ่มสังเกตได้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองเปลี่ยนไป—แต่ไม่มีใครพูด เฉพาะเจ้านายเท่านั้นที่ส่งสายตาเฝ้าสังเกตและอดทนรอดูผลงาน
คืนนั้น เมย์ฝันร้ายถึงความล้มเหลวในอดีต — โดนตำหนิ โดนทิ้งให้เดียวดาย เธอสะดุ้งตื่นกลางดึกและเห็นข้อความจากปริญ “ถ้าไม่ไหว…บอกได้นะ” เธอกำมือไว้แน่น น้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว
วันส่งงานใกล้เข้ามาทุกที เมธินีขอออกจากออฟฟิศ แลกเป็นวันลาทำงานจากบ้าน เธอสารภาพกับตัวเองว่าไม่มั่นใจพอที่จะทำโปรเจกต์ใหญ่แบบนี้ จึงต้องหาทางขอความช่วยเหลือ
ปริญรู้ข่าวเดินมาหาเธอถึงห้อง “จะหนีไปแบบนี้จริง ๆ เหรอ” เขาพูดเสียงต่ำขณะนั่งฟังเสียงวิทยุคลื่นเพลงเก่า ๆ ที่สาวเจ้าเปิดคลอ ๆ
“ไม่ได้หนี…แค่ไม่อยากให้ใครเห็นเวลาล้มเหลว” เธอสบตาเขาเป็นครั้งแรกโดยไม่หลบ
“แต่มันไม่ใช่ความล้มเหลว ถ้าได้พยายามจนสุดทาง ไม่ใช่เหรอ…” เสียงเขาขาดช่วง คล้ายมีคำพูดค้างในอก เมย์นิ่งอึ้ง รับฟังโดยไม่เถียง
สองวันสุดท้ายก่อนกำหนดส่งงาน ทั้งคู่ทำงานด้วยกันเกือบยันเช้า อาหารมื้อดึก น้ำอัดลมกระป๋องเปล่า สายตามุมขำ เวลาที่ผ่านไปช้าทำให้ความใกล้ชิดเปลี่ยนเป็นความไว้วางใจ
และในคืนก่อนวันโชว์งาน ปริญมานั่งเงียบ ๆ ข้างเมย์ เขาไม่พูดใด ๆ นานจนหญิงสาวได้ยินเสียงหายใจชัดเจน
“ถ้างานนี้ไม่ผ่าน…ฉันผิดเอง” ปริญเอ่ยเบา ๆ ดวงตาอ่อนลงอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็น
เมย์ส่ายหน้า “มันคือทีมเวิร์ก ถ้าล้ม ก็ล้มด้วยกัน”
ปริญขบขัน “อย่างกับฉันเคยยอมล้มกับใคร”
ครั้งนี้ไม่มีเสียงหัวเราะต่อจากนั้น มีเพียงความเงียบงันระหว่างคนสองคนที่ค่อย ๆ ขยับใจเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
วันโชว์งาน โปรเจกต์ออกมาดีกว่าที่คิด ทีมงานทั้งหมดดีใจอย่างบ้าคลั่ง เจ้านายกระซิบแสดงความพอใจ เพื่อนร่วมงานตบหลังกันหัวเราะ มีเสียงเชียร์ฮาเฮในมุมห้อง ปริญเฝ้าสังเกตเมย์ที่ยิ้มกระจ่างดวงหน้า เขาไม่กล้าเข้าไปแสดงความยินดีแบบเปิดเผย แค่เดินวกเวียนไป โต๊ะกาแฟ หยิบแก้วโยนเส้นผมกลับเหมือนลืมอะไรไปแล้ว
เย็นนั้นขณะห้องทำงานเริ่มว่าง เมธินีเก็บของอยู่ลำพัง ปริญเปิดประตูแทรกเข้ามา พูดเสียงขุ่น ๆ
“เธอคิดว่า…งานนี้เราทำดีที่สุดแล้วหรือยัง”
เธอมองชายหนุ่ม แววตานิ่งขึ้น “ดีที่สุดในตอนนี้…ก็แค่นี้ล่ะ ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้ขนาดนี้เลย ถ้าไม่มีนาย”
ปริญยิ้ม มุมปากยกน้อย ๆ “ฉันเองก็ไม่เคยคิดว่าจะทำงานกับคนที่ไม่เคยชอบหน้าตั้งแต่แรก…เต็มใจแบบไม่มีเงื่อนไขขนาดนี้”
“นายก็เคยไม่ชอบฉันเหรอ”
ปริญพยักหน้า “ฉันกลัวว่าเธอจะมองว่าเด็กใหม่อย่างฉันไม่เอาไหน เลยชอบล้อไว้ก่อน จะได้มีเกราะ…”
เมย์หัวเราะออกมา “ฉันนึกว่านายเป็นคนสนุก…แต่จริง ๆ ก็กลัวเหมือนกันสินะ”
ความเงียบแปลก ๆ เข้ามาแทรกอีกรอบ แววตาของทั้งคู่บอกอะไรหลายอย่างที่ยังไม่ได้พูด
“เธอว่ายังไง ถ้าเราจะเริ่มใหม่…แบบค่อยๆ ไป” ปริญพูดในที่สุด เสียงเบาเหมือนกลัวใครจะได้ยิน
เมย์เหลือบตาก่อนยิ้มในแบบที่เธอไม่เคยยิ้มกับใคร “ขอแค่อย่าล้อแรงเหมือนเดิม…ก็ลองดูได้”
เสียงหัวเราะเบาๆ ก้องในห้องแคบ – ไม่ใช่เพราะมุขตลกแสบแซว เหมือนวันวาน แต่เพราะใจสองดวงที่ค่อย ๆ ปลดเปลื้องระยะห่างอันยาวนานให้เหลือเพียงเสี้ยวลมหายใจ