สายลมปลายฤดู (Whisper of the Last Breeze)
เสียงฝนเม็ดสุดท้ายกระทบหลังคาเหล็กดัดเก่า ดวงตาของวิศรา กุลนที หน้าห้องเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ปีสามเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง เธอขยับปากเขียนโน้ตย้ำๆ ในสมุดจดว่าต้องยื่นโครงงานภายในสัปดาห์นี้ แต่สมองกลับว่างเปล่า กลิ่นอับของหนังสือเก่าและเสียงพูดคุยจอแจจากเพื่อนร่วมห้องแทบไม่เข้าหู ความทุกข์ที่ฝังลึกและความคิดถึงอดีตบีบรัดหัวใจเธอจนลมหายใจติดขัด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วิ หิวป่ะ ไปโรงอาหารกับเราปะ” เพื่อนสนิทชื่อกิ๊บถาม ก้มหน้าดูโทรศัพท์พลางยิ้มเล็กๆ
“เดี๋ยวขอเคลียร์อันนี้ก่อน เราต้องรีบส่งอีเมลให้พี่ที่ชมรม” วิศราตอบอย่างไม่ค่อยได้มองหน้า หากแต่เสียงสะท้อนของคำว่า ‘ชมรม’ ทำให้นึกถึงใครบางคน
แม้จะผ่านไปหลายเดือนที่ชมรมดนตรีของมหาวิทยาลัยจัดประกวดดนตรีสั้นๆ แต่ความทรงจำวันนั้นยังชัดเจน พี่นันทวัฒน์ นักศึกษาปีสี่คณะสถาปัตย์ฯ ร่างสูง ไหล่กว้าง แต่แววตาเศร้า เขาเป็นหัวหน้าวงที่วันนั้นเล่นผิด คีย์กีตาร์เพี้ยน ท่ามกลางสายตาทั้งห้อง เธอจำได้ว่าเขายืนนิ่ง ฝืนยิ้ม เจ็บอยู่ข้างในแต่ไม่พร่ำบ่นคำใด
เส้นทางของพวกเขาเริ่มพาดผ่านในวันนั้น วิศราปลอบเพื่อนในวงที่น้ำตาซึม แล้วบังเอิญสบตานันทวัฒน์ในห้องแต่งตัวนักดนตรี สายตาเขาเหมือนเงาสะท้อนสะเปะสะปะ เธอทำได้เพียงยกยิ้มปลอบเบาๆ ก่อนเดินจากมา ไม่รู้ว่าคืนวันต่อมาจะพบเขานั่งเหม่อตรงลานคณะในตอนดึกอีกครั้ง
กลิ่นดินเปียกกับเสียงฟ้าร้องแผ่วๆ คืนหนึ่ง วิศราเดินกลับจากห้องสมุดคนเดียวพลางถือเอกสารชมรมในมือ เธอเดินเลี้ยวข้ามลานเปียกน้ำจนรองเท้าเปื้อน กำลังจะเหยียบพ้นกระเบื้อง พระอาทิตย์สีทองอ่อนก็ใกล้ลับฟ้า
“เดี๋ยว!” เสียงทุ้มต่ำดังจากเงามืด เธอสะดุ้ง หันไปพบนันทวัฒน์นั่งก้มหน้าบนขั้นบันได สะพายกีตาร์ไว้ข้างตัว
“แวะนั่งก่อนมั้ย” เขาว่า พลางตบพื้นข้างตัวเบาๆ แต่เธอยังลังเล
“อยู่คนเดียว…โอเคเหรอ?” วิศราถาม
เขายิ้มบางๆ ตอบเสียงเบา “โอเคสิ มันก็แค่วันที่เหนื่อยนะ”
เธอเดินเข้าไปช้าๆ นั่งห่างเขานิดหน่อย พรมเปียกเย็นซึมผ่านกางเกง “วันนี้เล่นเพลงอะไรดี” เธอถามกลบความอึดอัด
เขาหยิบปิ๊กกีตาร์หมุนไปมา “ยังไม่ได้ตัดสินใจเลย…เธอชอบเพลงเศร้ารึเปล่า”
“บางเวลาก็ใช่ บางเวลาก็อยากฟังอะไรที่ทำให้ยิ้ม”
“งั้น…คืนนี้ฟังเพลงเงียบๆ” เขาหัวเราะในลำคอ นิ้วเคาะคอร์ดบนสายกีตาร์แผ่วเบา
วิศราไม่ได้กล่าวอะไร และปล่อยให้ความเงียบกับเสียงสายลมปลายฤดูโอบล้อมคนทั้งสอง
วันถัดมา วิศราต้องไปช่วยซ้อมงาานชมรมดนตรี เธอเขินอายเล็กน้อยเมื่อต้องเดินเข้าไปในห้องซ้อมที่นันทวัฒน์นั่งซ่อมสายกีตาร์
“มีสายขาดเหรอ?” เธอถาม พลางหยิบเครื่องมือขึ้นมาส่งให้
“อืม ขอบใจ” เขารับไป โดยไม่เงยมองขึ้นมา
“เมื่อคืน…ขอบคุณนะ ที่นั่งคุยด้วย”
“เราเองต่างหาก ขอบคุณที่ไม่ถามว่ากำลังหนีอะไร”
ทั้งคู่หัวเราะ เธอสังเกตเห็นแผลเป็นจางๆ บนข้อมือขวาของเขา แต่เลือกจะเงียบ
“เอ่อ…แล้วโครงงานเธอถึงไหนแล้ว” นันทวัฒน์เปลี่ยนเรื่อง สายตาเฉไฉมองโต๊ะเปียโน
“ยังตันเลย ขี้เกียจคิด” เธอถอนหายใจ
“อย่ายอมแพ้เร็ว วิ” เสียงเขาขรึมลงกว่าเดิม
“แล้วพี่ล่ะ? จะยอมแพ้มั้ย”
นันทวัฒน์นิ่ง พูดเบาๆ “คงเคยคิดจะยอมแพ้…แต่ตอนนี้มั่นใจขึ้นนิดนึงละ”
แววตาเขาผ่อนคลายลง วิศราเห็นประกายอ่อนโยนแม้จะยังกลบด้วยความเศร้า
วันต่อมา ทั้งคู่ต้องเตรียมเพลงสำหรับงานกิจกรรมของชมรม วิศรานั่งขีดโน้ตอยู่ข้างเปียโน มือขาวจับปากกาเหลาดินสอ ขณะนันทวัฒน์ลูบสายกีตาร์เหม่อ
“เอาจริงๆเราเล่นเปียโนไม่แม่นเท่าไหร่…ถ้าพลาดไม่ต้องหัวเราะนะ” เธอบอกยิ้มเจื่อน
“เราก็ยังตีกีตาร์เพี้ยนบ้างเหมือนกัน ช่างมันเถอะ” เขาหัวเราะเบาๆ
บรรยากาศห้องซ้อมชุ่มไปด้วยเสียงหัวเราะแผ่วของสองคน
หลังจบซ้อม นันทวัฒน์มองมือเธอขณะเก็บของ “นิ้วเธอสวยดีนะ”
วิศราขวยเขิน หัวเราะกลบเกลื่อน “ถ่ายรูปไปไหม จะได้เอาไปวาดปกอัลบั้มด้วย”
กิ๊บ เพื่อนของเธอเดินเข้ามากะทันหัน “ว่าแล้วเชียว! เจอพี่นันอีกละ”
นันทวัฒน์ทำท่าหลบตา วิศราหน้าแดง “ก็แค่ช่วยกันทำงานคืองานน่ะกิ๊บ”
“ยังไงก็ระวังใจด้วยละกัน” กิ๊บว่าแผ่วๆ ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นฟังเพลง แล้วออกจากห้องไป วิศรามองตาม เห็นสีหน้ากิ๊บฝืนยิ้มซ่อนอะไรบางอย่าง
ต้นเหตุของความลังเลทิ่มแทงหนักขึ้นในหัวใจของเธอเอง
วันต่อวัน งานชมรมกดดันมากขึ้น วิศราถูกมอบหมายให้เป็นหัวหน้าฝ่ายเพลง เธอแบกภาระทั้งการเรียนและชมรม ในขณะเดียวกันก็ห้ามตัวเองไม่ให้เข้านั่งใกล้นันทวัฒน์มากเกินไป กลัวว่าความสัมพันธ์นี้จะไปได้ไกลกว่าที่ควร
ค่ำหนึ่ง เธอส่งข้อความหาเขา “ขอโทษที่ไม่ได้ช่วยซ้อมเยอะ งานแน่นมากเลย”
นันทวัฒน์ตอบกลับมาสั้นๆ “ไม่เป็นไร เข้าใจ”
เงียบไปพักใหญ่ ก่อนที่เขาจะทิ้งท้าย “ถ้าเครียดมาก พิงกันบ้างก็ได้นะ”
วิศราจ้องข้อความในหน้าจอ เธอทำใจกลั้นไม่เขียนอะไรตอบกลับทันที
กิจกรรมประจำปีของชมรมมาถึงเร็วกว่าเดิม ทุกอย่างเร่งรีบและกดดัน วิศราต้องซ้อมเปียโนจนดึกดื่น เธอหลบหลังเวที พยายามหายใจลึกๆ ให้คลายความตื่นเต้น
“มือไม้อ่อนหมดแล้ว” เธอบ่นกับตัวเอง
นันทวัฒน์เดินเข้ามาเงียบๆ วางมือบนไหล่เธอเบาๆ “จะเล่นเพลง ‘สายลมปลายฤดู’ ให้ดีที่สุดใช่มั้ย”
“อืม เรากลัวพลาด”
“ไม่ต้องกลัว เราอยู่ตรงนี้”
เธอมองหน้าเขา สบตานิ่ง
“แล้วถ้าพลาดล่ะ”
“ก็แค่หัวเราะไปพร้อมกันได้ไหม”
วิศรารู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในใจเปิดกว้างออก ทีละนิด
คืนนั้น การแสดงบนเวทีผ่านไปช้าๆ เธอเล่นเปียโนด้วยใจสั่น แต่ละคีย์ถูกแตะอย่างลังเล ทว่าทุกครั้งที่ใจสว่างไหว เธอเงยหน้ามองนันทวัฒน์ที่นั่งข้างกัน เขาพยักหน้าเบาๆ ส่งยิ้มอ่อนโยน ความอบอุ่นกระจายเข้าสู่หัวใจ
หลังจบงาน ทั้งคู่เดินออกมาด้วยกัน ลมหนาวแผ่วพัดผ่านสนามหญ้า
“พี่…ขอบคุณนะ ที่อยู่ด้วยกันวันนี้” วิศราพูดเสียงเบา
นันทวัฒน์หัวเราะริน “ขอบคุณเหมือนกัน เราคิดว่าตัวเองคงเลิกเล่นกีตาร์ไปแล้วถ้าไม่ได้เธอ”
ในช่วงเวลานั้น หลังม่านเงียบ เธอรู้สึกถึงบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในหัวใจ
แต่เส้นทางไม่ได้ราบเรียบ หลังจากคืนแห่งความสำเร็จ วิศราต้องรับผิดชอบงานโครงงานที่หนักหน่วง เธอห่างเหินจากชมรม รู้สึกว่าตัวเองถอยออกห่างจากนันทวัฒน์อย่างไม่พูดอะไร กิ๊บเริ่มมาสนิทกับเธอน้อยลงเช่นกัน เพื่อนเริ่มพูดเรื่องงานและอนาคตมากขึ้น มีการนินทาว่าวิศราหลงรุ่นพี่
เธอพยายามหนี เสียใจที่ปล่อยหัวใจตัวเองให้แคลงใจ ยามสบตานันทวัฒน์ในห้องซ้อม เธอกลับเลือกจะนั่งเงียบ ก้มหน้าทำงาน หลีกเลี่ยงการสบตา
ในอีกฟากหนึ่ง นันทวัฒน์เองก็เงียบลง ทุกข์ใจกับผลสัมภาษณ์งานที่ไม่ผ่าน ไม่มีที่ฝึกงานในบริษัทดังอย่างที่ครอบครัวหวัง แววตาขรึมกว่าที่เคย เวลาซ้อมวง เขาก็มักเอาแต่จูนสายกีตาร์และไม่พูดจา
ฉากวันอาทิตย์หนึ่ง วิศรากำลังนั่งในร้านกาแฟ มองแก้วลาเต้เย็นจืดจาง กิ๊บนั่งตรงข้าม สีหน้าเคร่งขรึมเกินปกติ
“วิ…เราต้องพูดเรื่องนี้ เธอจริงจังกับพี่นันใช่ไหม”
วิศราลังเล “ไม่รู้ ยังไม่แน่ใจ”
“แล้วที่ผ่านมาคืออะไร ดนตรีหรือความรู้สึก” กิ๊บถามเสียงสั่น
วิศราเงียบไปนาน “มัน…ซับซ้อน เรามีอดีตที่ยังผ่านพ้นไม่ได้”
กิ๊บก้มหน้านิ่ง “เรากลัวเธอเจ็บ…เหมือนตอนนั้น”
“ขอบใจนะ” วิศราส่งเสียงเบาๆ ก่อนความเงียบจะก่อตัว ปกคลุมบรรยากาศร้าน
ยามเย็นของวันเดียวกัน นันทวัฒน์นั่งเหม่อบนระเบียงคอนโดเพื่อน สายลมแผ่วเย็นเขาผิวผ่าน เขาเปิดแอปฯ โน้ตบุ๊คมองลิสต์สมัครงานที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำอีก กวาดตามองไปยังข้อความล่าสุดที่ส่งให้วิศรา ไม่ได้รับการตอบกลับเลย
เขารีบโทรไป แต่ไม่ได้รับสาย
คืนวันต่อมา งานคอนเสิร์ตที่ชมรมเคยวางแผนถูกยกเลิกกะทันหันจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย ทำให้ทีมงานทุกคนผิดหวัง รวมทั้งวิศรา เธอรู้สึกตัวเองสูญเสียเป้าหมาย สำลักความว่างเปล่า
ในห้องซ้อม นันทวัฒน์นั่งคนเดียว มือแตะกีตาร์เหนื่อยล้า จู่ๆ ประตูเปิด วิศราเดินเข้ามาช้าๆ สีหน้าครุ่นคิด
“ไม่ต้องซ้อมแล้วมั้ง” เขาพูดนิ่งๆ โดยไม่มองหน้าเธอ
วิศรานั่งข้างเขา เว้นระยะห่างเหมือนเดิม สายตาจ้องลงพื้น
“พี่…เราขอโทษนะ ที่หายไป” เธอเอ่ยเบาๆ
นันทวัฒน์นิ่ง “เธอแค่ยุ่ง ไม่เป็นไร”
ความอึดอัดเข้าปกคลุมห้องซ้อม สายตาทั้งคู่หลบเลี่ยงกันเองเป็นจังหวะยาว
“จริงๆ เรากลัว…กลัวจะเจ็บเหมือนปีสอง” เธอยอมรับเสียงขาดห้วง
นันทวัฒน์ผ่อนลมหายใจยาว “ทุกคนก็มีอดีตที่พาไปเจอความกลัวใหม่ๆ ทั้งนั้น…”
“แต่บางทีความกลัวก็ทำให้เราไม่กล้าเริ่มต้นอะไรอีกเลย”
เขาหัวเราะเบาๆ “เราก็กลัวที่จะล้มเหลวอีก…กลัวครอบครัวผิดหวัง”
ทั้งสองคนสบตากันตรงๆ เป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์นั้น
“จะลองอีกครั้งมั้ย” เขาถามเสียงเบา
วิศราไม่ตอบในทันที ปล่อยให้เวลาผ่านไป รอให้หัวใจค่อยๆ ทบทวน
ช่วงสอบปลายเทอมมาเยือนต่างคนต่างยุ่ง วิศรายุ่งกับงานส่งอาจารย์ นันทวัฒน์เดินสายสัมภาษณ์งาน ทั้งสองคุยกันน้อยกว่าก่อน แต่เมื่อมีเวลาก็มักนั่งเล่นดนตรีด้วยกันเงียบๆ ในห้องซ้อมสายลมปลายฤดู
บ่อยครั้งที่ความสัมพันธ์เดินทางบนรอยต่อคลุมเครือ เขียนเพลงร่วมกัน วางแผนอนาคตที่ไม่แน่ชัด บางคืนวิศราน้ำตาซึมแต่เลือกจะไม่ไลน์ไปหาใคร ปล่อยให้น้ำตากลั่นกรองอดีตในหัวใจตัวเอง
ค่ำหนึ่ง นันทวัฒน์โทรหาวิศรา “ขอแวะที่ห้องเปียโนได้มั้ย”
“มาเลยค่ะ” เธอตอบ กลบความเขินอาย
ในห้องเงียบ สายลมเย็นลอดบานเกล็ดเป่าเข้าหา เธอเล่นคีย์เปียโนแผ่วเบา เขานั่งข้างเงียบๆ สายตาจับจ้องนิ้วมือเธอ
“รู้มั้ย เราดีใจที่เธอไม่หนีไปไหน” เขาเอ่ยตามตรง
เธอสะอื้นในลำคอ “เราก็กลัวเหมือนกัน…แต่ครั้งนี้อยากลองสู้กับมันมากกว่าหนี”
นิ้วเธอสั่น ชะงักกลางคีย์ เขาลอบจับมือไว้เบาๆ เพียงชั่วครู่เท่านั้น
เงียบงันครู่ใหญ่ก่อนที่ทั้งคู่จะปล่อยมือ ต่างหันไปสนใจเครื่องดนตรีของตัวเอง
หลังวันนั้น เวลาผ่านไปรวดเร็ว หลายเหตุการณ์ย่อยเกิดขึ้น เช่นกิ๊บได้ทุนเรียนแลกเปลี่ยนและต้องเดินทาง วิศราปล่อยเพื่อนสนิทไปด้วยน้ำตาอ่อน กิ๊บร่ำลาเหนียมอายและฝากฝังวิศราให้หัดเลือกรักและให้อภัยตัวเองบ้าง
ชีวิตเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน นันทวัฒน์ได้งานในบริษัทอาร์ตเล็กๆ สมถะกว่าที่บ้านหวัง แต่สุขใจมากกว่า ส่วนวิศราประสบความสำเร็จในโครงงานใหญ่ เธอโตขึ้นจากการเผชิญหน้าและไม่นิ่งนอนใจกับบาดแผลเก่า
เย็นหน้าฝน วิศราเดินเล่นหลังตึกคณะ สายลมอ่อนปะทะแก้ม เธอพบนันทวัฒน์ยืนรอใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ กลีบดอกร่วงหล่นเป็นพรมจาง
“เรียนจบแล้วจะทำอะไรต่อ” เขาถามพลางส่งสายตาอ่อนโยน
“ยังไม่รู้…แต่ขอเลือกเอง ไม่ตามใจใครอีก” เธอตอบอย่างมั่นใจขึ้น
เขาชูแผนเล็กๆ “เล่นดนตรีต่อมั้ย ร่วมวงใหม่กันไหม”
เธอยิ้มกว้าง “ตกลง…”
…สายลมปลายฤดูพัดกลีบชมพูเบาลงบนไหล่ทั้งสองคน เงาของคนสองคนเคียงกันอย่างอ่อนโยน ไม่ต้องมีคำนิยามหรือสัญญา แค่เรียนรู้และกล้าที่จะก้าวไปด้วยกัน แม้หัวใจยังกลัวอยู่บ้าง แต่จะไม่หยุดฟังเสียงของสายลมและหัวใจในฤดูใหม่อีกต่อไป