รอยแผลใต้อาทิตย์สีเทา
เสียงอึกทึกของนักศึกษาใหม่ประจำปีแรกก้องทั่วสนามหญ้าหน้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ กลุ่มพี่ปีสองวิ่งแนะนำสถานที่อย่างขะมักเขม้น พิมพ์ดาวยืนหลบแสงแดดใต้ชายต้นก้ามปู มือหนึ่งกอดกระเป๋าผ้าแน่น อีกมือกำชายกระโปรงมหาวิทยาลัย นิ้วเย็นจนเริ่มชา เธอหลบตาจากสายตาคนรอบข้าง รู้ดีว่ามีบางคนชำเลืองมองเสื้อลายจุดสีน้ำทะเลที่ผิดระเบียบไปจากเพื่อนคนอื่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พิม! ตรงนี้!” เสียงภาคินลอดมากับสายลม ชายหนุ่มผิวเข้ม ผมหยักศก ตาสดใสในแบบที่คนมักวางใจ แม้จะตะโกน ชื่อเธอในกลุ่มใหญ่ เสียงเขากลับนุ่มลึกและปลอดภัย พิมพ์ดาวผงกหัวรับ เธอเดินตามเพื่อนสนิทไปอย่างลังเลแต่คุ้นชิน
ระหว่างทาง ภาคินเอื้อมมือหยิบกระเป๋าที่หนักอึ้งของเธอโดยไม่เอ่ยคำ แค่ชำเลืองมองมือที่จับสายกระเป๋าแน่น “วันนี้แม่เธอบ่นอีกหรือเปล่า?”
พิมพ์ดาวสูดหายใจลึก ลังเลว่าวันนี้ควรตอบตรง ๆ หรือยังหนีเหมือนเดิม “ไม่ได้ว่าอะไรแล้ว ก็…แค่ยังไม่เข้าใจ” เสียงเธอสั่นๆ เล็กน้อย รอยยิ้มฝืดเคือง
“ไว้มืด ๆ ไปกินข้าวกัน” ภาคินเลี่ยงเรื่องจริง ก่อนดึงเธอเข้าสู่กลุ่มเพื่อนใหม่ กลุ่มหัวเราะคละไปกับเหล่าสะพานความกล้าที่เริ่มทอดให้กันทีละเส้น ทีละสาย
เย็นวันนั้นที่ร้านข้าวแกงหลังมหาวิทยาลัย แสงพระอาทิตย์หรี่ลงจนอินทรีย์ในใจเริ่มผ่อนคลาย ภาคินพยายามชวนคุยเรื่องหนังใหม่ พิมพ์ดาวเงียบ และจมอยู่กับข้าวเหนียวหมูทอดบนจาน
“ไอ้ดาว เธอคิดว่าอีกหน่อย อยากไปทำอะไรจริง ๆ เหรอ?” น้ำเสียงราบเรียบ แต่ในแววตาเหมือนกำลังจับสัญญาณอะไรจากคำตอบนั้น
พิมพ์ดาวลังเล มือลูบขอบจาน “อยากวาดรูป เหมือนอยากมีโลกส่วนตัวที่ไม่มีใครขัดใจ”
“แต่ว่าบ้านเธออยากให้เป็นหมอไม่ใช่เหรอ?” ภาคินแหย่ คราวนี้เสียงใกล้หูขึ้นอีกนิด เหมือนอยากผลักดันให้เธอก้าวออกจากเปลือก
เธอหัวเราะแห้ง “ก็ใช่…แล้วนายล่ะ? จะเป็นอะไรก็ได้ใช่ไหม?”
เขาหลุบตา “ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น บางทีก็รู้สึกตัวเองเป็นภาระบ้าน…เหมือนต้องทำอะไรก็ไม่รู้” ความเงียบระหว่างคำพูดของภาคินเหมือนเงาสะท้อนความโศกของพิมพ์ดาว
“เออ กินต่อเถอะ อย่าซีเรียส” ภาคินเปลี่ยนเรื่อง สองมือหยิบมือถือขึ้นกดโน่นนี่ เป็นฉากที่ธรรมดาแต่อบอุ่นแบบคนมีใจ…แต่ยังไม่กล้าก้าวเลยเส้นความเพื่อน
อาทิตย์ถัดมา กลุ่มของทั้งสองออกไปทำกิจกรรมอาสา พิมพ์ดาวนั่งสเก็ตภาพเด็ก ๆ ในหมู่บ้านชนบท ภาคินนั่งข้าง ๆ แค่ส่งน้ำเงียบ ๆ ให้เธอซ้ำ ๆ ไม่ขยับเข้าใกล้กว่านี้ แต่สายตาเหมือนอ่านแววตาเธอออกทุกอย่าง
ระหว่างทางกลับในรถ ภาคินถามเสียงเบา “ทำไมเธอดูเศร้ากว่าปกติ?”
พิมพ์ดาวกลืนน้ำลาย “วันนี้แม่โทรมา…บอกว่าอย่าเสียเวลากับพวกศิลปะเลย” เธอเหลียวมองออกนอกหน้าต่าง ดวงตาร้อนผ่าวแต่พยายามกลั้นไว้
“ถ้าเธอไม่หยุดวาด เธอก็จะไม่หยุดเป็นดาว” ภาคินว่า มุมปากยิ้มจาง ๆ แล้วเงียบไปนาน
วันสอบกลางภาคก็เหมือนโถงรูทึบที่ทั้งสองต้องแยกย้ายไปฟันฝ่าคนละสาย สองสัปดาห์ไม่มีแม้แต่ข้อความ ภาคินตอบไลน์เพียงสั้น ๆ ว่า “ไม่ว่าง” ส่วนพิมพ์ดาวสั่งใจใส่วาดภาพประกวด งานของเธอคว้ารางวัลที่หนึ่ง แต่วันที่จะวิ่งไปบอกภาคิน เขากลับไม่รับสาย
เย็นวันนั้น ฝนตกหนัก พิมพ์ดาวเดินเปียกปอนไปถึงบ้านภาคิน อาศัยความสนิทเดินเข้าห้องนั่งเล่นโดยสิทธิ์เดิม เห็นเขานั่งอยู่กับแม่ รูปร่างภาคินแข็งขึง น้ำเสียงของแม่เขาแข็งกระด้าง “อย่าคบกับเด็กคนนั้นมากไป แม่ไม่อยากเห็นลูกเสียคน” เธอทำได้แต่หลบซ่อนด้านหลังบานประตู หัวใจเต้นรัวเมื่อได้ยินเสียงเธอถูกเรียกว่า “เด็กคนนั้น”
คืนนั้น เธอส่งข้อความไปหาเขา “เรา…ทำให้บ้านนายลำบากหรือเปล่า?” รอนานกว่าชั่วโมงถึงมีแค่ “ไม่ใช่หรอก ดาว” กลับมา ไม่มีอีโมจิ ไม่มีคำปลอบใจ
วันต่อมา สองคนหลีกเลี่ยงกันโดยไม่ตั้งใจ ระหว่างเข้าชั้นเรียน กลุ่มเพื่อนเริ่มเปรย “ดาว ไปไหนมา ทำไมซึม?” ทุกคำถามเหมือนเข็มตำใจ พิมพ์ดาวนั่งฟังแต่ไม่ตอบ เงียบจนเพื่อน ๆ ค่อย ๆ เว้นระยะห่าง
ช่วงเดือนงานกีฬาสี ของคณะ ภาคินถูกเลือกให้เป็นหัวหน้าทีมเชียร์ ส่วนพิมพ์ดาวเข้าทีมตกแต่งวิ่งประสานมือกับเพื่อน ๆ ครั้งหนึ่ง เธอเห็นเขาคุยกับหญิงสาวอีกกลุ่ม หัวเราะดัง ภาคินหน้าตาแจ่มใส แต่พอหันมาเห็นเธอกลับนิ่งงัน สายตาชั่ววูบเหมือนรู้สึกผิด แต่สุดท้ายหัวเราะกลบเกลื่อนอีกครั้ง
คืนนั้น พิมพ์ดาวเดินออกนอกรั้วมหาวิทยาลัยเพียงลำพัง ฝนพรำลงมาอีกครั้ง ความเปลี่ยวเหงาแตกกระจายเป็นหยดน้ำ เธอพิมพ์ข้อความบอกลาไปยังภาคินว่า “ถ้าเธอสบายใจแบบนี้ เราจะอยู่ห่าง ๆ ดีกว่า” แต่ลังเลอยู่นานก่อนกดส่งจริง
ผ่านไปอาทิตย์กว่า ๆ ไม่มีใครติดต่อ เธอลองเดินผ่านหน้าร้านกาแฟหลังมหาวิทยาลัยแล้วเห็นภาคินนั่งลำพัง ตาจ้องโทรศัพท์เหมือนรออะไรบางอย่าง สุดท้ายเขาผุดลุกขึ้น เดินสวนออกมาโดยไม่เห็นเธอ
ระหว่างนั้น เธอเริ่มเปิดใจให้เพื่อนใหม่ชื่อฟ้า เพื่อนร่วมงานศิลป์ที่เริ่มชวนไปนิทรรศการ สนใจในผลงานและให้กำลังใจในสิ่งที่บ้านเธอไม่เคยให้ ฟ้าค่อย ๆ กลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ แต่พิมพ์ดาวยังคงมองหาเงาของภาคินในฝูงชนเสมอ
วันหนึ่ง ภาคินเดินเข้ามากลางโต๊ะ เพื่อน ๆ เซอร์ไพรส์กินข้าวเย็นที่ร้านเก่า “พิม เธอจะไปเรียนต่ออังกฤษจริงเหรอ?” น้ำเสียงแผ่วเบาแฝงความตกใจ
เธอมองตาเขานานกว่าปกติ “ข่าวลือเฉย ๆ แม่อยากให้ไป ฉันก็…ยังไม่ตัดสินใจ”
“ถ้าเกิดเธอไปจริง ๆ แล้ว…” เขาหยุดตัวเอง กำมือแน่น “…ฉันจะทำอะไรได้อีกไหม?”
เสียงงั้นสั่นและเปราะ เธอพยายามเอ่ยปากแต่กลืนคำนั้นกลับลงไป บรรยากาศขมุกขมัวราวกับทั้งคู่ถูกฉุดรั้งด้วยอดีตที่พูดไม่ได้
คืนหนึ่งภาคินมาหา เธอเพิ่งกลับจากนิทรรศการศิลปะ ภาคินยื่นภาพถ่ายฟิล์มขาวดำภาพหนึ่งให้ “ภาพนั้นวันไปทำกิจกรรม เธอจำได้มั้ย ฉันเก็บไว้ อยากให้รู้ว่าตลอดมาตอนนั้น…ฉันไม่ได้อยากห่าง”
เธอกำภาพไว้แน่น “แล้วทำไม…นายถึงถอยออกมา” น้ำเสียงเย็นชาไม่ต่างกับใจ
ภาคินมองต่ำ “เพราะฉันกลัว…กลัวทำให้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม กลัวเธอจะเสียครอบครัว หรืออนาคตไป เพราะถูกตราว่าเป็นเพื่อนกับฉัน”
มือพิมพ์ดาวสั่น “แต่มันไม่แฟร์…คนผิดไม่ใช่นาย ไม่ใช่ฉัน…แต่เป็นสิ่งที่เราไม่กล้าสู้”
ภาคินนิ่งไปนาน “ฮึ่ม…บางทีก็เกลียดตัวเองที่อ่อนแอ”
หลังจากคืนนั้น สองคนพูดกันน้อยลงเหมือนต่างคิดหาทางทำใจ เรื่องเรียนต่อกลับมาเป็นประเด็นจริงจัง พิมพ์ดาวเครียดจัดจนวาดรูปไม่ออก ฟ้าคอยให้กำลังใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนภาคินเริ่มเห็นอีกคนเข้ามาในชีวิตเธอ
วันหนึ่งหลังนิทรรศการ พิมพ์ดาวทิ้งตัวลงข้าง ๆ ภาคินตรงริมคลองหน้ามหาวิทยาลัย เสียงน้ำไหลและลมเย็นฟังดูเหงา
“ภาคิน นายกลัวอะไรมากที่สุด”
“กลัวเสียเธอไป กลัวชีวิตไม่ไปไหน” เสียงเขาสั่นน้อย ๆ
“ถ้างั้นทำไมเราถึงยังต้องห่างกัน?”
“เพราะบางครั้งกลัว…แบบนี้เราจะเสียทุกอย่างไปจริง ๆ” ความเงียบเติมเต็มช่องว่างบทสนทนา น้ำตาเธอซึมซับแก้ม แต่ไม่ได้พูดอะไรอีก
ระยะห่างเริ่มขยายเป็นกำแพง จนวันที่พิมพ์ดาวสอบผ่านทุนเรียนต่ออังกฤษ เธอยืนถือจดหมายที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ภาคินกำลังหายใจคล้ายจะพูดอะไรแต่กลืนกลับลงไป มือทั้งสองสั่นแต่ไม่กล้าจับกัน
คืนวันส่งท้าย ก่อนที่พิมพ์ดาวจะเดินทาง ภาคินมาปรากฏตรงหน้าบ้านเธออีกครั้ง “ดาว…” เขาเอ่ยชื่อเธอ เสียงแตกพร่าเหมือนจะร้องไห้
“เออ นาย…มาส่งเราหรือ?” เธอไม่กล้าสบตา
“ถ้าเธอเลือกไป ฉันจะยังรอ…แต่ถ้าเธออยากอยู่ ฉันจะสู้กับทุกอย่างไปด้วยกัน”
พิมพ์ดาวหัวเราะทั้งน้ำตา “ฉันนึกว่านายจะไม่มีวันพูดคำนั้นออกมา”
ภาคินเงียบไปนาน ก่อนเอื้อมมือเช็ดน้ำตาเธอ “ขอโทษ…ขอโทษที่ปล่อยมือไปบ่อยครั้ง ขอโทษที่เคยกลัว ขอโทษที่ไม่กล้าสู้…”
เธอกอดเขาแน่น น้ำตาอุ่นไหลลงผ้าชูชีพที่ใจ ภาคินกระซิบเบา ๆ “เธอกลับมาได้เสมอ ดาว…เราจะเปลี่ยนอดีตด้วยกัน”
ท้ายที่สุด พิมพ์ดาวบินลัดฟ้าไปอังกฤษจริง ๆ กระแสอากาศหนาวเย็นแต่ภาพถ่ายเก่ากับรอยยิ้มของภาคินยังตามหลอกหลอนอยู่ทุกเช้า ทุกข่าวคราว สองปีต่อมา เธอกลับมาเมืองไทยในวันที่ดวงอาทิตย์ยังคลุมด้วยสายหมอกสีเทา ภาคินยืนรอที่สนามบิน เหมือนเดิม แต่ดวงตาเปล่งประกายกว่าเดิม
ระหว่างทางกลับบ้าน ไม่มีคำว่ารัก ไม่มีการสารภาพที่ล้นเหลือ มีเพียงการพูดคุย งุ่มง่าม ที่ค่อย ๆ เติมความหมายให้กันทีละคำ
“เรายังพอมีเวลาต่อไหม?” เธอถามเสียงเบา
“ตราบใดที่ฟ้ายังเปิด ดาวจะกลับมา ฉันจะยังรอ” เขาตอบ หน้าที่ยิ้มเศร้าแต่ชัดเจน
สองมือจับกันแน่นกลางแสงเช้าเหนือกรุงเทพฯ รอยแผลหลังกาลเวลายังอยู่ แต่เปลี่ยนไปเป็นรอยเขียนอุ่นอ่อนในใจ…ที่พร้อมเดินไปด้วยกัน ไม่ว่าแดดจะสีเทาเพียงใดก็ตาม