รอยยิ้มของเปียโน
เสียงฝนพรำลงบนกระจกหน้าต่างหอพักอย่างแผ่วเบา วิภาวีเหม่อมองหยดน้ำที่เกาะตัวแล้วไหลลงเหมือนหยดน้ำตาของเธอเอง เธอหมุนปากกาสีพาสเทลที่ใช้เขียนสเก็ตช์รูปเล่นด้วยความเหงา ทันทีที่เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะสั่นขึ้นมากระทันหัน ภาพร่างของรุ่นพี่แดนในจอไลน์ปรากฎพร้อมข้อความสั้น ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วันนี้มาซ้อมเปียโนไหม”
เธอกดอ่านข้อความแต่ปล่อยให้มันค้างไว้ ยังไม่ได้ตอบ
เสียงเพลงเปียโนจากห้องใต้ดินคณะศิลปกรรม มักดังแผ่ว ๆ ถึงเหม่งตึกเรียนวิศวกรรม หากวันไหนฝนตก เธอมักจะเดินฝ่าฝนไปนั่งเงียบ ๆ ฟัง
จากวันแรกที่เจอกันที่นั่น แดนมีแต่ความเงียบงัน พูดน้อย หน้าตาเคร่งเครียดตลอดเวลา เสียงเปียโนของเขากระทบใจเธอได้โดยไม่ต้องมีคำพูด
คืนนั้นวิภาวีนอนหลับตา พยายามจะไม่คิดหาเหตุผลว่าทำไมถึงตอบแชทเขาไม่ได้สักที บางอย่างก็ดูลึกไปจนไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายยังไงดี
เช้าวันถัดมา กลุ่มเพื่อนในคณะวิศวกรรมพร้อมเสียงหัวเราะระหว่างเดินจากตึกเรียนไปโรงอาหาร เสียงเพลงจากหูฟังใครสักคนดังลอดออกมา วิภาวีเดินลากรองเท้าไปอย่างเหนื่อยล้า หญิงสาวผมหยักศกที่มักเปื้อนสีบนแก้มพูดขึ้นมา
“เฮียแดนเขาชวนไปดูซ้อมเปียโนใช่ป้ะวี่?”
“บ้าแล้ว มันก็ใครก็ไปได้ป้ะ” เธอแสร้งไม่สนใจ
เพื่อนอีกคนแซว “เมื่อไหร่จะกล้าวิ่งควงแขนกันวะ”
“มโนไปเองเถอะ ไอ้พวกนี้” วิภาวียิ้มฝืน ๆ เพื่อน ๆ หัวเราะกันจนเสียงกลบความอึดอัดในใจเธอ
ตกเย็นวันเสาร์ ห้องนี้เหมือนเป็นโลกอีกใบที่แยกจากคณะวิศวกรรม เสียงฝนกระทบกระจก ผิวเปียโนสีขาวมุกเป็นรอยเฉี่ยวน้อย ๆ คล้ายรอยแผลในใจคน
แดนนั่งหลังตรงบนเก้าอี้หน้าเปียโน เงียบงันเหมือนเดิม เขาค่อย ๆ กดคีย์ดนตรี รอยยิ้มอ่อนแต่หมองคล้ำในแววตา เหลือบมองเธอครู่หนึ่ง
“จะเอาเพลงไหนก่อนดี” เสียงแกว่งเบา ๆ
วิภาวีลังเล “เพลงที่พี่แต่งเองไง”
“มันยังไม่เสร็จ…” เขาก้มหน้าลงเหมือนกลัวสายตาเธอ
เสียงเปียโนถูกบรรเลงต่อโดยไม่มีคำอธิบาย เธอฟังนิ่ง ๆ พยายามจับความหมายบางอย่างระหว่างโน้ตและความเงียบ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว
“พี่แดน…พี่เคยกลัวอะไรมั้ย”
เขาชะงักไปก่อนตอบเบา ๆ “กลัวว่าทุกอย่างที่พยายาม จะไม่มีใครเห็นค่า”
บรรยากาศในห้องค้างนิ่ง มีเพียงเสียงฝนกับเปียโน
หลายสัปดาห์ต่อมา พวกเขาซ้อมด้วยกันเกือบทุกเย็น งานประกวดดนตรีมหาวิทยาลัยใกล้เข้ามา แดนดูเคร่งเครียดขึ้นทุกวัน วิภาวีเริ่มรู้จักความเปราะบางในชายหนุ่มมากขึ้น เธอตั้งใจวาดภาพประกอบงานโจทย์ศิลปกรรมที่ดูเหมือนจะจบไม่ลง แต่ก็ยังมาอยู่กับเขาทุกเย็น
วันหนึ่งแดนหันมาอย่างอึดอัด “ถ้าเราไม่ชนะ พี่ต้องลาเรียนหนึ่งปี…”
เธอชะงัก “แต่พี่ฝึกมานานแล้ว มันก็ต้องมีค่าบ้างแหละ”
“ไม่มีใครเห็นค่านั้นหรอกวี่ พ่อแม่พี่ไม่ชอบดนตรี…” เขามองต่ำ
ความเงียบโรยตัวเข้าปกคลุม ต่างคนต่างไม่รู้จะเติมอะไรในอากาศที่ค้างอยู่ วิภาวีอยากปลอบ แต่ก็กลัวจะก้าวก่ายเกินไป เธอเพียงแตะแขนเขาเบา ๆ
ค่ำวันหนึ่งระหว่างเดินกลับหอพัก แดนส่งโน้ตเปียโนกระดาษแผ่นหนึ่งให้เธอ ดูเหมือนจะเป็นทำนองใหม่ๆ ที่ยังไม่เสร็จดี
“พี่ไม่กล้าให้ใครฟัง มีแต่เรา…”
เธอรับเงียบ ๆ สัมผัสความไว้วางใจลึก ๆ ซ่อนในแผ่นกระดาษขาว
ช่วงเวลาที่ยาวนานในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งเขาและเธอต่างมีเป้าหมายชีวิตที่ไม่ตรงกัน วิภาวีอยากเป็นนักวาดอิสระในกรุงเทพฯ แม้ครอบครัวจะอยากให้กลับบ้านต่างจังหวัด ส่วนแดนฝันถึงเวทีคอนเสิร์ต แต่ครอบครัวต้องการให้ออกไปทำงานสายที่มั่นคง
ค่ำหนึ่งขณะกำลังเดินออกจากคณะศิลปกรรม แดนเดินนำไปอย่างเงียบ ๆ
“ถ้าพี่ต้องเลิกดนตรีไปจริง ๆ…” เขาหยุดพูดเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรต่อ
“…” วิภาวีไม่กล้าถามต่อ ได้แต่เดินเคียงขึ้นบันไดยาวของตึกเรียน
วันรุ่งขึ้น กลุ่มเพื่อนไปรวมตัวกันที่แกลลอรีของมหาวิทยาลัย ภาพงานประกวดขนาดใหญ่ วิภาวีส่งผลงานของตัวเองเข้าไปแต่ไม่หวังผล เธอหยุดยืนนิ่งมองผลงานใครบางคน รูปเปียโนกลางสายฝนในยามราตรี เป็นลายเส้นที่คล้ายภาพที่เธอเคยมอบให้แดน
“วาดสวยนะวี่” เสียงของเพื่อนเรียกเธอกลับ โลกข้างนอกไม่เข้าใจว่าความรู้สึกซับซ้อนของเธอเกี่ยวกับแดนมันเริ่มมีน้ำหนักในใจแล้ว
เวลาผ่านไป วิภาวีสนิทกับแดนมากขึ้น เขาเปิดใจเรื่องความผิดพลาดในอดีต ที่เคยตัดสินใจเลิกเล่นดนตรีตามแรงกดดันครอบครัวแล้วกลับมาใหม่ด้วยความฝันและความกลัวแบบเด็ก ๆ
“จริง ๆ พี่เคยอยากเรียนวิศวะด้วยซ้ำ…” แดนหัวเราะแบบขมขื่น “แต่พอเล่นดนตรีมันรู้สึกว่าได้เป็นตัวเองมากกว่า”
เธอยิ้มให้เขาอย่างเข้าใจ ทั้งคู่ค่อย ๆ เปิดใจกันผ่านทุก ๆ โน้ต ทุก ๆ สีสันในภาพวาด
จนกระทั่งค่ำคืนก่อนวันประกวด แดนหายไป เธอพยายามโทรหาแต่เขาไม่รับ หัวใจว่างเปล่าเหมือนถูกทิ้งไว้กลางฝน วิภาวีเดินฝ่าสายฝนกลับไปห้องเปียโน พบเพียงโน้ตดนตรีแผ่นหนึ่งวางอยู่บนเปียโนและขี้ดินเปื้อนรองเท้าเขา
“ถ้าวันนี้เราไม่ชนะ พี่จะไม่แตะเปียโนอีกแล้ว ขอโทษที่วางความฝันไว้บนหัวใจเรา”
วันประกวดเต็มไปด้วยผู้คน เสียงซุบซิบจากคนรอบข้างทำเอาวิภาวีแทบยืนไม่ไหว ไฟบนเวทีส่องไปที่เปียโนแต่ไร้เงาแดน เธอนั่งอยู่มุมห้องด้วยน้ำตาในตา
เวลาผ่านไปหลายนาที จนน้องผู้หญิงในทีมคนหนึ่งเดินมาหาวิภาวี
“พี่เขาจะไม่มาแล้วจริงๆเหรอ?”
เธอส่ายหน้า ถึงตอนนี้เธอแทบไม่กล้ามองใครในห้อง
แต่แล้วเสียงเปียโนก็ดังขึ้นจาง ๆ จากประตูหลัง ‘โน้ตนั้น’ ที่เธอมอบกลับไปเมื่อวานก่อน แดนปรากฏกาย หน้าตาถอดสีแต่มั่นคงขึ้นเล็กน้อย เขานั่งที่เปียโนโดยไม่พูดอะไร โบกมือให้น้องทีมขึ้นเวทีทีละคน วิภาวีมองเขาด้วยแววตาตื้นตัน
ทุกๆคนในห้องเงียบกริบ เสียงเพลงใหม่บรรเลง โอบล้อมด้วยอารมณ์หลากหลาย ความลับในรอยยิ้มของเปียโนและผู้เล่นเริ่มเปิดเผย
หลังจบโชว์ แดนลงจากเวที ไม่มองใคร เขามาหยุดตรงหน้าวิภาวี หัวใจทั้งคู่เต้นแรงต่างฝ่ายต่างพูดไม่ออก
“เรา…ขอบคุณ,” เธอเอ่ยช้า ๆ ก่อนกลืนคำพูดต่อไป
แดนหลบตา “อยากให้รู้ว่า ถึงวันไหนเราจะเลือกเส้นทางไม่เหมือนกัน…แต่มีคนอย่างวี่อยู่ เปียโนก็จะมีค่าขึ้นมาเสมอ”
บรรยากาศอึดอัดอยู่หลายวินาที ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีการฉลอง มีเพียงการเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งในความเงียบ
ฤดูฝนผ่านไป สีเขียวของสนามมหาวิทยาลัยกลับมาสดใส วิภาวีจับดินสอวาดโปสการ์ดอีกใบ เตรียมจะส่งไปหาคนที่เลือกทางเดินใหม่ของตัวเอง
แดนเรียนจบแล้ว เขาเลือกงานดนตรีอิสระ ส่วนเธอสมัครงานกราฟิกในสตูดิโอแห่งหนึ่ง พวกเขาไม่ได้เจอกันบ่อยเหมือนก่อน บางทีใช้เวลาเป็นวันกว่าจะตอบแชทกัน แต่ความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ เติบโตผ่านการเดินร่วมทางช่วงหนึ่งยังงดงามในความทรงจำ
บ่ายวันหนึ่ง ณ โซฟามุมร้านกาแฟเก่า วิภาวีเปิดดูคลิปวีดีโองานประกวดในวันนั้น ได้ยินเสียงแดนพูดปิดท้ายบนเวที
“บางทีความฝันกับรักมันอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันเสมอ…แต่ถ้าเรายังเชื่อในกัน คนที่เคยกลัวก็จะกล้าก้าวต่อไป”
วิภาวียิ้ม น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เธอหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์แชทสั้น ๆ ส่งให้แดน
“ยังฟังเปียโนของพี่อยู่เสมอ”
เวลาผ่านไป ไม่มีคำสารภาพรักตรง ๆ ไม่มีฉากจูบหรือสัญญา แต่ความจริงใจและความฝันของทั้งสอง บรรจบกันอย่างเงียบงัน เหมือนเสียงเปียโนที่ยังบรรเลงต่อไปทุกคืนในความทรงจำของกันและกัน