เงาในคฤหาสน์
เสียงเครื่องยนต์รถตู้ดับลงตรงทางเข้าคฤหาสน์ริมทะเลขนาดใหญ่ ริมฝั่งคลื่นซัดกระทบโขดหินตรงหน้าต่างกระจก ต้นสนสูงโยกไหวใต้ลมทะเลกรรโชก แพรวาเดินลากกระเป๋าตัวเองลงมาก่อนใคร คลื่นน้ำทะเลสีเทาในสายตาเธอมืดมนไม่ต่างกับความสับสนในใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาดูบ้านผีสิงกัน” อิงค์หันไปแซว พิมพ์กับลูกโป่งหัวเราะ แพรวาหันมานิ่งๆ สบตายินดีแต่ลึกๆ ฝังแววระแวง
เพื่อนแต่ละคนทยอยลงมา กายเพื่อนสนิทก้าวถือกล้องวิดีโอ ฉัตรตามมาด้วยกล่องขนมและใบหน้าใสซื่อ ริวซ่อนมือไว้ในเสื้อมือยาว จ้องดูประตูเหล็กบานใหญ่ที่เริ่มเปิดออกโดยคนรับใช้ชรา ทุกคนเดินผ่านเข้ามาอย่างตื่นเต้นและระแวงพร้อมกัน
“ทำใจดีๆ นะทุกคน กติกาชัดเจน รอดได้ครบสิบคน รับเงินล้าน กลับบ้านไปเลย” ริวพูดเสียงต่ำ รับเสียงจ้อกแจ้กของบางคนแล้วหัวเราะขัน
ภายในคฤหาสน์ เพดานสูงระย้าไฟโบราณทอแสงสลัว เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า เงาร่างสะท้อนตามผนังยิ่งขับความลึกลับ วงกลมเพื่อนทั้งสิบกระจายตัว แพรวาหยุดนิ่งขณะผู้ควบคุมการแข่งขันเดินออกมาในชุดสูทดำตามบทของเจ้าภาพ
“ขอต้อนรับอีกครั้ง คืนนี้เป็นคืนแรกของการแข่งขัน ปริศนารออยู่ห้าด่าน หากใครฝ่ามันไม่ได้ หรือ…ละเมิดกติกา” เขาเน้นเสียง “ออกจากคฤหาสน์นี้ไม่ได้อีกตลอดไป”
ฉัตรนิ่งเงียบซ่อนมือที่สั่นไว้ด้านหลังกระโปรง บีมกระซิบถาม “อยู่กันสิบคน แล้วถ้ามีใครหายไป…”
“นี่เขาเล่นจริงหรือแค่ขู่” กายหัวเราะฝืน ถ่ายกล้องไปทั่ว ทุกคนฝืนยิ้ม ยกเว้นแพรวาที่มองแต่ประตูหลังคฤหาสน์
เสียงเข็มนาฬิกาดังขึ้นพร้อมแสงไฟที่ดับวูบ ทุกคนสะดุ้ง แสงไฟฉายที่เตรียมไว้เปิดออกตามคำสั่ง ผู้ควบคุมโผล่หน้าเข้ามาเพียงเสี้ยวนาที “ด่านแรก เริ่ม!” แล้วหายวับไป
ทุกคนวิ่งอุตลุดไปตามระเบียงที่นำไปสู่ห้องรับแขก ซึ่งกลางห้องมีคำใบ้เป็นแผ่นกระดาษบนเปียโนเก่า พิมพ์เป็นคนแรกวิ่งไปหยิบขึ้นมาอ่าน “ในบ้านนี้ ใครบ้างโกหกตัวเองมากที่สุด?”
เสียงเงียบปกคลุม ก่อนจะมีเสียงเบาๆ ของอิงค์ “โอ๊ย เล่นอะไรกัน โกหกใครก็เรื่องส่วนตัวสิ”
แพรวาหันไปสบตากาย กายนิ่ง ก่อนเอ่ย “เกมจิตวิทยาแน่ ต้องหาคนในกลุ่มสินะ”
พิมพ์ยืนกระสับกระส่าย “แล้วถ้ามั่วผิดล่ะ?” เสียงสั่นไหวมาพอจะจับได้
ริวอมยิ้ม “ใครบ้างละที่ไม่มีเรื่องซ่อนในใจ”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบจนอึดอัด ต่างคนชะเง้อมองกันเองอย่างระแวง ฉัตรเม้มริมฝีปากเงียบกริบ
บรรยากาศในห้องอวลไปด้วยความกดดัน ไม่ใช่แค่การแข่งขันแต่เหมือนมีบางอย่างในอดีตกำลังจะตีแผ่ กายหันกล้องเข้าหน้าแพรวา “มีอะไรอยากบอกเพื่อนๆ ไหม” น้ำเสียงกึ่งขำกึ่งจริงจัง
แพรวาสบตากล้องนิ่งก่อนเอ่ย “ถ้าจะให้พูด ทุกคนในนี้ก็โกหกตัวเองทั้งนั้นแหละ”
เสียงบีบคั้นกลายเป็นแรงผลัก ผิวของความสัมพันธ์จางหายไป ทุกคนเริ่มเผยความกังวล ริววางมือบนบ่าฉัตร “ใจเย็นนะ ใครก็เครียดกันทั้งนั้น”
“ถ้าเราต้องระแวงกันเอง จะเหลือใครไว้ใจได้อีก” พิมพ์กระซิบเสียงแผ่วในความมืด คุณควบคุมที่เดินโผล่จากประตูห้อง ร้องบอก “เวลาหมด ใครตอบ?”
เสียงเงียบอึดอัด กระทั่งแพรวาเอ่ยชื่อนามสกุลตัวเอง
ไฟเพดานติดพรึ่บขึ้นมา ผู้ควบคุมหัวเราะเบา “ดีมาก กล้าซื่อสัตย์กับตัวเอง”
ด่านแรกจบ บรรยากาศยังแข็งเป็นน้ำแข็ง ความเงียบระหว่างคำพูดเต็มไปด้วยคำถามในใจ
กลางคืน ปลายเตียงแพรวา ฉัตรเดินมาหย่อนตัวข้างกัน เงียบแบบลังเล
“เมื่อกี๊ ทำไมเลือกตัวเอง”
แพรวายิ้มนิด ผิวปากเบา “เพราะถ้าไม่ใช่เรา ก็คงต้องมีใครสักคนรับหน้าแทน”
ฉัตรทาบมือลงแน่น “แล้วถ้าสุดท้ายเราโกหกตัวเองจนกลายเป็นคนที่กลัวที่สุดจริงๆ ล่ะ”
แพรวาไม่ตอบ ทอดสายตามองเงาผ่านหน้าต่าง ลมหอบหนึ่งกรรโชกเข้ามาตามช่องหน้าต่าง เงาคนสะท้อนกับวอลเปเปอร์ตรงข้ามประตู
กลางดึก ลูกโป่งหายไปจากห้อง ทุกคนตื่นขึ้นเพราะเสียงประตูโครมดัง ริวลุกไปเปิดไฟ ลำแสงสาดไปเห็นประตูเปิดออกสู่ทางเดินเปียกน้ำ พิมพ์โทรหาเจ้าภาพ ไม่มีสัญญาณ
กายถือกล้องวิ่งนำ ทุกคนตะโกนชื่อลูกโป่งตามทางเดิน ไม่มีเสียงตอบรับ ยกเว้นเสียงคนกรีดเบาๆ จากห้องใต้ดิน ริวหยุดชะงัก ใบหน้าเย็นเฉียบ
ฉัตรเริ่มร้องไห้ “เราไม่น่ามาเลยใช่ไหม” แพรวาเดินมาโอบไหล่ “เฮ้ เดี๋ยวเราจะช่วยกันหาลูกโป่งให้เจอ”
กลุ่มวัยรุ่นเดินลัดเลาะลงห้องใต้ดิน ทางเดินแคบและอับ แสงไฟฉายวูบไหวบนผนังเก่า
กายกระซิบถามแพรวา “คิดว่าเป็นแค่เกมมั้ย”
แพรวานิ่ง “ถ้าเป็นเกมจริงก็คงโหดร้ายไปสำหรับคนธรรมดา”
ทันใดนั้นเสียงบางอย่างกระทบฝาผนัง ทุกคนหยุดนิ่ง มองหน้ากันเงียบงัน ก่อนเจอรองเท้าของลูกโป่งวางอยู่เดี่ยวในห้องเก็บของ
พิมพ์ร้องเสียงหลง “เขาหายไปไหน!”
เสียงโทรศัพท์กายดังขึ้นในความมืด เขามองหน้าจอ ไม่มีสัญญาณเบอร์ ใครสักคนส่งข้อความเพียงว่า “เล่นเกมต่อ หรือหยุด”
กายมองหน้าเพื่อนๆ “ไม่มีใครจะยอมแพ้ใช่ไหม”
ริวยกกล้องขึ้นอีกครั้ง “ยิ่งแปลกยิ่งต้องรู้ความจริง”
บีมพูดเบา “แล้วถ้าถึงจุดไม่มีใครเหลือเลยละ”
เพื่อนทุกคนยืนกันนิ่ง แพรวามองรอบๆ หายใจลึก เหงื่อซึมที่ขมับ
ระหว่างทางกลับขึ้นห้อง บีมสะดุดล้ม มือถลอก ฉัตรวิ่งไปพยุง “เธอไหวไหม บีม” บีมพยักหน้าแผ่วเบา น้ำตาซึมเล็กน้อย
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกสายตารีบหันไปมอง ก่อนที่ประตูจะเปิดออก เจอซองจดหมายสีน้ำตาลวางไว้กับพื้นหน้าห้อง
แพรวาหยิบจดหมายขึ้นมา อ่าน “หากต้องการให้เพื่อนกลับมา ทุกคนต้องเปิดเผยความลับของตัวเอง”
บรรยากาศเปลี่ยนเป็นอึดอัด ริวหัวเราะเบา “ถ้าแค่เปิดเผยก็ง่ายไปหรือเปล่า”
“มันอาจมีอะไรมากกว่านั้น” พิมพ์พูดเสริมเบาๆ ความหวาดระแวงสะท้อนในดวงตาทุกคน
ตกดึก บรรยากาศยังคงตึงเครียด แพรวาเดินออกไปที่ระเบียง เงาทะเลดำมืด โลหะราวระเบียงเย็นเฉียบ ฉัตรเดินตามออกมาเงียบๆ
“แพรวา ถ้าสุดท้ายเราต้องเลือก ที่จะเสียใครไปคนหนึ่งกับเปิดเผยความลับบางอย่าง เธอจะเลือกอะไร”
แพรว่านิ่ง หายใจเข้าลึก ก่อนพูดเสียงหม่น “ฉันเคยทำผิดพลาดร้ายแรงกับคนสำคัญมาก่อน เลือกเสียเขาไป เพราะกลัวความจริงจะทำร้ายเขามากกว่า”
ฉัตรนิ่ง คำสารภาพแผ่วเบานั้นล่องลอยไปตามเสียงคลื่น ฉัตรเม้มริมฝีปากแน่น “ฉันกลัวความรักจะทำลายสิ่งที่ฉันมีหมด ฉันเลยเลือกห่างจากครอบครัว”
เงียบซ่อนความกลัวในแววตาทั้งคู่ สายน้ำเคลื่อนไหว เงาคนสะท้อนแว็บไปบนกระจกหน้าต่างด้านหลัง
เช้าวันต่อมา พิมพ์เข้ามาปลุกทุกคนด้วยเสียงคร่ำครวญ “โทรศัพท์เราถูกลบข้อมูลหมด!” กายรีบตรวจกล้อง พบว่าคลิปเมื่อคืนหายไปหมดเช่นกัน
เสียงริวหัวเราะ “คงจะถูกควบคุมจริงๆ แล้วสินะ” แพรวาเดินไปหยิบโน้ตปริศนาในห้องนั่งเล่น คำใบ้บอกว่าต้องหารูปถ่ายโบราณของเจ้าของคฤหาสน์ หากไม่เจอก่อนเที่ยงวันเพื่อนอีกคนจะหายไป
เกมแข่งขันกลายเป็นเกมเอาตัวรอด ทุกคนแยกกลุ่มกันค้นหา ฉัตรกับแพรวามุ่งหน้าไปยังห้องใต้หลังคา บีมกับกายลงห้องใต้ดิน พิมพ์กับอิงค์เดินเลาะไปสุดระเบียง
ระหว่างค้นหาแพรวาตกลงไปในช่องพื้น จนฉัตรต้องเข้าช่วยฉุดขึ้นมา เสียงหัวใจทั้งสองเต้นแรง ฉัตรกอดแพรวาแน่น “เรากลัวเหลือเกิน”
แพรวาซบหน้ากับบ่า น้ำตาปริ่ม “ฉันกลัวทำร้ายเพื่อน กลัวแม้แต่ตัวเองเหมือนกัน”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะ ฉัตรรับสาย ไม่มีเสียงอะไร มีแต่เสียงคลื่นกับเสียงลมหายใจลอดสาย
“ใครกันแน่ที่อยู่ในคฤหาสน์นี้กับพวกเรา…” เสียงฉัตรสั่น
ระหว่างค้นหารูปถ่าย บีมพบบันไดลับนำไปสู่ห้องเก็บของเก่า กายเดินนำเข้ากลุ่ม เจอกล่องเหล็กเก่า เมื่อเปิดออก พบรูปถ่ายกลุ่มคนหน้าเศร้าที่เหมือนเพื่อนๆ ในปัจจุบันทุกประการ
เสียงเคาะประตูอีกครั้ง พิมพ์กับอิงค์วิ่งมา “เราเจอบางอย่างแล้ว” พิมพ์โชว์กระจกบานน้อย ที่ฝังรอยนิ้วมือสีดำสนิท
ริวหยิบกระจกขึ้นส่อง เห็นเงาร่างคล้ายลูกโป่งสะท้อนด้านหลัง ทั้งที่ไม่มีใครอื่นอยู่ตรงนั้น
ทุกคนสลับกันลองส่องกระจกจึงพบว่า แต่ละคนเห็น “เงา” ของตัวเองในสภาพที่ตนเองกลัวที่สุด
แพรวากลั้นหายใจ มือเย็นเฉียบ “นี่… ถ้าต้องยอมรับเงาของตัวเองจริงๆ มันจะเจ็บแค่ไหน”
ริวพูดกลั้วหัวเราะ “ยิ่งเราไม่กล้ายอมรับ เงานั่นก็ยิ่งไล่ล่าเรามากขึ้นสินะ”
เสียงแปลกจากห้องโถงใหญ่พลุ่งพล่าน ทุกคนวิ่งออกไปพบผู้ควบคุมยืนรอตรงบันไดพร้อมเชิญชวน “เลือกเสียสละใครสักคน หรือเปิดเผยความลับต่อหน้าเพื่อนทุกคน”
ทุกคนลังเล เงียบฉับพลัน ฉัตรกลั้นน้ำตาไม่ไหว “ขอโทษนะ ฉัน…เป็นคนบอกความลับของแพรวาให้คนนอก ฟัง ฉันกลัวเธอจะได้รับอันตราย ฉันขี้ขลาด”
แพรวานิ่ง เจ็บในสายตา “เราควรไว้ใจเพื่อนแม้ในยามที่กลัวมากที่สุด” เธอหันไปมองริว “นายล่ะ ริว นายปิดบังอะไรไว้”
ริวสบตาทุกคน อยู่เงียบ “ผมกลัวที่สุดว่าจะไม่มีใครรักในตัวจริงของผม พยายามทำตัวให้ดูแข็งแรง ทั้งที่จริงแล้ว…ผมเปราะบางมาก”
การเปิดเผยความลับเหมือนรื้อกำแพงใจ ทุกคนเริ่มยอมรับความกลัวและบาดแผลของตัวเอง เสียงคลื่นกระแทกผนังคฤหาสน์ยิ่งดังขึ้น ผนังเก่าโยกตามแรงลม
ผู้ควบคุมยิ้มบาง “ทุกคนผ่านบททดสอบนี้ไปได้ ขอให้จงจำบทเรียนนี้… เงาของใครก็ไม่ร้ายเท่าเงาในใจตนเอง”
ไฟเต็มบ้านกลับสว่างอีกครั้ง ลูกโป่งเดินออกมาจากห้องใต้ดิน สีหน้าหวาดกลัวแต่ยิ้ม
แพรวาเดินไปดึงมือเพื่อนเข้ากลุ่ม ทุกคนโอบกอดกัน เงาที่ซ่อนอยู่นอกกระจกหายไป เหลือเพียงเงาของจริงที่ส่องสว่างด้วยตัวของมันเอง
ท้องฟ้าสว่างขึ้นตามจริง ทั้งกลุ่มเดินออกจากคฤหาสน์ริมทะเลพร้อมกัน ต่างมีรอยยิ้มปะปนรอยน้ำตา ใจพวกเขาเปลี่ยนไปเพราะกล้ายอมรับความผิดพลาด ความกลัว และเลือกให้อภัยทั้งตัวเองและเพื่อน
แพรวาหันกลับมาดูเงาตัวเองบนฝาผนังครั้งสุดท้าย เงานั้นนิ่งเฉย ไม่มีอะไรซ่อนเร้นอีกต่อไป