ลมเหนือทะเลทราย
สายลมหอบกลิ่นดินแห้งกับไอเย็นแรงตีกระจกหน้าต่างเสียงดังปัง ขวัญนั่งก้มหน้าปาดเหงื่อ ลมหายใจขาดห้วงในห้องเรียนไม้เล็กบนภูเขาสูง ยายแสง ครูรุ่นเก่า เคาะกระดานด้วยปลายไม้เรียว “บทเรียนวันนี้ สำคัญกับการอยู่รอดของเรา” เสียงแก้มีก้องแว่วใต้ซี่โครง แต่ขวัญละสายตา เหม่อมองนอกหน้าต่าง ฝุ่นปลิวเหนือป่าสน และม่านหมอกหนาในยามเย็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอ้า ขวัญ ฟังอยู่ไหม?” เจิด เพื่อนสนิทเอื้อมมือมาดันแขนเบา ๆ ขวัญสะดุ้งกลับสติ หันไปหัวเราะเก้อ “ขอโทษที เหมือนใจลอยไปไกล” เจิดไม่ทันตอบ ยายแสงเดินเข้ามากระซิบหน้าชั้น “ระวังให้ดีนะ พวกหนูอย่าเข้าไปใกล้ถ้ำผีสิง ยิ่งช่วงเปลี่ยนฤดูแบบนี้…”
บ้านของขวัญห่างจากหมู่บ้านราวกิโล ไม่ค่อยมีเพื่อนบ้าน ขวัญกลับบ้านกับแม่ เวลานั้นแม่ดูเหนื่อยล้าเหมือนทุกคนในหมู่บ้าน “วันนี้ยายแสงพูดเรื่องถ้ำอีกเหรอลูก?” ขวัญพยักหน้า ไม่ได้ตอบตรงแม่แค่ลูบหัว
แสงไฟจากกระท่อมมุงฟางขาดบาง ขวัญกับเจิดนัดเจอกับเบนซ์และหงส์ที่ลานกว้างท้ายหมู่บ้าน ทั้งสี่คนนั่งล้อมกองไฟ ใช้ถ่านที่ค้นได้จากถังเก่า ๆ ทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็นเรื่องถ้ำต้องห้าม “ใครกล้าบุกวะคืนนี้?” เจิดถาม เสียงหัวเราะกลบความหวาดกลัว ทุกคนมองหน้ากันอย่างลับ ๆ
เบนซ์พูดขึ้น “ตำนานมันก็แค่เรื่องเล่า ไม่เห็นมีใครเคยเจออะไรจริง ๆ” ขวัญขมวดคิ้ว “แต่ฉันเคยได้ยินเสียงเหมือนร่ำไห้จากในถ้ำ…” หงส์ส่งเสียงถอนหายใจ “กลัวก็ไม่ต้องไป เดี๋ยวพากลับได้มั้ย?” ความเงียบเกลี่ยผ่านผิวใครต่อใคร ต่างสงสัยแต่ในใจลึก ๆ ก็กลัว
ขวัญลุกขึ้น “ถ้าไม่พิสูจน์ คืนนี้ก็จะไม่มีใครเชื่ออีก” เจิดจุดคบเพลิงหัวเราะกลบความลังเล มือสั่น “โอเค! ใครกลัวก็กลับไป!”
เส้นทางสู่ถ้ำเลียบป่าสนเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจแต่ละคน เม็ดเหงื่อไหลตามแนวขมับ หงส์ชะโงกดูทางที่คดเคี้ยว “นี่มันทางลัดจากสวนปู่ฉัน ใช่ไหม?” ขวัญพยักหน้า “ไม่มีใครไปทางนี้ตั้งแต่ปู่ฉันตาย”
คบเพลิงกวัดแกว่งในอากาศ ข้าวของทุกอย่างบนทางเต็มไปด้วยเงาแปลกตา ทุกคนเงียบกริบ เบนซ์เดินนำ หงส์เกาะแขนเจิดแน่น “ได้กลิ่นควันแปลก ๆ ไหม?” ขวัญสูดกลิ่นบางเบา กลิ่นไม้ไหม้กับกลิ่นเขม่า
ทุกคนย่ำเท้าเข้าไปในถ้ำ เสียงก้อนกรวดร่วงด้านในก้องยิ่งกว่ามนตรา ขวัญพูดเบา ๆ “ไม่มีอะไรหรอก แค่ถ้ำ…”
จู่ ๆ เจิดสะดุดล้มตัวลง หัวเข่าเลือดซิบ เบนซ์รีบเข้าไปช่วย หงส์หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาผูก “ไม่งั้นกลับเหอะ” เงาของขวัญสะท้อนอยู่บนผนังถ้ำ ทั้งสี่ปฏิเสธความกลัวของตัวเองออกทางแววตา
ในถ้ำนั้น ต้นไม้วนเป็นเถาสูงคล้ายโคนเท้า มีช่องทางลึกลงไปสู่เบื้องล่าง เบนซ์มือไม้สั่น “ข้างล่างนี่… ลงไหม?” หงส์เสียงแข็ง “ยังไงก็ต้องลอง” เจิดฝืนยิ้มให้ขวัญที่ยังลังเล ขวัญสูดหายใจสุดลึก เดินนำขึ้นหน้า
อากาศข้างใต้เย็นฉ่ำผิดกับแสงเช้าด้านนอก เงาดำเคลื่อนบนผนังถ้ำ คนทั้งสี่เริ่มได้ยินเสียงแว่วมาจากเบื้องลึก คล้ายเสียงร่ำไห้ขาด ๆ หาย ๆ ขวัญตาโตขึ้น เปล่งเสียงเรียก “ได้ยินมั้ย!” ทุกคนหยุด เดินต่ออย่างหวาดระแวง
จู่ ๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ เจิดสะดุ้ง เบนซ์กลั้นหายใจ แล้วจู่ ๆ หินผนังถ้ำร่วงลงมาอย่างแรง เส้นทางหลังพวกเขาถูกปิดตาย
“เราออกไม่ได้” หงส์พูดเสียงเครือ เจิดพยายามแงะหิน “มันแน่นเกิน” ขวัญเบิ่งตา เงาในถ้ำดูจะขยับไหวอย่างผิดธรรมชาติ เบนซ์ปลอบทุกคน “ต้องเดินต่อไปข้างใน เดี๋ยวน่าจะมีทางออกอื่น”
แรงกดดันในห้องมืดยิ่งหนักแต่ละคนเริ่มเผยอารมณ์แท้ ความหวาดกลัวกลายเป็นความหงุดหงิด ขวัญเดินเลี่ยงออกจากกลุ่ม มือกุมอก “ฉัน… ฉันไม่อยากติดอยู่ที่นี่” หงส์ตะคอก “นี่ใครเป็นคนนำมาเองนะ!”
เจิดพูดขึ้นเบา ๆ “พอเถอะ…ถ้ารอดออกไปได้ ฉันขอโทษทุกคนเลย” เบนซ์สบตาขวัญ “ถ้าทุกคนไม่อยากตาย เราต้องไม่แตกกันตอนนี้”
เสียงกรีดร้องไกล ๆ ทำให้ทุกคนหยุด ทุกคนชะโงกหน้าไปยังซอกถ้ำลึกนั่น พบว่ามีช่องทางลงชั้นถัดไป ผนังมีสัญลักษณ์แปลกตา ขวัญสัมผัสบางอย่างเสียววาบที่ปลายนิ้ว “มันคล้ายตราของหมู่บ้าน”
เบนซ์เอื้อมมือแตะ แต่จู่ ๆ ก็ถอยกรูด สีหน้าขาวซีด “อากาศตรงนี้เย็นจัดผิดปกติ…” หงส์ยื่นมือเข้าไปก่อน “ถ้ามีอะไรอยู่จริง ๆ ก็ขอให้มันเอาพวกเราไปทีเดียว!” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดมากกว่าท้าทาย
หินบนพื้นถ้ำขยับคล้ายจะกลืนกินเท้าเจิด ทุกคนกระโจนถอย ขวัญดึงเพื่อนออกมา วิ่งหนีเงาที่คืบคลานตาม หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด เจิดแหกปากร้อง “อย่าทิ้งกัน!” เบนซ์กระชากแขนหงส์ เหงื่อท่วมหน้า
ขณะวิ่งผ่านห้องเล็กในถ้ำ ขวัญสะดุดภาพเขียนโบราณบนผนัง ทุกคนหายใจหอบ หยุดสำรวจ ภาพวาดเป็นหญิงสาวร้องไห้โดยมีผู้คนลงทัณฑ์อยู่รอบข้าง ขวัญเอื้อมแตะน้ำตาที่แกะสลัก “คล้ายเรื่องที่ยายแสงเคยเล่า…”
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้น “พวกเจ้า…กลัวอะไรนักหรือ?” ไม่มีใครเห็นใครพูด ทุกคนลนลาน เจิดตะโกนด่า “เลิกหลอกได้แล้ว!” เบนซ์เริ่มร้องไห้ หงส์พูดเบา ๆ “ถ้าเราอยากรอด… เราต้องเผชิญหน้ากับมัน”
เงามืดยืดยาวมากขึ้น ขวัญเหมือนถูกสายตาไร้ตัวจับจ้อง เขาเดินนำหน้าไปคนเดียว สัมผัสถึงเสียงรวงข้าวเหลืองในทุ่งย่าที่เคยวิ่งเล่นกับพ่อ เกิดภาพหลอนฉายขึ้นในใจ “พ่อ…ขอโทษที่ปล่อยให้พ่อหายไป”
ทุกคนโดนเล่นงานด้วยอดีตของตัวเอง เจิดนึกถึงความผิดที่เคยแอบใส่ร้ายเพื่อนในวัยเด็ก หงส์หวนนึกถึงวันที่แม่จากไป เบนซ์ฝังใจที่พ่อแม่ไม่เคยรัก ขวัญหยุดเดิน น้ำตาคลอ “ต้องให้อภัยอดีต… ไม่งั้นเราติดอยู่ที่นี่ตลอดไป” เสียงนั้นเหมือนกระซิบผ่านรอยแยกถ้ำ
เพื่อน ๆ เดินเข้าใกล้ ขวัญยืนคอตก “ฉันกลัว…กลัวว่าถ้าใครรู้เรื่องของพ่อ ฉันจะไม่เหลือที่ยืน” เจิดกอดบ่าขวัญแน่นเบา ๆ “แต่เราไม่เคยทิ้งนาย” หงส์พึมพำ “ต่างคนต่างมีเรื่องที่ไม่อยากบอกทั้งนั้น”
พื้นถ้ำเริ่มสะเทือน ทุกคนล้มลงบนพื้น เสียงร่ำไห้แปรเป็นเสียงหัวเราะชวนขนลุก สัญลักษณ์โบราณเรืองแสงขึ้น ขวัญกลั้นหายใจ “ต้องยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็น ถึงจะออกไปได้” เบนซ์ร้องไห้พร่ำ “ฉันขอโทษ… ที่เคยทำร้ายตัวเองเพราะอยากได้รับความสนใจ”
เงาในถ้ำลดขนาดลง กลายเป็นเงาร่างหญิงสาวที่เห็นชัดขึ้น เสียงพูดหวานเศร้า “ทุกคน… คือร่างสะท้อนความเจ็บปวดของกันและกัน” หงส์ถาม “แล้วเราจะช่วยอะไรได้?” เงานั้นนิ่งเงียบชั่วครู่ “ยกโทษให้ตัวเอง แล้วจะเจอแสง”
รอยแตกบนเพดานปรากฏ ลำแสงแรกสาดลงมา ทุกคนลุกจากพื้นอย่างอ่อนล้า ขวัญเดินนำแทรกผ่านแสง มือเอื้อมแตะผนังถ้ำเงาร่างสลายไปทีละน้อย
ท่ามกลางแสงเช้าจาง ๆ พวกเขาพบทางออกสู่ลานหินหน้าถ้ำ หมอกบางคลี่คลุม หมู่บ้านยังเงียบสงัด ไม่มีใครรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ทุกคนต่างมีแผลและรอยด่างบางในหัวใจ แต่เมื่อสบตากัน มีรอยยิ้มใหม่ แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม ขวัญหันกลับมองถ้ำ ไม่มีเสียงร่ำไห้อีกต่อไป
เย็นวันนั้น ขวัญกลับบ้าน เห็นแม่รออยู่ที่ระเบียง ขวัญสบตามือสั่นเล็กน้อย ก่อนเอ่ย “แม่…ผมอยากเล่าเรื่องของพ่อ…”
สายลมแรงเย็นยะเยือกจากยอดเขาโหยหวนอีกครั้ง แต่คราวนี้ขวัญยืนนิ่ง ไม่หันหนี บางสิ่งในใจกลายเป็นแสงอุ่น ๆ ที่เขาจะไม่ลืมไปตลอดชีวิต