เสียงนิ่งในบ้านของพ่อ
เสียงจักจั่นจางหายไปตามลมร้อนยามบ่าย ปลิดปีกความเงียบสงัดในหมู่บ้านที่เหมือนไม่ขยับเขยื้อน ขิมจอดรถไว้ที่หน้าบ้านไม้สองชั้นสีหม่น ตั้งตระหง่านเดียวดายล้อมด้วยต้นมะม่วงสูงใหญ่ เธอยืนลังเลอยู่นาน รวบรวมใจเดินไปยังบานประตูไม้ที่หลุดลุ่ย ท่ามกลางกลิ่นฝุ่นเก่า ๆ และกลิ่นความทรงจำบางอย่างที่ไม่อาจจับต้องได้ ตั้งแต่พ่อเสีย บ้านหลังนี้ก็ไม่มีใครอาศัยอีก เหลือเพียงของใช้เก่า ข้าวของกระจัดกระจายเหมือนทุกอย่างหยุดอยู่กับที่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขิมวางกระเป๋าลงหน้าห้องรับแขก มือเย็นเฉียบเพราะอากาศในบ้านแตกต่างจากภายนอก เธอมองไปรอบ ๆ เฟอร์นิเจอร์ไม้เคลือบเงาฝุ่น รอยขีดข่วนเล็ก ๆ ตามประตู เก้าอี้โยกริมมุมหน้าต่างที่โยกเองเบา ๆ ตามสายลม—หรือเปล่า ทุกครั้งที่สายตามองไปทางมุมนั้น ขิมรู้สึกเหมือนมีอะไรรอคอยอยู่
เสียงฝีเท้าของเธอดังก้องในบ้านว่างเปล่า ขิมเดินไปจนถึงหน้าห้องทำงานของพ่อ มือแตะลูกบิดช้า ๆ ลังเล ไม่ได้เปิดเข้าไป เธอฟังเสียงรอบข้าง—เงียบ…จนหัวใจเต้นเองตามจังหวะความเงียบ เธอกระซิบเบา ๆ เหมือนกลัวใครจะได้ยิน “พ่อ…”
ตกเย็น ขิมนั่งอยู่บนแคร่หน้าบ้าน พลางกวาดสายตามองท้องนาไกลออกไป เสียงจิ้งหรีดดังระงม ท้องฟ้าสลัวลงอย่างรวดเร็ว แล้วความเย็นวาบเฉียบข้างตัวก็ขับให้เธอลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว ทุกอย่างเงียบงันเกินควร ขิมสูดหายใจช้า ๆ รู้สึกถึงกลิ่นปลายลมแฝงกลิ่นอะไรบางอย่าง—เหมือนศพลอยอ่อน ๆ เธอเม้มปาก หันกลับมองประตูบ้านที่เปิดค้างไว้ใกล้กับห้องนอนพ่อแค่เอื้อม ใจเต้นแผ่ว
หลังค่ำ ขิมยืนมองรูปเก่าบนผนัง แสงโคมไฟนวลส่องให้เห็นภาพพ่อในวัยหนุ่มและผู้หญิงแปลกหน้าที่ไม่มีใครเล่าให้ฟังมาก่อน ขิมขมวดคิ้ว คิดถึงแม่ที่หายจากบ้านนี้ไปตั้งแต่เธอเด็กมาก ผู้คนลือว่าหนีตามชู้ แต่ขิมกลับนึกภาพไม่ออก เธอจำได้แค่รอยยิ้มบาง ๆ รอยกอดจาง ๆ เหมือนฝากไว้กับเงาตอนบ่ายแก่ ๆ
เสียงบางอย่างขึ้นมาแผ่วเบา—ไม่ใช่ลม แต่คือคลื่นเสียงลุ่มลึก คล้ายเสียงเหนื่อยล้าจากห้องนอนพ่อ ขิมแข็งค้าง เงี่ยหูฟังอีกครั้ง เสียงเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอกัดริมฝีปาก ไปยืนหน้าประตูห้องนอน แตะลูกบิด ลมหายใจสะดุดแล้วเปลี่ยนใจเดินกลับมานั่งบนโซฟาแทน
รุ่งเช้า ขิมลงไปที่ใต้ถุน เก็บกวาดขยะ กวาดตามองพื้นดินแดงที่แห้งแตกราวกับมีอะไรซ่อนอยู่ข้างใต้ เธอเจอกระดาษแผ่นหนึ่งลอยหล่นออกมาจากกล่องเก่า ขิมเก็บมาดู เป็นจดหมายนิรนาม เขียนตัวสั่น ๆ บอกให้ระวัง “เสียงเรียกในคืนเงียบ อย่าตอบ อย่าเดินตาม” ขิมขมวดคิ้ว มือเย็นวูบโดยไร้เหตุผล เธอเก็บจดหมายนั้นไว้กระเป๋ากางเกง
สายวันนั้น ญาติห่าง ๆ ชื่อป้าประคองมาที่บ้าน เธอยิ้มแปลก ๆ ทั้ง ๆ ที่ประกายตาเหมือนไม่ไว้วางใจ ขิมถามถึงความหลัง ป้าประคองนิ่งไปนาน “ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ควรรู้นะลูกเอ้ย บ้านนี้…” เสียงเธอสั่นหาย ก่อนจะรีบชวนเปลี่ยนหัวข้อ สนทนาเงียบงัน มีเพียงถ้อยคำลังเลเว้นช่วงยาว ๆ ซ่อนความจริงไว้ลึก ๆ
ขิมแวะไปตลาดใต้ต้นมะม่วงกับนายบุญ คนขับรถเก่าของพ่อ เขาเดินไปเงียบ ๆ ฟังเดี๋ยวก็ตอบ เดี๋ยวบอกว่าไม่มีอะไร พอขิมถามถึงแม่ นายบุญก็ตวัดสายตามอง “บางคนหายเพราะอยากหาย…แต่บางทีบ้านหลังนี้มันก็เก็บคนไว้ได้ด้วย” ขิมขนลุกวูบแต่ไม่ได้ถามต่อ
ตกเย็น ขิมนั่งกินข้าวคนเดียวในครัว เสียงจานกระทบเบา ๆ ในอ่างล้างจาน เธอมองสำรวจรอบห้อง แสงตะวันที่ลอดผ่านหน้าต่างตกกระทบพื้นเกิดเงาดำผิดธรรมชาติ ไหลยาวเหมือนเหนือจริง เงานั้นค่อย ๆ เลื่อนไปชิดขาของเธอ ขิมขยับเท้าทันที แอบลูบแขนตัวเอง—มือเย็นทั้งที่ข้างนอกร้อนอบอ้าว
คืนนั้น ขิมฝันว่าได้ยินเสียงร้องไห้เบา ๆ ลอยก้องในบ้าน ภาพในฝันแตกพร่าแต่เสียงยังคงชัด เธอตื่นมากลางดึก เหงื่อท่วมตัว บ้านเงียบสนิทจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจ ขิมลุกขึ้น เดินไปที่หน้าห้องนอนของพ่ออีกครั้ง เสียงขูดขีดเบา ๆ ดังลอดออกมาจากข้างใน เหมือนใครบางคนข่วนพื้นไม้ เธอพยายามไม่สนใจ แต่หัวใจเต้นรัว เธอกลืนก้อนอะไรไม่ลง ล้มตัวลงนอนบนโซฟาแทนเตียงห้องนอนตัวเอง
เช้าตรู่ ขิมพบข้าวของในบ้านบางอย่างถูกย้ายที่ ตู้กับข้าวเปิดออกเอง ข้าวสารหกเรี่ยราดเป็นรูปวนวนเหมือนสัญลักษณ์ประหลาด เธอตามดูร่องรอยเหล่านั้นอย่างพิถีพิถัน แต่ยิ่งเธอมอง ขิมก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกอะไรบางอย่างจ้องมองตลอดเวลา
วันถัดมา มีเด็กหญิงแปลกหน้ามายืนเกาะรั้วบ้าน บอกชื่อว่าข้าวฟ่าง เธอมองขิมด้วยแววตาไร้สีสัน “ได้ยินเสียงเมื่อคืนมั้ย” ขิมนิ่งไป “เสียงอะไรเหรอ” ข้าวฟ่างส่ายหัว “พี่เคยได้ยินเองแหละ… เขาจะมาเรียกถ้าพี่อยู่บ้านหลังนี้คนเดียว” ขิมยิ้มกลบเกลื่อนแต่ใจวูบวาบ ข้าวฟ่างวิ่งหนีไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างแว่วมาจากบ้าน
ช่วงบ่าย ขิมค้นหาสมุดบันทึกของแม่ในห้องเก่า ๆ ซากฝุ่นหนาเตอะ เธอเปิดทีละหน้า มือชื้นเหงื่อ ในสมุดมีบันทึกประหลาดเล่าเรื่องคืนที่มีเสียงเรียกลึกลับในบ้านหลังนี้ “คืนวันที่พระจันทร์ดับ เสียงนั้นจะเรียกชื่อ ข้างในห้ามตอบ ห้ามเปิดประตู ถ้าเปิด เขาออกมาจะไม่มีใครได้กลับออกไปอีก” ขิมนิ่งงัน หนังสือปิดเองดังกึกในมือ เธอมองซ้ายขวาด้วยความระแวง
ค่ำวันนั้น ป้าประคองมาอีกครั้ง ขอร้องให้ขิมกลับไปค้างที่บ้านตนเอง ป้าประคองเหมือนมีคำพูดบางอย่างแต่กลืนไม่ลง “บ้านหลังนี้…เวลาค่ำมัน… ไม่ใช่แค่เสียงนะลูก มันจะหาใครสักคนตลอด” ขิมลังเล—น้ำเสียงป้าสะบัดด้วยความวิตก เธออ้างว่าจะรอจัดของให้เสร็จ ขิมเฝ้าดูลมหายใจป้าที่ถอนหนัก ๆ ขณะจากไป
กลางคืน ฟ้าขมุกขมัวเปลี่ยนเป็นฝนพรำ ขิมนอนฟังเสียงหยดน้ำกับเสียงเรไรห่าง ๆ เช่นเคย แต่ครั้งนี้ มีเสียงกระซิบคล้ายเสียงผู้หญิงกลางบ้าน ราวกับเสียงแม่ “ขิม…ช่วยแม่ด้วย…ขิม” ขิมชะงักตัวแข็งไปทั้งร่าง เธอลังเลระหว่างความกลัวและความคิดถึง เสียงก้าวเท้าใกล้เข้ามาทุกที เธอมองออกไปในความมืดที่ปลายโถงยาว ไม่มีใครปรากฏอยู่จริง ๆ
ขิมนั่งอยู่ในครัว แสงไฟสลัวสั่นไหว กำถุงมือแน่น เธอรู้สึกถึงไอเย็นขึ้นมาจากใต้ถุนบ้าน มือสั่นเทาโดยไม่รู้สาเหตุ ขิมหยิบกระดาษแผ่นเก่าออกมา พลิกดูอีกครั้ง ในแสงมัวซัว บรรทัดสุดท้ายบนจดหมายนั้นปรากฏขึ้นมาเหมือนเพิ่งเขียน “ถ้าได้ยินเสียงให้ตั้งใจฟัง มันจะบอกความลับ” ขิมหายใจขัด ๆ เหมือนใจเต้นผิดจังหวะ
ถัดมา ขิมลองพูดคุยกับนายบุญฝ่าอากาศชื้น นายบุญจ้องตาเธอ “เธอจะอยู่นานเหรอ” ขิมลังเล “ต้องเคลียร์ของค่ะ…แล้วก็อยากหาคำตอบเรื่องแม่ด้วย” นายบุญมองออกไปที่นาถึงขอบฟ้า “คำตอบบางอย่าง มันไม่ควรรู้ ถามมากระวังได้ยินอะไรมากกว่าที่คิด” ขิมหยุดพูดทันที
เย็นวันหนึ่ง ขิมล้างจานอยู่ในครัว พลันได้ยินเสียงขุดขีดจากห้องนอนพ่อดังขึ้นอีกครั้ง เสียงข้นขึ้นเป็นจังหวะยาว ๆ เหมือนเขียนอะไรอยู่บนพื้น เธอค่อย ๆ ย่องไปที่หน้าห้องนอนพ่อ วางหูลงกับประตู ได้ยินเสียงกระซิบเบามาก “ออกมาสิ ขิม…มาช่วยเรา” เธอหายใจติดขัด ถอนตัววิ่งออกมาไม่กล้าเปิดประตู
ดึกคืนนั้น ฟ้าฟาดเปรี้ยง ขิมสะดุ้งตื่นกับเสียงเปิดประตูดังสนั่น แต่ที่จริงแล้วประตูห้องนอนพ่อยังปิดสนิท เธอสังเกตเห็นแสงไฟลึกลับลอดออกมาจากขอบประตู ราวกับมีเทียนหลายเล่มส่องอยู่ข้างใน ขิมลังเลก่อนจะยกมือเคาะเบา ๆ “พ่อ… อยู่หรือเปล่า” เงียบ มีเพียงเสียงหัวเราะหวีดหวิวลอยมาตามสายลมในบ้านว่างเปล่า
เช้า ขิมออกไปขุดค้นรอบต้นมะม่วงตามคำใบ้ในสมุดแม่ เธอขุดไม่ลึกนักแต่ก็พบกล่องไม้เล็ก ๆ ขิมเปิดออก พบแหวนทองกับกระดาษแผ่นหนึ่ง เลือดในกายไหลย้อนเมื่ออ่านข้อความ “เส้นเสียงเงียบจะคอยเรียกหาทายาท… คำสาปจะอยู่จนกว่าใครสักคนทนฟังจนจบ” ขิมหน้าซีดเผือด กำกระดาษแน่น
คืนต่อมา ขิมนั่งฟังเสียงในบ้านทั้งคืน เธอจับจังหวะเสียงทุกเสียงไว้—หยดน้ำ, เสียงสายลม, เสียงขีดข่วน, เสียงกระซิบ เงาในบ้านเริ่มชัดขึ้น แม้จะไม่มีผีออกมาโดยตรง แต่ทุกความว่างเปล่าในมุมห้องล้วนมีบางอย่างรออยู่ สายตาเธอเริ่มพร่ามัวเพราะอาการนอนไม่หลับ ไร้แรง ทุกคำถามค้างคาในใจกลายเป็นความหวาดกลัวเกินเหตุ
ขิมเริ่มเห็นเงาประหลาดตามขอบตางในบ้าน—บางทีก็หายวับไป บางทีก็เหมือนกำลังคลานบนฝ้าเพดาน กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ซึ่งเธอจำได้ว่าเป็นของแม่ลอยมาแผ่วเบาในยามดึก เธอไปยืนหน้ากระจกห้องน้ำ เห็นเงาสะท้อนที่ไม่ได้ขยับเหมือนตัวเองในแวบสั้น ๆ
ขิมตั้งใจเผชิญหน้ากับเสียงเรียกในคืนนั้น เธอเดินไปที่ห้องนอนพ่อ เปิดประตูอย่างช้า ๆ ในห้องมืดสนิท เย็นวาบซ่านตามต้นคอ บนพื้นห้องมีรอยนิ้วมือขูดขีดลากวนเป็นวงกลม เสียงเรียกดังขึ้นชัดเจน “ขิม…ฟังให้จบ…” เธอนั่งลงกลางห้อง หลับตา รับฟังเสียงนั้น
เสียงนั้นเปลี่ยนเป็นเสียงแม่ของขิม เล่าเรื่องคืนวันหนึ่ง—ที่แม่ต้องปิดหู ปิดปาก ปิดตาตัวเองไม่ให้ได้ยินเสียงเรียก ย้ำว่าหากใครเดินตามเสียงไป จะไม่มีวันได้ออกจากบ้านนี้อีก เมื่อแม่ไม่อาจทนไหวจึงทิ้งขิมและบ้านนี้ไป
ขิมร้องไห้เงียบ ๆ ฝังหน้าไว้กับเข่า เสียงแม่ขาดหายกลายเป็นเสียงพ่อแทน—สั่นเครือ เงียบขรึม บอกขิมว่า “ถ้าเจ้าตอบรับเสียงนั้น เจ้าจะอยู่ที่นี่ตลอดกาล” ขิมน้ำตาไหล ลังเลระหว่างอยากหลุดพ้นกับความกลัวที่จะต้องเผชิญหน้าความว่างเปล่าไปตลอดชีวิต
ขิมเดินออกมาหน้าบ้าน สูดอากาศลึก ๆ แล้วกลับมาในบ้านอีกครั้ง เธอนั่งเงียบจนถึงเช้า ทุกเสียงหายวับ มีเพียงไอเย็นกับกลิ่นความเก่าของอดีต เธอเงยหน้ามองสายฟ้าบนฟ้า ค่อย ๆ ยิ้มเจื่อน ๆ และหายใจเข้าแรง ๆ เหมือนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่—แต่ภายในห้องนอนพ่อ ยังคงมีเสียงกระซิบเรียกชื่อขิมวนอยู่ในความเงียบนั้น…