บ้านไร่สาบร้าง
เสียงลมกลางทุ่งข้าวโพดแห้งกรอบแทรกเข้ามาตามช่องหน้าต่างบ้านไม้เรือนใหญ่ที่ฝุ่นเกาะหนาทึบ ดาวบนฟ้ามีเพียงแสงนวลสลัว กระต่ายกับตาลตอนนั้นกำลังรอให้เพื่อนอีกสองคน—บีมและเจน—ขนของเข้าบ้านเสร็จ ตาลมองไปรอบ ๆ ห้องนั่งเล่นที่ข้าวของเก่า ๆ ยังจัดวางอย่างไม่เปลี่ยนแปลง เธอสูดกลิ่นอับจาง ๆ ก่อนหันไปทางกระต่าย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นายว่า จำได้ไหมว่าตรงนี้ สมัยนั้นเหมือนจะเคยมีอะไร…” ตาลพูดขาดคำ ราวกับกลัวบางสิ่งที่แฝงตัวอยู่ในความทรงจำ
“อย่าเพิ่งพูด” กระต่ายเหลียวซ้ายขวาเหมือนกลัวจะเผลอรื้อฟื้นอดีต “ที่นี่…มันยังเย็น ๆ แปลก ๆ อยู่เลยเนอะ”
เสียงฝีเท้าบนไม้พื้นลั่นกรอบแกรบ เจนกับบีมหิ้วกล่องลังและกระเป๋าเป้เข้ามา บีมยิ้มกลบเกลื่อนความกลัว “จะตั้งแคมป์กลางบ้านจริงเหรอ คือ…บ้านนายก็เก่าจริง ๆ นะกระต่าย”
เจนลากสำเนียงเหนื่อยหอบ “ไม่ใช่บ้านนาย มันบ้านตาใช่ไหม ตกลงใครเป็นเจ้าของกันแน่”
กระต่ายถอนใจ หันไปมองฝุ่นละอองที่ลอยสะท้อนแสงไฟฉาย “ของป้าฉัน แต่หลังเหตุการณ์นั้นก็ไม่มีใครกล้าอยู่ ฉันไม่คิดว่าจะกลับมาอีกเหมือนกัน”
บีมถอนหายใจ หยิบผ้าปูที่นอนเก่า ๆ ขึ้นปัดฝุ่น “ก็เพราะเราจะหาคำตอบนี่ไง—ว่าเพื่อนเรามันหายไปยังไงในคืนนั้น”
บรรยากาศรอบตัวตกลงเหลือเพียงความเงียบ กับใบหน้าที่แต่ละคนหลบตากัน ความหวาดหวั่นแทรกอยู่ระหว่างทุกถ้อยคำ
ตาลพูดเบา “ใครจะเชื่อว่าคนอย่างรินจะหายไปเฉย ๆ พวกนายคิดว่ามัน…ตายเหรอ หรือ…มันโดนพาไป?”
ไม่มีใครตอบทันที เจนกัดริมฝีปาก “อย่าเพิ่งพูดถึงคืนนั้นได้ไหม คืนเดียว…ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด”
เสียงจิ้งหรีดขับขานในความมืด สายลมหวีดหวิวลอดหน้าต่าง ทุกคนผละจากบทสนทนาเก่า ๆ เก็บข้าวของโดยไม่สบตากัน ความอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่วราวกับสายหมอกเปียกปอนที่ไม่มีวันละลาย
คืนนั้น ทั้งสี่คนนั่งล้อมกันบนเบาะเสื่อกลางห้อง สลับกันเล่าเรื่องราวในอดีต ท่ามกลางแสงไฟฉายที่โยกไกว เจนเป็นคนเปิดปากอีกครั้ง “เรากลับมากันแค่สี่…แต่ปีนั้นมีห้าคน ไม่รู้จริง ๆ ว่ารินไปไหน”
กระต่ายพยายามหัวเราะ “บางทีรินอาจจะหนีไปเอง พวกเราก็แค่คิดมาก—”
“แต่รินทิ้งมือถือ ทิ้งกระเป๋าตังค์ ทิ้งของไว้หมด ไม่มีใครหายตัวไปแบบนั้นหรอก!” บีมพูดเสียงดังผิดปกติ ก่อนจะลดเสียงลงอย่างรวดเร็ว
ตาลมองร่องรอยตาในแสงไฟ “คิดว่า…มันเกี่ยวกับที่เราทำวันนั้นมั้ย เรื่องในห้องเก็บของหลังบ้าน?”
บรรยากาศเงียบงัน ความหวานชาแทรกซึมเข้ามาในช่วงหายใจแต่ละครั้ง ก่อนที่กระต่ายจะส่ายหน้า “เราแค่แอบเข้าไป ยังไม่ได้ทำอะไรผิด…”
เสียงกุกกักดังขึ้นด้านหลังบ้าน ทุกคนเงียบตัวแข็ง ตาลสบตามองทะลุกระจกฝ้า พลันสังเกตเห็นเงาบางอย่างขยับผ่านหน้าต่างแค่เศษเสี้ยววินาที
เจนกลืนน้ำลาย “มันอาจเป็นสัตว์ นก หรือ—อีกา…”
บีมหยิบไฟฉาย ยิ้มฝืน “เดี๋ยวเราไปดูกัน พวกนายอย่าเพิ่งกลัวไปก่อนเลย”
ทุกคนเดินตามบีม ลอดออกไปทางหลังบ้าน เสียงกรวดใต้ฝ่าเท้าดังดังแกรกแกรก กลิ่นหญ้าแห้งผสมกลิ่นสาบสางคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
ไฟฉายสาดแสงไปยังมุมกำแพงเก่า โครงไม้ผุ ๆ กับเถาวัลย์รกรุงรัง เงาทาบทอดเป็นรูปร่างแปลกตา กระต่ายหยุดกึก “พอเถอะ ไม่มีอะไรหรอก”
แต่บีมเงี่ยหูฟัง “ได้ยินไหม เหมือนเสียงคนกระซิบ”
ไม่มีใครกล้าพูดต่อ ทั้งหมดเร่งกลับเข้าไปในตัวบ้าน เร่งปิดประตูแน่น ทุกคนต่างหลบสายตากันเมื่อนั่งล้อมวงใหม่ ความกลัวค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้าเหมือนเงาสะท้อนในกระจกมัว
เวลาผ่านไป ความเงียบงันถูกแทรกด้วยเสียงผิดปกติเป็นระยะ เสียงเคาะเบา ๆ จากผนังบ้าน เสียงฝ่าเท้าเจื้อยแจ้วราวกับมีบางสิ่งเดินวนอยู่ ไม่ว่าจะพยายามหาเหตุผลเพียงใด ทุกอย่างก็ยังคงไม่เป็นปกติ
กระต่ายพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน “สงสัยผนังมันหดตัว หรือไม่ก็สัตว์เข้า…จริงไหมเจน?”
เจนเลี่ยงสายตา “ฉันไม่แน่ใจ…”
ตาลกระซิบเสียงเบา “เรา…เริ่มเห็นเหมือนมีคนเดินผ่านบนระเบียง…แต่ไม่เห็นตัว…”
บีมหันมาด้วยสีหน้าที่สั่นคลอน “ใครก็ได้บอกที ว่าไม่มีอะไรผิดปกติที่นี่จริง ๆ…”
ทุกคนเงียบอีกครั้ง ความไม่แน่ใจห่อหุ้มทุกอณู จนแทบจะหายใจไม่ออก
ดึกดื่นลง กำแพงเย็นเยียบ ทุกคนกระจายตัวนอน แต่ต่างคนต่างนอนไม่หลับ ภาพในความมืดกลับย้อนแสงวนเวียนอยู่ในห้วงคิดของแต่ละคน เสียงกรอบแกรบและเสียงเคาะจาง ๆ จากหลังห้องยังไม่หยุดตลอดคืน
กระต่ายลุกขึ้นมานั่งนิ่ง หายใจแรง ไม่กล้าสบตาเงาสะท้อนในกระจกเก่า ๆ ตรงปลายเตียง เขารีบเอาผ้าห่มคลุมหัว ปากกระซิบกับตัวเอง “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร…”
บีมนอนพลิกไปมา มองเพดานไม้ลั่นเอี๊ยดทุกครั้งที่ลมพัด เสียงครางในหูฟังวูบวาบเหมือนเสียงคนร้องไห้แว่วมา เจนสะดุ้งสุดตัว หันไปมองด้านนอกประตู พบแต่ความมืดสนิท
รุ่งเช้า อากาศยังเย็นชื้นราวกับบ้านทั้งหลังไม่เคยรับแสงแดด ตาลออกมาตักน้ำล้างหน้า เห็นเงาตัวเองบิดเบี้ยวในกระจกฝ้าตลับ เจนเดินมาเงียบ ๆ ข้าง ๆ “เมื่อคืน ฝันอะไรหรือเปล่า?”
ตาลส่ายหน้า “ไม่ได้ฝัน…แต่รู้สึกเหมือนมีคนยืนอยู่ข้างเตียงทั้งคืน”
เจนนิ่ง อมคำถามไว้ ไม่กล้าบอกสิ่งที่ตัวเองพบเจอ
ระหว่างกินข้าวเช้า เสียงนกอีกาก็ร้องแปลกประหลาดเหนือหลังคา กระต่ายกลืนน้ำลาย “ที่นี่ไปไกลจากหมู่บ้านเกินไปมั้ย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น…”
บีมหัวเราะขื่น “นี่นายกลัวใช่ไหม ตอนไปเที่ยวเขาต่างคนต่างกล้า แต่พอมาวันนี้…”
เจนเงียบอยู่นานก่อนพูดเบา “เมื่อคืน ฉันเห็นบางอย่างที่ระเบียง ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน…”
ตาลหยุดตักข้าว “ไหนว่ากันว่า มีศาลร้างอยู่หลังสวนหลังบ้านนี่ จริงหรือ”
กระต่ายเลิกคิ้ว “ศาลร้าง…ใช่คืนที่รินหายไปเราไปแถว ๆ นั้นคืนแรกกันหรือเปล่า”
เจนพึมพำ “ฉันจำได้ว่าเสียงมันแปลก…มีเสียงเรียกเบา ๆ เหมือนใครขอให้ช่วย…”
บีมหน้าเปลี่ยนสี “จริงเหรอ? แต่ตอนนั้นไม่มีใครพูดเลยว่ารินเดินไปไหน…”
ตาลถอนใจแรง ความอึดอัดกระเพื่อมขึ้นมาเป็นคลื่น
เช้าของวันถัดมา ทั้งสี่คนสำรวจรอบบ้าน ต้นไม้ใหญ่หลังบ้านแผ่กิ่งปกคลุมราวกับกำลังหยุดเวลาของโลก กอหญ้าสูงรกรุงรัง บีมหยุดที่เสาศาลทรุดโทรม หญ้าขึ้นคลุม เขาเอื้อมมือแตะเบา ๆ พลางถอนหายใจ
“รินเคยมานั่งตรงนี้…” ตาลกระซิบ บีมหันอย่างระแวดระวัง “นายพูดอย่างกับมันยังอยู่”
เสียงจิ้งหรีดเงียบกริบ ทุกคนขนลุกพรึบโดยไม่รู้สาเหตุ
ขณะที่เดินสำรวจต่อ เสียงบางอย่างดังแว่วจากใต้ถุนบ้าน เสียงคล้ายมีคนเดินวน แต่เมื่อทุกคนก้มไปดู กลับไม่มีสิ่งใดนอกจากพื้นดินแห้งแตกร้าว
เจนกอดแขนตัวเองแน่น “ฉันอยากกลับไปแล้ว เราควรหยุดหาอะไรที่มัน…มันอาจไม่อยากให้เรารู้”
กระต่ายรั้งไว้ “อย่าเพิ่งกลับ! ถ้าเรากลัวแล้ววิ่งหนีเหมือนก่อนหน้าก็จะไม่มีใครรู้ความจริง”
บีมเอียงคอ หรี่ตา “แล้วถ้า—ความจริงมันอันตรายล่ะ กระต่าย นายกล้ารับไหมถ้ามันไม่ใช่แค่เรื่องผี?”
เงียบไปครู่ใหญ่ หลังจากปะทะคารมแต่ละคำ ทุกคนก็ต่างพยักหน้ากันอย่างขมขื่น
บ่ายวันนั้น บีมกับตาลงไปค้นโกดังเก็บของหลังบ้าน ห้องเล็ก ๆ อบอ้าวจนน่าหายใจลำบาก ไม้พื้นเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด กล่องลังเก่า ๆ วางระเกะระกะ
“นายๆ ดูนี่” บีมเรียก เผยกระดาษเก่าคร่ำ มีลายมือของใครบางคนจารึกประโยคซ้ำ ๆ ว่า “อย่าเปิดประตูนั้น อย่าเรียกชื่อฉันซ้ำ…”
ตาลอ่านเบา ๆ “นี่มัน…ลายมือริน”
อยู่ ๆ ประตูโกดังถูกผลักปิดดังปัง ทั้งสองสะดุ้งสุดตัว ควันฝุ่นลอยตลบ ผนังบ้านเหมือนสั่นไหวเล็กน้อย บีมหอบหายใจ “ใครปิด! เจน รึกระต่าย…”
แต่เสียงด้านนอกกลับเงียบสนิท ไม่มีใครตอบกลับมา
ขณะนั้นในตัวบ้าน เจนนั่งนิ่งข้างกระต่าย บรรยากาศเย็นจัดราวกับกลางฤดูหนาว เจนตัดสินใจเปิดสมุดบันทึกของรินที่ซ่อนไว้ด้านหลังตู้ เธออ่านออกเสียง “ฉันได้ยินเสียงเรียกจากศาลร้างทุกคืน…กลัว กลัวจนขยับไม่ได้ ขอให้ใครสักคนช่วยฉันที เพราะเสียงนั้น…เหมือนเป็นเสียงของฉันเอง”
กระต่ายมือเย็นจนตัวสั่น “เสียงของฉันเอง?”
เจนกลั้นใจ “เหมือน…รินพูดว่าเสียงที่เรียกมา ไม่ใช่เสียงจากผี…แต่เป็นเสียงตัวเองในอีกที่ที่หนึ่ง…”
จู่ ๆ ที่หน้าต่างก็มีเงาผ่านวูบ เจนรีบลุกขึ้น กระต่ายตาม “ไปดูที่โกดังเถอะ! พวกนั้นอาจเจออะไร”
เมื่อทั้งสองออกไป ทั้งบีมและตาลก็เพิ่งเปิดประตูออกมาได้ ทุกคนกลับมารวมกันที่ระเบียงหลังบ้าน มีเพียงความเงียบยาวนาน เจนยื่นบันทึกให้บีมอ่าน บีมอ่านเสียงสั่นเครือ “รินเขียนว่า…เธอได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อเธอครั้งแล้วครั้งเล่า และในที่สุดก็ไม่รู้แล้วว่าเธอยังเป็นตัวเองอยู่หรือเปล่า”
กระต่ายเหม่อมองบ้านทั้งหลัง “หรือบางที…มันมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ที่นี่นานแล้ว ไม่ใช่แค่ผีหรือเสียง…”
คืนต่อมา สถานการณ์ยิ่งแปลกเพิ่มขึ้น ประตูห้องถูกเปิดเองตอนเที่ยงคืน เสียงเคาะตามผนังดังขึ้นถี่ขึ้น ปลั๊กไฟในบ้านดับวูบ ทุกสิ่งจมอยู่ในความมืด เจนตะโกนชื่อทุกคน ทุกคนตอบออกมาจากมุมต่าง ๆ กัน แต่เสียงหนึ่งในนั้น ไม่ใช่เสียงคนที่อยู่ในห้อง
“ใครน่ะ!” บีมร้อง ทุกคนเงียบ เจนกัดปาก “เสียงเมื่อกี้…เสียงมันเหมือนรินเรียกเรา”
เงาเคลื่อนไหวในมุมมืด บ้านทั้งหลังกลายเป็นเขาวงกต เสียงฝีเท้าเดินวนไม่หยุด ตัวละครต่างเริ่มหวาดวิตกมากขึ้น ต่างระวังตัวจนแทบขยับไม่ได้
ตาลเดินไปที่ศาลร้างในความมืด มีเพียงแสงจันทร์สาดลงบนพื้นหญ้าชื้น เธอวางมือบนศาลเก่า “ถ้ามีอะไรอยู่ที่นี่ ช่วยเอาคืนรินมา…”
ขณะนั้นเอง เสียงกระซิบก้องขึ้น “อย่าเรียกฉันซ้ำ… อย่าเรียกฉันซ้ำ…”
ตาลผงะหงายหลัง เจนวิ่งเข้ามา “กลับบ้าน เราควรพอก่อน!”
แต่ประตูบ้านกลับล็อกแน่น กลายเป็นว่าทุกคนถูกขังอยู่กันทั้งคืน เสียงเรียก ซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ กระซิบอยู่รอบตัวทุกคน
นาฬิกาครบเที่ยงคืน บีมตัดสินใจทุบหน้าต่างพาเพื่อนหนีออกไป แต่ทุกหนทุกแห่งนอกบ้านยังมืดสนิท มีเพียงเสียงกู่ร้องห่าง ๆ เหมือนมาจากใต้ดินหรือพื้นบ้านที่เขย่าเบา ๆ ไม่หยุด
ในที่สุด กระต่ายยืนกราน “ต้องเผชิญกับมัน ถอยหนีเท่าไหร่ มันก็ไม่พ้น”
ทั้งสี่คนกลับไปที่ศาลร้างพร้อมกัน ท่ามกลางความกลัว กระต่ายพูดออกมาดัง ๆ “ริน เธออยู่ที่ไหน!”
ความเงียบเข้าแทน เสียงใบไม้ลู่ลม เสียงถอนหายใจใครบางคนจาง ๆ เจนแย้ง “เราไม่ควรเรียกซ้ำ…”
กระต่ายน้ำตาร่วง “แต่ถ้าเราไม่เรียก เราก็จะไม่รู้!”
ศาลร้างเริ่มสั่น เสียงพึมพำของรินดังก้องขึ้น “เสียงเรียกมาย้อนคิด เสียงที่ไม่ควรได้ยินซ้ำ ๆ พาใจคนหลงทาง…”
เงาของรินทาบบนกำแพงเก่า แต่มันถูกฉีกขาด หายไปครึ่งหนึ่ง เหมือนตัวตนที่สูญสิ้นและไม่มีทางกลับคืนมาอีก
บีมหยุดมือ เจนสั่นเทิ้ม “เราควรปล่อยเธอ หรือเราควรเอาเธอกลับมา”
ตาลพึมพำเสียงแผ่ว “เราต้องยอมรับ…รินไม่เคยไปไหน เธอยังวนเวียนอยู่ตรงนี้—ในเสียง ซ้ำ ๆ ของทุกคืน”
บ้านไร่ยังคงเงียบเปล่า หมอกหนาเคลื่อนคลุม ศาลร้างค่อย ๆ พังทลายลง แต่เสียงกระซิบยังวนเวียนไม่จางหาย ทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน ก็เหมือนเสียงของอดีตที่ไม่มีวันจบสิ้น
รุ่งเช้า หลังผ่านคืนหลอน ทุกคนออกจากบ้านโดยไม่กล้าหันหลัง ความจริงที่ได้รับคือใครก็ตามที่หายไปในคำสาปแห่งเสียงเรียกจากศาลร้าง…จะไม่มีวันได้กลับมาในรูปแบบเดิมอีกเลย
แต่ในความเงียบนั้น เรื่องเล่าใหม่ก็ถือกำเนิดครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยเสียงกระซิบอันไม่มีที่สิ้นสุด…