บ้านกลางคลองสายหมอก
เสียงพายไม้กระทบผืนน้ำดังสะท้อนอยู่ในอากาศอันว่างเปล่า ทั้งสองฝั่งคลองถูกซ่อนด้วยผืนหมอกขาวหนาทึบบดบังสายตาลึกออกไปเกินเพียงชั่วแขน บ้านเรือนประชิดแนวคลองเงียบไร้ผู้คนราวกับเมืองที่ถูกลืม นักศึกษาหนุ่มชื่อกรเดินทางด้วยเรือหางยาวเพียงลำเดียว สายตาของเขาเหม่อมองไปเบื้องหน้าอย่างลังเลราวกับกำลังตามหาอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เรือเข้าเทียบท่าหน้าบ้านไม้สองชั้นทรุดโทรม ใยแมงมุมเกาะแน่นทุกซอก ผนังไม้ซีดกรอบหลังฝน หมอกหนาเร้นกลืนสันหลังบ้านจนดูไร้จุดจบ กรเพิ่งสอบปริญญาโทผ่าน พี่ชายของเขา ศักดิ์ดา หายไปในบ้านหลังนี้ ชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีใครสมควร “นอนค้าง” ในบ้านกลางคลองยามคืนหมอกออก …ซึ่งศักดิ์ดาคนเดียวที่ฝืน—จากนั้นเขาก็หายตัวไป
“จะเข้าไปจริงเหรอ?” เสียงชราผู้ช่วยขับเรือม่วนเบา ถูกกลืนในสายหมอก กรพยักหน้า แม้ความมึนงงและความกลัวจะก่อตัว จังหวะฝีเท้าบนกระดานไม้สะพานสั้นหน้าบ้านทวีความกดดันราวเหยียบผ่านกับดักที่มองไม่เห็น เสียงกลอนประตูขึ้นสนิมเอื้องเอ่ยทักกลับมาเบาๆ
บ้านไร้คนอยู่เกือบปี ทุกอย่างถูกหยุดนิ่งไว้ด้วยฝุ่นหนา ของบนชั้นวางยังคงรูปเดิม เสียงนาฬิกาไม้ตั้งพื้นเดินช้าๆ ราวกับหัวใจคนป่วย กรยืนสูดลมหายใจ ก่อนรวบรวมความกล้าเดินเข้า ยังจังหวะก้าวที่สอง เขาชะงัก เพราะสำเหนียกเสียงฝีเท้าอีกคู่ตามหลังเบาๆ แต่เมื่อเขาหัน—นั่นคือความว่างเปล่า
กรขยับมือโดนกล่องบันทึกเสียงเก่า ของเล่นยุค 80 หล่นตกพื้น เสียงกระทบเงียบกริบก้องไปมา เขาหยิบขึ้นมากดฟัง มีเสียงเด็กผู้ชายหัวเราะเบาๆ กับเสียงลมหายใจหนักๆ คล้ายใครแอบฟังอยู่บนพื้นไม้นั่น เขายั้งใจมองรอบตัว ก่อนจะเดาะนิ้วแน่นกับฝ่ามือ ราวจะปลุกตัวเองจากความโง่เขลาอันหนึ่ง
โทรศัพท์มือถือของเขาไม่มีสัญญาณ เสียงเรือหางยาวของลุงคนขับค่อยๆ เบาลง…เงียบสนิท กรคือคนเดียวในโลกบนบ้านนี้ เหลือเพียงเสียงนาฬิกากับเสียงซู่ของหมอกที่ไหลลอดหน้าต่าง หมอกนี้ไม่ใช่อากาศ แน่นข้นเหมือนมีสิ่งมีชีวิตในนั้น
ตะวันคล้อย เขาเดินสำรวจบ้าน เจอชั้นห้องใต้บันไดมีเทียนเปล่ากับเศษซากธูปไม้ กล่องใส่กระดาษที่เขียนด้วยลายมือ “อย่าเงยหน้า อย่าฟังเสียงใต้ถุน อย่าพูดกับคนในเงา” หัวใจของกรเต้นแรง อย่างที่เขาไม่อยากยอมรับ บรรยากาศเหมือนบ้านนี้ไม่ชอบคนแปลกหน้า
ช่วงหัวค่ำกรเดินสำรวจรอบบ้าน พบรูปหมู่โบราณติดผนัง ขาวดำคล้ายหลุดยุค บางรูปใบหน้าขาดหาย เหลือแต่เงามัวที่เหมือนจะกลืนกินคนมอง “แก…แกนี่มันชอบเรื่องผีมากเลยใช่ไหม” เสียงจากโทรศัพท์มือถือที่บันทึกไว้ก่อนศักดิ์ดาจะหายไป กรฟังวนรอบแล้วรอบเล่า
ความมืดเยือนมาเร็วผิดปกติ เงาสะท้อนในกระจกหน้าต่างเริ่มบิดเบี้ยว ปลายตาเหมือนเห็นเงาวูบวาบผ่านท้ายบ้าน เสียงน้ำหยดใต้ถุนดังก้องเข้ามาย้ำยอกใจ กรฝืนใจลงไปชั้นล่าง พบประตูใต้ถุนถูกปิดด้วยไม้กางกั้นไขว้ใช้ลวดหนีบอย่างพิถีพิถัน แต่ลมเย็นเงียบงันพัดเสียงกระซิบแหบแผ่ว “กลับ…ไป…” กรยืนนิ่ง กำมือแน่น หนาวเย็นขึ้นมาจนเจ็บข้อ
กรปีนขึ้นชั้นสองสำรวจห้องนอนของศักดิ์ดา หากล่องบันทึก หรือร่องรอยใด ๆ ส่องไฟมือถือค้นในลิ้นชัก เห็นบันทึกยับย่น สั้น ๆ ว่า “อย่าตอบเสียงเรียกตอนเที่ยงคืน” กรเผลอดูเวลาสั้นๆ ในใจลอบปวดหน่วง ใกล้จะถึงเส้นเวลาตำราเตือน
เสียงเข็มนาฬิกาช้าลง ใกล้เที่ยงคืน เขาพยายามข่มตานอนที่ปลายเตียงเก่าด้วยหมอนเปียกชื้น เสียงอะไรบางอย่างเริ่มเคาะไม้ใต้พื้นชั้นล่างเบา ๆ เหมือนถูกนับจังหวะ “กร…กร…” เสียงแผ่ว ๆ จากใต้ถุนดังขึ้นอย่างชัดเจน คราวนี้เขาชะงัก ริมฝีปากชา น้ำตาซึมด้วยความรู้สึกผิดแปลก—เสียงเหมือนศักดิ์ดา
“เฮ้ย…ศักดิ์…นี่…แกเหรอ?” กรพูดอ้อมแอ้ม เสียงเงียบพลัน และเงามืดจากปลายเตียงยาวขึ้นทีละนิด ๆ ความเย็นเข้าตัว ร่างกายราวถูกสูบพลังงาน กรสะดุ้งตื่นมาด้วยเสียงบางอย่างที่ลากไปชั้นล่าง
เขาหยิบไฟฉาย เดินลงบันไดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เสียงเรือหางยาวในคลองดังขึ้นชั่วครู่ พลันดับไปในพริบตา เงาใต้ถุนบ้านยาวเต็มพื้น เงาไม่ใช่แค่ไร้รูปร่างแต่เหมือนกำลังเพ่งมองอะไรบางอย่างอยู่ใต้บ้าน
กรใช้มีดพกโยกไม้กั้นใต้ถุน บานประตูหายใจเอี้ยวเสียงเปิดออกทันที กลิ่นโคลนฉุนเฉียวพุ่งเข้าใส่เขา ภายในส่องไฟลงเห็นเพียงตลาด้านคอนกรีตผุพัง ที่ฝั่งตรงข้ามมีแผ่นหมากรุกไม้เก่าโยนกองไว้ เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้เบาๆ กรค่อย ๆ เดินไปใกล้จุดที่เสียงดังที่สุด
ในเงามืดสุดปลายไฟฉาย มีร่างบางร่างหนึ่งนั่งหันหลัง ตัวเด็กผอมเท่าเด็กประถม ใส่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง “…ช่วย…ด้วย…” เสียงนั้นแผ่วผ่าสายลม กรยืนนิ่งเป็นนาที ไม่กล้าเข้าใกล้ พลันหญิงชราร่างซูบซีดนั่งขดในเงาอีกมุม เริ่มส่งเสียงหัวเราะประหลาดจนกรเย็นยะเยือก ขาที่เคยแข็งแรงเหมือนเป็นผง
เด็กชายปล่อยเสียงร้องไห้แข็ง ๆ คล้ายถูกกักขัง ทันใดนั้นหญิงชราตะโกนเสียงต่ำ “อย่ามองหน้า! อย่าตอบ!” กรเผลอสบตาในเงา ร่างเด็กหยุดนิ่ง ก่อนใบหน้าจะละออกมาที่แสง—มีแต่เงาสีดำสนิทปรากฏแทนหน้าคน กรล้มลง ร้องไห้เงียบ ๆ แขนขาชา เงาในช่องไฟขยายตัวกลืนพื้นที่รอบตัว
เสียงเรือหางยาวกลับมาอีกครั้ง เงาในบ้านหายไปชั่วพริบตา กรพยายามคลานขึ้นบ้าน เหงื่อชุ่มกาย มือขวาคลำทางเจอซองจดหมายเก่า ในนั้นเขียนด้วยลายมือสั่น “หากได้ยินเสียงเรียก ต้องอย่าตอบ อย่าเชื่อ…คนในหมอก เขาจะพาไป” กรอ่านรวดเดียว น้ำตาร่วง กลิ่นหนาวเข้ามาแทนที่เสียงหัวใจ
ตกดึก—หมอกหนักจนหายใจไม่ออก กรนั่งพิงผนังครางเบา ๆ ในเงาความกลัว ทันใด ความทรงจำวัยเด็กผุดขึ้นในห้วงคิด เขาเคยพลัดหลงกลางคลอง เคย “ได้ยินเสียงเชิญให้ลงไปเล่นน้ำ” ศักดิ์ดาคือผู้ช่วยชีวิตเขาครั้งนั้น …แต่วันนี้ศักดิ์ดากลับตกเป็นเหยื่อ
คืนเดียวกัน กรเดินไปหลังบ้าน จะลองขอความช่วยเหลือ เงาขาวในม่านหมอกเคลื่อนใกล้เข้ามา เงาคนเคลื่อนไหวอยู่ริมฝั่งคลอง ฝีเท้าบนน้ำดังแทรกท้องฟ้า “กร…ช่วยด้วย…” เสียงร้องเดิมอีกครั้ง กรเดินตามน้ำเสียงนั้นจนอ้อมไปถึงสะพานท้ายบ้าน เงายาว ๆ เคลื่อนขนาบสองข้าง
ตรงปลายสะพาน—เงาร่างศักดิ์ดายืนหันหลัง ปล่อยเสียงกระซิบ “อย่าเงยหน้า…” มิทันขาดคำ ทั้งบ้านสั่นสะเทือน เงาของหมอกเข้ามากลืนรอบตัว ศักดิ์ดาหันขวับ เผยหน้าเละเลือนด้วยเงาสีดำที่เคลื่อนไหวช้า ๆ แทนใบหน้าเดิม เสียงเรียก “กร…มาอยู่เป็นเพื่อนกัน” แพร่กระจายรอบตัว
กรวิ่งถอยกลับกลางบ้าน เห็นบันทึกศักดิ์ดาตกอยู่ ก่อนตัดสินใจอ่านเพียงบรรทัดเดียว—“ใครตอบเสียงจากเงาหมอก จะอยู่ที่นี่ตลอดกาล” ขาของเขาอ่อนแรง มือกำดาบแทงขาตัวเองจมดิน เจ็บจนแทบทนไม่ไหว ความเจ็บเรียกสติชั่วขณะ …เขาคลานออกนอกบ้านทันที
เสียงหญิงชราหัวเราะขรม เสียงเด็กชายร้องไห้ผสาน เสียงน้ำเดินในคลอง เสียงนาฬิกาเดินถอยหลังโลก ทุกเสียงกลืนกันเป็นความเงียบของหมอก กรคลานถึงท่าเรือ เหลือบมองกลับไปเห็นบ้านหลังเก่าเต็มไปด้วยเงาคนปรากฏร่างพร่าๆ ทุกบานหน้าต่าง เขางุนงงว่าจะควรช่วยใครหรือวิ่งหนี
แต่ทันทีที่เท้าแตะเรือ หญิงชราร่างมัวคล้ายรูปคนในหมอกลอยล่องขวางท่า “ถ้าออกไป—จะไม่มีวันลืม” กรซวนเซ ดึงพายแต่กำลังตกต่ำพายไม่ไป เรือกลับหมุนวนตรงกลางหมอก เสียงเด็กหัวเราะ เสียงเรียกชื่อ “กร…กร…” ดังทุกทิศจนเกือบเสียสติ
จู่ ๆ เสียงศักดิ์ดาหนักแน่นในหัว “อย่าเชื่อเขา” กรฝืนใจหลับตาแน่น กลั้นลมหายใจ ไม่ขานเสียงใด ในที่สุดมันเงียบผิดปกติ หมอกบางลงทีละน้อย แสงเช้าส่องผ่าน ใช้เวลานานนับชั่วโมงในความสับสน …
เมื่อกรลืมตาอีกครั้ง เขาอยู่ริมท่าไม้เพียงคนเดียว บ้านไม้กลางคลองหายไป เหลือคลองว่างเปล่ากับใบบัวที่ลอยพื้นผิวน้ำ ไม่มีซาก ไม่มีรอยเรือ ไม่มีเสียงใด ไม่มีบ้าน ไม่มีใครพูดถึงศักดิ์ดา หรือบ้านหลังนั้นอีกต่อมา
แต่ในฝันคืนถัดมา กรมักสะดุ้งตื่นกลางดึกได้ยินเสียงเรียกชื่ออยู่ในหมอก …เขาไม่กล้าขานรับอีกแล้ว