เสียงคืนเดือนดับ
เสียงลมพัดกรูเข้ามาในช่องหน้าต่างไม้ของรถบัสเก่า ริน-รินรดา สาววัยสามสิบ ตาแดงคล้ำ มือที่แห้งกร้านจับสมุดบันทึกแน่น ลมหายใจเธอกระชั้นทุกครั้งที่รถสะเทือนตามหลุมบ่อบนถนนสายเปลี่ยว สายตากวาดผ่านผู้โดยสารอีกสี่คน น้อย-ลุงแก่เงียบขรึมกับปากที่ขมุบขมิบภาวนา, อาร์ม–ชายหนุ่มในเสื้อกันลมเก่า ใบหน้าหลบตา, แป้งกับแพร–หญิงสาววัยยี่สิบเศษที่นั่งติดกัน พูดถึงละครแต่เสียงแผ่วจนนึกว่ากระซิบ รินมองผ่านคนขับซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจากมิ่ง–ชายสูงวัยที่มีไฝกลางหน้าผากกับรอยยิ้มแปลกประหลาดเหมือนจำอะไรบางอย่างไม่ได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มันจะถึงไหมคะ?” แป้งถามเบา ๆ พลางชำเลืองออกนอกกระจกราวกับไม่แน่ใจว่ามีโลกข้างนอกจริง ๆ แพรบีบไหล่เพื่อนมั่น ใบหน้าซีดจาง
“ถึงแน่ แต่คืนนี้…อย่าออกไปข้างนอก” มิ่งพูดโดยไม่เหลียวกลับ รินขมวดคิ้วน้ำเสียงชายแก่นั้นเหมือนห้ามปรามมากกว่าสนับสนุน
รถบัสจอดสนิทหน้าเรือนพักไม้สองชั้น รกด้วยเถาวัลย์เลื้อยเต็มสะพานไม้ที่แตกแล้ว รินตาโตขึ้นจังหวะที่เสียงเหมือนใครกระซิบอยู่หลังหู “รีบเข้าไป ข้างนอกหนาว” เธอสะบัดหัว รู้ว่าตนมักคิดมาก รินคว้าเป้ลงรถ เดินตามกลุ่มเข้าประตู
ฟังจากในหมู่บ้าน เธอถูกส่งมาสืบคดีเด็กสาวชื่อดาวที่หายตัวไปในบ้านหลังนี้เมื่อปีกลาย ไม่มีใครพูด คำตอบนิ่งราวกับถูกปิดผนึก
อากาศเย็นจัด กลิ่นอับเปียกโชยมาจากพื้นไม้ รินหยุดฟังเสียงฝีเท้าทุกคนขึ้นบันได เสียงไม้ลั่นเครือ ๆ ก้องซ้ำ ๆ เหมือนมีมากกว่าห้าคนขึ้นพร้อมกัน รินเหลียวมอง ไม่พบใครนอกจากกลุ่มของตนเองและแสงไฟริบหรี่บนโถงบันได
บนชั้นสอง ห้องพักแต่ละห้องแยกห่างไม่เท่ากัน มิ่งชี้ทาง “ห้องนี้ของคุณริน ห้องนู้นของเด็ก ๆ ห้องสุดท้าย…อย่าเปิดนะ” ทุกคนเงียบ ไม่มีใครตั้งคำถาม รินสบตาอาร์มที่มองพื้น สองมือกำแน่น
รินเปิดประตูห้อง เสียงขูดเบา ๆ ดังติดพื้น เธอหยุด มองซ้ายขวา ก่อนบิดลูกบิดเข้าไป กลิ่นสนิมกับฝุ่นกระทบจมูก เตียงไม้ว่างเปล่า เคาน์เตอร์ไม้แกะสลักมีป้าย “ยินดีต้อนรับ” สีจางจาง เสียงฝีเท้าล่องลอยแผ่วเบาผ่านห้องราวกับคนเดินอยู่ชั้นล่าง ทั้งที่ทุกคนขึ้นมาแล้ว
รินหย่อนกายลงที่เตียง คว้าสมุดบันทึก ตั้งใจจะจดบรรยากาศทุกอย่าง แต่เมื่อปลายปากกาสัมผัสหน้ากระดาษ เสียง