เสียงถากลที่เงียบงัน
ฝุ่นหนาครึ้มบนบานหน้าต่างไม้ผุแห่งบ้านร้างกลางทุ่งนาหลงเหลือเป็นเพียงร่องรอยที่บอกว่าเคยมีใครสักคนอยู่ที่นั่น เมย์จอดรถกระบะเก่าไว้ริมทางเดินสายแคบที่หญ้าขึ้นระเกะระกะ ก้มหน้ามองถุงสัมภาระในมือด้วยใจสั่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ลมเย็นวูบมาอย่างผิดฤดูกาล เสียงกบร้องแข่งกับความเงียบในอากาศบ่ายคล้อย ป้อม เพื่อนเก่าสมัยมัธยมออกเสียงแผ่วว่า “แน่ใจเหรอวะว่าอยากกลับมา?”
“มันคือบ้านฉัน…” เมย์พูดแผ่ว ๆ ไม่สบตาป้อม เธอกำประตูรั้วไม้จนแทบแตก หัวใจเต้นโครมครามขณะเดินตามทางกรวดสู่ชานบ้าน
อาร์ม เหลือบมองบ้านสองชั้นทรุดโทรม ถามเบื่อ ๆ “จะเอาไง เดี๋ยwanนี้เลย? ฟ้าเย็นเร็ว เดี๋ยวจะเดินยาก”
ไม้กระดานยวบไหวน้อย ๆ ใต้ฝ่าเท้าขณะแต่ละคนก้าวขึ้นชาน ยายผ่องที่ตามมาโบกมือ “อย่าลืมหรี่ไฟตะเกียงนะลูก บ้านนี้ไฟไม่ติดสิบปีแล้ว”
เมย์ยิ้มนิด ๆ ขณะรับตะเกียงจากยายผ่อง หัวใจหวนคิดถึงเจ้าของบ้านคนเก่า—แม่ที่จากไปอย่างเงียบงัน และน้องชายที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“เมย์…ตกลงสิบปีก่อน เกิดอะไรขึ้นกันแน่” ฝ่ายหนึ่งในกลุ่มเอ่ยถามขึ้นมายามทุกคนนั่งล้อมวงในห้องโถง ห้องนั้นยังเต็มไปด้วยข้าวของเดิมคล้ายเวลาถูกหยุดไว้ตรงนั้น
เมย์นิ่งงันไปนาน ก่อนจะถอนหายใจแรง “ฉันไม่จำ…มันเหมือนฝัน ทุกอย่างพร่าเบลอ” เธอไม่กล้าสบสายตา รู้สึกว่าทุกคนรอบตัวกำลังเงียบผิดปกติ
เสี้ยววินาทีต่อมา เสียงถากลเบา ๆ ดังแทรกมาจากใต้ถุนบ้าน ทุกคนหยุดคุยทันที เพ่งฟังเงียบจนใจเต้นเม็ม เหงื่อซึมริมขมับ
อาร์มหัวเราะกลบเกลื่อน “เสียงหนูมั้ง ปล่อยไป อย่าไปคิดมาก” แต่แววตาเองก็กลืนกลืนไม่ลง
ยัดสัมภาระลงตรงมุมห้อง เมย์พยายามสำรวจบ้าน พลางหยิบรูปเก่า ๆ ขึ้นมาดู มีภาพครอบครัวสี่คน…แต่เธอกลับจำหน้าใครไม่ได้ชัดเมื่อมองนาน ๆ
เสียงถากลกลองเดิมดังอีกครั้ง คราวนี้เหมือนถูกขูดจากผนัง เด็กผู้หญิงในกลุ่มชื่อบี๋ขนลุก “มีใครอยู่ข้างล่างไหม?” เงียบ ไม่มีเสียงตอบ
แดดสีส้มด่างเปื้อนผนังบ้าน เมย์ชวนยายผ่องไปเตรียมน้ำร้อนในครัว พยายามถาม “ยายคิดว่าน้องชายเมย์ไปไหน”
“ไม่มีใครไปไหนได้จากที่นี่หรอกเมย์” ยายว่าแผ่ว รอยยิ้มในแววตาบางอย่างเก็บซ่อนไว้ในความเงียบ
อาร์มหงุดหงิด เดินออกไปกดโทรศัพท์เล่นที่หน้าบ้าน เสียงลมหายใจถูกขโมยไปเมื่อชายหนุ่มเห็นเงาคนบาง ๆ วูบผ่านหน้าต่างชั้นบน เขาขมวดคิ้ว กระจกฝ้ามัว พลางเหลียวหากลุ่มเพื่อน
คืนนั้น พวกเขานอนบนฟูกเก่า มีเสียงขยับไหวเบา ๆ บนฝ้า ผสมกับเสียงถากลราวกับมีคนกำลังทำอะไรใต้พื้นบ้าน ทุกคนต่างพยายามกลั้นใจนอน
กลางดึก เมย์สะดุ้งตื่นเพราะเสียงใครกระซิบข้างหู—เสียงเด็กผู้ชายแผ่ออกมาเบาบาง “กลับบ้าน…กลับมาอยู่ด้วยกัน…” ขนลุกซู่ เธอลุกขึ้นนั่ง เงามืด ๆ วูบไหวที่มุมตา
เมย์เดินฝ่าความมืดลงไปยังใต้ถุน คิ้วขมวดแน่น เธอส่องตะเกียงหา เมื่อแสงเจาะทะลุความมืด เห็นเพียงรอยถากลวงเป็นเส้นบนขาเสาของบ้าน
ป้อมกับบี๋เดินลงตามมาเงียบ ๆ “แกฝันไปหรือเปล่าเมย์…” ป้อมกระซิบ เมย์ไม่กล้าตอบ มีเพียงเสียงลมหายใจแรง ๆ กับฝุ่นผงในอากาศ
บี๋เหลียวไปที่มุมเสา “เหมือนมีชื่อถูกขูดไว้…” พวกเขาเพ่งดู เห็นเป็นชื่อ “ต้น” น้องชายของเมย์ เขียนวนซ้อน ๆ หลายรอบจนไม้บุ๋มลึก
เวลาผ่านไป พวกเขาเริ่มพบของเล็ก ๆ น้อย ๆ เปลี่ยนที่ ทุกเช้า ถ้วยชามเหมือนถูกจัดวางใหม่ ผ้าห่มพับอย่างประณีต ทั้งที่ไม่มีใครทำ บี๋ถามยายผ่อง “ยายรู้ใช่ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้น?”
ยายผ่องถอนหายใจช้า ๆ “บางอย่าง พูดไม่ได้”
ค่อย ๆ มีรอยถากลเพิ่มขึ้นบนขาเสาทุกต้น บางค่ำคืนได้ยินเสียงขูดไม้ เสียงเด็กผู้ชายหัวเราะแบบแปลก ๆ ลอยมาตามลม
วันหนึ่งตอนบ่าย อาร์มทนไม่ไหว เดินหายไปที่ลานหลังบ้าน เสียงจอบขุดกระทบดินดังมาจากมุมสวน พวกเมย์ไปตาม เธอมองเห็นอาร์มยืนชะงักตรงดินฝังหม้อเก่า ๆ
“อะไรอยู่ในนั้น…” บี๋อึ้ง เงียบยาว ก่อนอาร์มหยิบหม้อออกมา พบเพียงสติกเกอร์รูปครอบครัวฉีกขาดกับจดหมายสั้น ๆ เขียนว่า “ขอโทษที่ลืม”
บรรยากาศอึดอัด สมองของเมย์เริ่มเจ็บปวด ภาพจาง ๆ ของเด็กชายร้องไห้ ตะโกนขอโทษผุดซ้อนในหัว
คืนนั้น เสียงเด็กหัวเราะใกล้เข้ามา เงาเดินผ่านประตูห้องโถง เสียงขูดไม้ดังเด่น บี๋ปิดตาแน่น ป้อมแอบกัดฟัน ทุกคนหวาดผวาแต่ไม่อาจลุกหนี
หลังเงียบไปพักใหญ่ ประตูห้องโถงเปิดเองช้า ๆ ลมเย็นวูบเข้ามาชนใจแต่ละคน เมย์ตัดสินใจลุกขึ้นเผชิญหน้ากับสิ่งนั้น
ที่ปลายโถง ม่านสีซีดปลิว เปิดทางให้เห็นเด็กชายร่างผอม ใบหน้าเลือนราง ยืนอยู่ใต้แสงจันทร์ เสียงกระซิบ “กลับมาอยู่ด้วยกัน” ดังขึ้นอีกครั้ง
แต่แทนที่เมย์จะวิ่งหนี เธอกลั้นใจเดินเข้าหา มองตรงไปยังเด็กชาย ก่อนเธอจะพูดว่า “ขอโทษ…พี่ลืมต้นจริง ๆ”
เด็กชายเงียบ เสียงถากลหายไปเหลือเพียงเสียงลมงึมงำ พื้นบ้านหยุดสั่น เวลาผ่านไปช้า ๆ ก่อนภาพเด็กจะค่อย ๆ เลือนจาง เหลือเพียงเงาและขื่อบ้านที่ไร้รอยถากล
รุ่งเช้า ทุกสิ่งในบ้านดูปกติ ไม่มีร่องรอยใด ๆ เหมือนที่ผ่านมา บี๋มองหน้าเมย์ “เราฝันไปหรือเปล่า” ต่างคนต่างนิ่ง ไม่มีใครกล้ายืนยัน
เมย์เอื้อมมือแตะขาเสาบ้าน—ไร้รอยถากล เหลือเพียงสัมผัสเย็น ๆ กับเงาสะท้อนใบหน้าตนเอง หัวใจเธอตึงเครียดเหมือนมองไม่เห็นอะไรที่ปลายสายตา
ก่อนออกจากบ้าน เมย์เหลียวหลังกลับ เสียงถากลแผ่วเบาจากใต้ถุนดังข้างหู พร้อมเสียงสะอื้นของเด็กน้อยที่ยืนอยู่กลางแสงจ้า ทว่าไม่มีใครหันไปมอง ไม่มีใครเอื้อมถึงความทรงจำที่พร่าเลือนนั้นได้อีกต่อไป…