เสียงในห้องเงา
อากาศเย็นชื้นในเช้าวันแรกของเดือนตุลาคมลอยปะทะใบหน้าของนิศา เธอก้าวลงจากรถตู้โดยสารพร้อมกระเป๋าเป้ใบเดียว มองตึกหอพักหญิงเก่าแก่อายุร้อยปีที่ตั้งตระหง่านกลางมหาวิทยาลัยซึ่งล้อมรอบด้วยป่ารกชัฏ เสียงใบไม้แห้งสีกันเบา ๆ กับลมเย็น คล้ายเสียงกระซิบที่ไม่มีใครอยากฟัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!นิศาเดินไปยังเคาน์เตอร์เล็กหน้าหอพัก พี่เดือน แม่บ้านอาวุโสยิ้มต้อนรับแต่สายตายังคงจับจ้องอะไรบางอย่างบนพื้น “มาฝึกงานใช่ไหมน้องนิศา? ยินดีต้อนรับนะ หอเราสงบดี อยู่แล้วจะชินเอง” นิศาเพียงยิ้มตอบอย่างเก้อเขิน
เมื่อเธอได้รับกุญแจห้องพัก พี่เดือนเอ่ยเบา ๆ ขณะส่งกุญแจในมือ “คืนนี้อย่าเดินออกจากห้องหลังเที่ยงคืนล่ะนะ มัน…อาจจะหนาว” แล้วจ้องมองนิศาอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเดินจากไป
นิศาเดินขึ้นบันไดไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดจนถึงห้อง 309 ประตูไม้เก่าคร่ำครึถูกผลักเปิด กลิ่นอับชื้นและฝุ่นจับเต็มทุกมุมห้อง ผ้าม่านซีดสีปลิดปลิวแผ่วเบา เธอวางกระเป๋า เห็นรอยขูดขีดที่พื้นใกล้เตียง สะดุดใจก่อนเดินไปเช็ดฝุ่นตรงโต๊ะเขียนหนังสือ
เสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินผ่านหน้าห้อง นิศาเงี่ยหูฟัง คิดว่าเป็นเพื่อนร่วมหอ เธอออกไปทักทาย พบกับ “อร” เพื่อนนักศึกษาฝึกงานอีกคน อรทักทายด้วยน้ำเสียงสดใสแต่สายตาหลบเลี่ยง “อยู่ห้องข้าง ๆ นะ ถ้ามีอะไรเรียกได้เลย…แต่…ตอนเย็น ๆ อย่าเพิ่งไปชั้นใต้ดินนะ พี่เดือนสั่งไว้”
เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้น นิศารับสายแม่ แม่ถามถึงความเป็นอยู่ เธอเลือกไม่เล่าถึงความอึดอัดใจและบรรยากาศอึมครึมของที่นี่
คืนนั้นฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องกลบเสียงอื่นเกือบหมด นิศาจัดของจนดึก เธอเหลือบมองนาฬิกา 23:57 น. ขณะที่กำลังจะเข้านอน เสียงดัง “ติ๊ก…ติ๊ก…ติ๊ก” เหมือนใครลากอะไรบางอย่างบนพื้นไม้จากห้องข้าง ๆ ดังขึ้น เธอขยับตัวฟัง เสียงหยุดทันทีที่เธอลุกขึ้นยืน
นิศาเปิดประตูออกไปเดินสำรวจทางเดินที่มืดสนิท ไฟฟ้าทางเดินเปิดไม่ติด เธอเห็นเงาวูบหนึ่งไกล ๆ ลงบันไดไปหายลับทางด้านหลังหอพัก อรเปิดประตูออกมามองด้วยสีหน้ากังวล “ได้ยินเสียงเหมือนกันเหรอ? บางทีมันอาจเป็นหนูนะ อย่าไปสนใจเลย”
เช้าวันถัดมา นิศาตื่นแต่เช้าเพื่อรับแขกเข้าพักใหม่ ๆ เธอทำหน้าที่ช่วยพี่เดือนและอรต่อเนื่อง ระหว่างเดินสำรวจหอพัก เธอสังเกตเห็นประตูเหล็กหน้าห้องเก็บของใต้ดินปิดแน่นแต่มีรอยขีดข่วนใหม่ ๆ และรอยเลือดจาง ๆ ติดอยู่ เธอถามพี่เดือน แต่พี่เดือนแค่ถอนหายใจ “อย่าไปยุ่งกับของเก่า มันมีอดีตของมัน”
อรแอบถามนิศา “เคยได้ยินไหมว่าที่นี่เคยมีเด็กสาวหายตัวไปหลายสิบปีก่อน? ไม่มีใครเคยเจอศพ…คนเก่าบอกว่ากลับมาคืนไหนก็มีเสียงแปลก ๆ จากชั้นใต้ดินตลอด” นิศาฟังแล้วรู้สึกเย็นวาบแต่ยังฝืนหัวเราะ “จะใช่ผีจริงเหรอ?” อรส่ายหน้า “ไม่รู้สิ…แต่แม่บ้านเก่า ๆ หลายคนลาออกเพราะเรื่องนี้แหละ”
คืนนั้นหลังเที่ยงคืน เสียง “ติ๊ก…ติ๊ก…ติ๊ก” ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ยาวนานและชัดเจนเหมือนลากบางอย่างเป็นจังหวะจากใต้พื้นห้อง นิศาตัดสินใจเก็บเสียงด้วยมือถือ เธอก้มลงแนบหูกับพื้นไม้ ความเย็นไหลขึ้นปลายเท้า เสียงกระซิบเบา ๆ ดังแทรกมา “ออกไป…ออกไป…” เธอผงะถอยหลัง
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสามครั้งถี่ ๆ เธอเปิดเจออรหน้าซีดเผือด “นอนด้วยกันคืนนี้ได้ไหม? อยู่คนเดียวกลัว…มันเหมือนเสียงมันเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ” นิศารับอรเข้าห้อง ทั้งสองนอนฟังเสียงลากกับเสียงกระซิบที่วนเวียนอยู่ทั้งคืน
วันต่อมา มีนักศึกษาสาวชื่อแพรย้ายมาอยู่ใหม่ แพรดูร่าเริงแต่แววตาซ่อนร่องรอยความล้า เธอเล่าว่าต้องย้ายหอเพราะโดนตามรังควานที่เก่า พี่เดือนไม่ค่อยพูดกับแพร กลับมองด้วยสายตาแปลก ๆ
คืนนั้น มีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินวนแถวหน้าห้อง 309 และ 310 เสียงหยุดที่หน้าห้องแพรแล้วเงียบหายไป เมื่อเช้าตรู่ นิศาพบแพรนั่งหน้าซีดที่หน้าห้อง “เมื่อคืนเหมือนมีใครมาเคาะหน้าต่าง เดินวนไปวนมา ไม่กล้าออกไปดู…แล้ว…มีเสียงผู้หญิงกระซิบเรียกชื่อแพรเบา ๆ บอกให้ลงไปชั้นล่าง”
นิศาเริ่มรู้สึกว่าทุกคนในหอพักต่างหวาดกลัวบางสิ่ง พี่เดือนเริ่มพูดน้อยลง อรไม่กล้าเดินคนเดียวตอนกลางคืน แพรเอาแต่เก็บตัว เธอเองก็เริ่มฝันร้ายซ้ำ ๆ แม้ยังไม่เห็นผี แต่ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกเฝ้ามองไม่หายไป
นิศาพยายามค้นหาประวัติหอพักจากเอกสารเก่าในห้องสมุดมหาวิทยาลัย เธอพบข่าวใบเล็ก ๆ เมื่อ 40 ปีก่อน เด็กหญิงชื่อ “มุก” อายุ 16 ปี หายตัวในคืนฝนตก ไม่มีร่องรอย พบเพียงรองเท้าขาด ๆ กับเสื้อคลุมไม่มีเจ้าของในห้องเก็บของใต้ดิน
นิศานำเรื่องนี้ไปเล่าให้อรกับแพรฟัง อรส่ายหน้า “แม่บ้านคนเก่าเคยบอกว่าถ้าเดินเจอเสื้อคลุมในห้องเก็บของ อย่าหยิบขึ้นมาเด็ดขาด…ไม่งั้นจะถูกตามไปอยู่ด้วย” แพรตัวสั่น “เมื่อคืนแพรฝันเห็นเด็กใส่เสื้อคลุมดำ เหมือนเขายืนอยู่ข้างเตียงแพร นิ่ง ๆ ไม่พูดอะไรเลย…”
หลังจากคืนนั้น แพรเริ่มมีพฤติกรรมแปลก ๆ นั่งเหม่อ มักหายไปนาน ๆ แล้วกลับมาด้วยใบหน้าเลื่อนลอย วันหนึ่งอรเห็นแพรเดินลงไปชั้นใต้ดินกลางดึกแล้วหายไป อรพยายามเรียกแต่แพรไม่ตอบ ตื่นเช้ามาแพรยังไม่กลับห้อง ทุกคนช่วยกันตามหาแต่ไม่พบร่องรอย มีเพียงรอยเท้าเปียก ๆ ลากเข้าไปถึงประตูห้องเก็บของที่ล็อกแน่น
นิศารู้สึกผิด เธอคิดว่าอาจเป็นเพราะเธอค้นเรื่องอดีตขึ้นมา พี่เดือนเริ่มปิดตัวมากขึ้น ไม่ยอมให้เข้าใกล้ชั้นใต้ดินเด็ดขาด ทุกคืนเสียง “ติ๊ก…ติ๊ก…ติ๊ก” ดังยาวนานขึ้น เหมือนมีบางอย่างพยายามไต่ขึ้นมาจากใต้พื้นห้อง
นิศากับอรตัดสินใจบันทึกเสียงตลอดคืน หวังจะจับหลักว่ามันเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ในเสียงที่บันทึกไว้ กลับได้ยินเสียงกระซิบที่ไม่มีใครพูด “เขาต้องการใครสักคน…ต้องการให้เปิดประตู…ต้องการออกมา…”
อรเริ่มมีอาการนอนไม่หลับ เหมือนเห็นเงาคนผ่านกระจกทุกคืน นิศาต้องปลอบใจอรแต่เธอเองก็หวาดกลัวไม่แพ้กัน ยิ่งนานวันคนในหอพักเริ่มอพยพออกไปทีละห้อง เหลือเพียงนิศา อร และพี่เดือน
คืนหนึ่งในขณะที่ฝนตกหนัก ไฟฟ้าดับทั้งหอ นิศาได้ยินเสียงกรีดร้องของอรดังขึ้นจากชั้นล่าง เธอถือไฟฉายวิ่งลงไปพบอรนั่งตัวสั่นอยู่หน้าประตูห้องเก็บของ อรเล่าเสียงสั่น “เมื่อกี้…เห็นเด็กสาวในเสื้อคลุมดำ เค้าเดินผ่านฉันเข้าไปข้างใน…แล้วหายไป…”
นิศาตัดสินใจจะเข้าไปในห้องเก็บของเพื่อไขปริศนา เธอเดินไปขอรหัสกุญแจจากพี่เดือน แต่พี่เดือนไม่ยอมให้ “ห้ามเข้าไปเด็ดขาด! มันเป็นเรื่องของอดีตที่ควรฝังไว้ ปล่อยให้มันจบตรงนี้!” นิศาเถียงกลับ “แต่เพื่อนเรา…หายไป! ถ้าไม่หาคำตอบ เราจะอยู่กันอย่างหวาดกลัวแบบนี้อีกนานแค่ไหน?”
หลังจากการโต้เถียง พี่เดือนถอนใจหนัก ๆ ก่อนยอมยื่นกุญแจให้ “ถ้าจะไป…ก็ไปพร้อมกัน ฉันเองก็เหนื่อยจะหนีอดีตแล้ว” สามคนเดินลงบันไดท่ามกลางความเงียบชวนอึดอัด ประตูห้องเก็บของเย็นเยียบ นิศาไขกุญแจกลัวมือสั่น ประตูเปิดออกกลิ่นอับโชยมาปะทะจมูก
ภายในห้องเก็บของมืดสนิท มีเพียงแสงไฟฉายสาดส่องไปเจอกองกล่องไม้เก่าและเสื้อคลุมสีดำตัวหนึ่งวางบนโต๊ะ นิศาเดินเข้าไปใกล้อย่างลังเล พลันเสียงกระซิบแว่วขึ้น “ช่วยฉันที…หนาว…มืด…” อรร้องไห้สะอึกสะอื้น พี่เดือนยืนนิ่ง น้ำตาคลอ
นิศาจับเสื้อคลุมขึ้นมา ใต้นั้นมีสมุดบันทึกปกเก่าขาด ๆ เมื่อเปิดอ่าน พบว่าข้างในมีจดหมายของเด็กหญิงชื่อมุก เขียนด้วยลายมือสั่น ๆ เล่าถึงการถูกขังและเสียงร้องขอให้ใครสักคนช่วยปลดปล่อยจากความมืด
ขณะที่กำลังอ่าน เสียงกรีดร้องแหลมคมดังมาจากมุมห้อง เงาสีดำรูปร่างเด็กหญิงปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด เธอเดินเข้าหานิศาอย่างเชื่องช้า ดวงตาว่างเปล่า น้ำตาไหลอาบแก้ม
นิศายืนขาสั่นไม่กล้าขยับ อรหลบอยู่ข้างหลังพี่เดือน เงาเด็กสาวพูดเบา ๆ “หนูถูกขังอยู่ที่นี่นานเหลือเกิน…อยากออกไป…ได้โปรด…” นิศาลังเล แต่ในที่สุดตัดสินใจวางเสื้อคลุมและสมุดบันทึกลงกับพื้น “ขอโทษนะ…ฉันไม่รู้ว่าทำไงให้เธอเป็นอิสระ…แต่เราจะไม่ลืมเธออีกแล้ว”
แสงไฟกะพริบในห้อง เงาเด็กสาวค่อย ๆ จางหายไป น้ำตาในดวงตาเปื้อนรอยยิ้มเศร้า เสียงในห้องกลับเงียบงัน
เช้าวันรุ่งขึ้น นิศาตื่นขึ้นมากับความเงียบสงบในหอพัก ไม่มีเสียงลาก ไม่มีเสียงกระซิบ อรกลับมาร่าเริงขึ้นเล็กน้อย พี่เดือนยิ้มเศร้า ๆ ก่อนบอกกับนิศา “ขอบคุณที่กล้าเผชิญหน้ากับอดีต หอพักนี้คงมีความสงบได้เสียที”
แต่ในคืนสุดท้ายก่อนนิศาจะกลับบ้าน เธอได้ยินเสียงกระซิบแว่วจากห้องเก็บของอีกครั้ง “ขอบใจ…ที่ไม่ลืมฉัน” นิศานั่งนิ่งในความมืด หัวใจเต้นแรง ความเงียบระหว่างเธอกับอดีตยังคงอยู่…และอาจไม่มีวันจางหายไป