เสียงกล่อมในห้องพักเก่า
สายฝนโปรยปรายลงบนหลังคาสังกะสีเก่าของหอพักหญิง “ศรีวรรณา” เสียงหยดน้ำกระทบกับโลหะเก่า ๆ ดังแผ่วเบาเป็นจังหวะเหงา ๆ ที่คล้ายเสียงร้องครวญครางในยามค่ำคืน ใกล้เที่ยงคืนแล้ว ทัศนีย์เดินลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปในอาคารสองชั้นที่มีผนังสีขาวซีดกร่อน ถัดจากประตูไม้บานใหญ่ เธอมองขึ้นไปยังป้ายชื่อหอพักที่ตัวอักษรบางตัวหล่นหายไป เหลือเพียง ‘ศ-รว–นา’
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นี่ยังจะเช่าหอแบบนี้จริงเหรอทัศ?” เสียงของขวัญเอ่ยขึ้นข้างหลัง เธอยืนกางร่มสองชั้น มือข้างหนึ่งจับแขนของเพื่อนแน่น ขวัญเป็นเพื่อนสนิทที่ร่วมสมัครอยู่ห้องเดียวกัน ด้วยค่าเช่าถูกและใกล้มหาวิทยาลัยมากทั้งสองจึงตัดสินใจเลือกที่นี่ แม้จะมีเสียงเล่าลือถึงอาถรรพ์ของหอเก่านี้ไม่ขาดสาย
ทัศนีย์ถอนหายใจ “ก็ไม่มีเงินไปอยู่หอใหม่แล้วนี่ ขวัญ…เราอยู่กันแค่เทอมเดียว เดี๋ยวก็ย้าย” เธอยิ้มจาง ๆ เหมือนจะปลอบใจตัวเองมากกว่าแล้วดึงขวัญเข้าไปข้างใน
ประตูหอพักส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อเปิดออก กลิ่นอับเก่าโรยตัวเข้าปะทะทันที แสงไฟหลอดนีออนข้างในส่องสลัว ภายในล็อบบี้มีหญิงวัยกลางคนหน้าตาเคร่งขรึมซึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ทึบ เธอเงยหน้ามองสองสาวด้วยแววตาเรียบเฉยแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว “มาช้าไปหน่อยนะ ห้อง 204 อยู่ชั้นสอง…อย่าเดินเสียงดังตอนดึก”
“ค่ะ…” ทั้งสองตอบพร้อมกัน ทัศนีย์ไม่กล้าสบตาผู้ดูแลหอพัก เธอรู้สึกเหมือนสายตานั้นจ้องลึกเข้าไปในจิตใจอย่างไร้ความรู้สึก ขวัญขยับเข้าไปใกล้เพื่อนมากขึ้นขณะลากกระเป๋าขึ้นบันไดไม้ที่มีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดคล้ายจะหักได้ทุกเมื่อ
เมื่อเปิดประตูเข้าห้อง 204 กลิ่นเก่าและความเย็นชื้นตีเข้าหน้าอย่างรุนแรง ทัศนีย์ลูบแขนตัวเอง หัวใจเต้นแรงกับความรู้สึกแปลกประหลาดที่แผ่ซ่าน การตกแต่งในห้องเรียบง่าย มีเตียงสองชั้น โต๊ะไม้เก่า ๆ และหน้าต่างบานเล็กที่มองออกไปเห็นเพียงต้นหญ้ารกร้างใต้แสงไฟสีส้ม
“มีใครอีกสองคนจะมาอยู่กับเราด้วยใช่ไหม?” ขวัญถามพลางสำรวจห้อง ทัศนีย์พยักหน้า “ใช่ พรุ่งนี้เขาถึงจะย้ายเข้ามา”
คืนนั้น ทัศนีย์นอนไม่หลับ เธอพลิกตัวไปมาและฟังเสียงฝนที่ยังคงตกต่อเนื่อง รอบข้างเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง สายลมเย็นจากหน้าต่างแทรกเข้ามา ยามเธอกำลังจะเคลิ้มหลับ เสียงบางอย่างแว่วมาอย่างแผ่วเบา…เป็นเสียงฮัมเพลงกล่อมเด็ก ทว่าช่างวังเวงและเหงาเศร้า เธอขยับตัวฟังอย่างตั้งใจ หูแนบหมอน เสียงนั้นยังดังอยู่…แต่เมื่อเธอลุกขึ้นไปดูที่หน้าต่าง ทุกอย่างกลับเงียบสนิทอีกครั้ง
รุ่งเช้า บรรยากาศในห้องครัวรวมของหอพักเต็มไปด้วยกลิ่นอาหารสำเร็จรูป นักศึกษาหญิงหลายคนจับกลุ่มกินข้าวและคุยกันเบา ๆ ทัศนีย์และขวัญนั่งอยู่ที่มุมหนึ่ง ขวัญก้มหน้ากินข้าวต้ม ไม่พูดอะไร
“เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ มั้ย?” ทัศนีย์ถามเบา ๆ
ขวัญส่ายหน้า “เราเหนื่อย หลับสนิท ไม่ได้ยินอะไรเลย”
“เหมือนมีคนฮัมเพลงข้างห้อง…” ทัศนีย์พูดเสียงแผ่ว แต่ขวัญกลับทำหน้าฉงน “ห้องเรากับห้องข้าง ๆ น่ะ…มันติดกันแต่ผนังหนานะ เสียงขนาดนั้นไม่น่าจะได้ยิน”
ก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อ ก็มีนักศึกษาหญิงสองคนเดินเข้ามา หนึ่งในนั้นคือมินตรา สาวผมสั้นบุคลิกมั่นใจ อีกคนคือแป้ง สาวร่างเล็กขี้อาย พวกเธอทักทายอย่างเกรงใจแต่ไม่คุ้นเคยนัก
“สวัสดี เราชื่อมินตรา นี่แป้ง เพิ่งย้ายมา อยู่ห้องเดียวกันนะ” มินตรายิ้มกว้าง ทัศนีย์พยักหน้าต้อนรับ ความอึดอัดในห้องแผ่ซ่านออกมาแบบไม่อาจบรรยายได้
หลังจากเก็บของเรียบร้อย มินตราเป็นคนเดียวที่กล้าเปิดหน้าต่างออกกว้าง ๆ “ห้องนี้แม่งอึดอัดชะมัด เหมือนหายใจไม่ออก” เธอบ่น ขวัญยิ้มแหย ๆ ก่อนจะขอตัวไปล้างหน้าที่ห้องน้ำรวม
ในขณะที่ทั้งสามคนอยู่ในห้อง ทัศนีย์เริ่มสังเกตเห็นรอยขีดเขียนบางอย่างที่ซ่อนอยู่ตรงกรอบหน้าต่าง เป็นลายมือเด็ก เขียนด้วยดินสอว่า “อย่าหลับตอนเสียงกล่อมดัง” เธอชี้ให้มินตรากับแป้งดู แต่ทั้งสองคนทำหน้าไม่เชื่อ “ใครแกล้งเขียนไว้ล่ะมั้ง” มินตราว่า ทัศนีย์ขมวดคิ้วอย่างไม่สบายใจ
คืนนั้น หลังจากทุกคนเข้านอน เสียงฮัมเพลงกล่อมเด็กก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนมากขึ้น แป้งที่ปกติขี้กลัวสะดุ้งลุกขึ้นนั่ง “ใครเปิดเพลงอะไรตอนนี้เนี่ย?”
มินตราขมวดคิ้ว “ไม่มีใครเปิดหรอก ห้องข้าง ๆ ก็ปิดไฟหมดแล้ว” เธอลุกไปดูที่ประตู ทัศนีย์กับขวัญตามไปติด ๆ
ในโถงทางเดิน มืดมิดและเงียบสงัด ไม่มีแม้เงาใคร เสียงเพลงกล่อมเด็กยังคงดังแว่วจากทางปลายโถง ทุกคนยืนลังเลจะตามไปดีหรือไม่
“หรือมันดังมาจากข้างล่าง?” แป้งเสนอเบา ๆ แต่ไม่มีใครตอบ ทัศนีย์กัดปากแน่น ความกลัวซึมลึกเข้ามาทีละน้อย
คืนต่อมา สถานการณ์เริ่มตึงเครียดยิ่งขึ้น เสียงกล่อมเด็กดังขึ้นทุกคืนและยาวนานขึ้นเรื่อย ๆ ขวัญเริ่มปิดหูตัวเองด้วยหมอน มินตราทำทีไม่สนใจแต่เห็นได้ชัดว่าเธอเริ่มกระวนกระวาย แป้งกลายเป็นคนเก็บตัว ไม่กล้าลุกจากเตียงเลยหลังจากฟ้ามืด
ทัศนีย์เริ่มสังเกตเห็นแป้งแอบจ้องมองเธอเวลายามค่ำคืน สองตาซ่อนความหวาดระแวงและอะไรบางอย่างที่พูดไม่ออก คืนหนึ่ง แป้งกระซิบกับทัศนีย์ “เราเคยฝันถึงที่นี่ ทั้งที่ไม่เคยมา…แล้วเพลงนั้น…มันคุ้นมาก เหมือนได้ยินตั้งแต่เด็ก”
ทัศนีย์ขมวดคิ้ว “ฝันว่าอะไร?”
แป้งนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะส่ายหน้า “จำไม่ได้…แต่รู้สึกกลัวมาก”
วันต่อมา ในห้องเรียน ทัศนีย์นั่งใจลอยอยู่ริมหน้าต่าง เธอเห็นเงาแปลก ๆ ในความฝันเมื่อคืน เป็นเงาคนผู้หญิงยืนอยู่ปลายเตียง จ้องหน้าเธอด้วยแววตาเศร้าและโกรธเกรี้ยวในเวลาเดียวกัน
หลังเลิกเรียน เธอกลับมาห้องพร้อมกับขวัญ ทั้งคู่พบมินตรานั่งเหม่ออยู่ที่โต๊ะ มือข้างหนึ่งถือกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่ขีดเขียนด้วยดินสอแน่นขนัด “ใครเอานี่มาไว้ในลิ้นชักฉัน?” ขวัญถามเสียงสั่น
ทัศนีย์รับกระดาษมาดู เห็นเป็นกลอนกล่อมเด็กที่คุ้นหู “หลับเถิดหนา…แม่จะกล่อม…อย่าร้องไห้…” เธอขนลุกซู่ทันที
คืนนั้นเอง ทัศนีย์ฝันร้ายอีกครั้ง เสียงกล่อมเด็กล่องลอยเข้ามา เงาผู้หญิงผมยาวนั่งอยู่ปลายเตียง ร้องไห้เบา ๆ ทัศนีย์พยายามส่งเสียงเรียกแต่พูดไม่ออก เธอเห็นแป้งยืนอยู่ที่มุมห้อง จ้องมองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า
รุ่งเช้า ทัศนีย์ตื่นมาพบหน้าต่างเปิดแง้ม ทั้งที่ก่อนนอนแน่ใจว่าได้ปิดไว้แล้ว ลมเย็นพัดเข้ามา เธอเห็นเศษผมยาวสีดำขดอยู่ที่ขอบหน้าต่าง
เหตุการณ์แปลกประหลาดทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน เสียงกล่อมไม่เคยขาดช่วง มันเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้และกระซิบกระซาบ ทัศนีย์เริ่มเห็นเงาคนเดินผ่านทางเดินยามดึก มินตราเริ่มนอนละเมอพูดกับใครบางคนที่ไม่มีตัวตน ขวัญกลายเป็นคนหวาดระแวงจนไม่กล้าลงจากเตียงแม้แต่กลางวัน
มีคืนหนึ่ง แป้งสะดุ้งตื่นกลางดึก น้ำตานองหน้า เธอกระซิบเบา ๆ “เขาจะมาเอาคืน…ใครบางคนในนี้ต้องชดใช้…”
ทัศนีย์ถามกลับ “ใคร? ใครต้องชดใช้?”
แป้งปิดปากตัวเองแน่น ไม่พูดอะไรอีกเลยจนเช้า
วันต่อมา ทัศนีย์ตัดสินใจไปค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหอพัก เธอไปหาห้องสมุดและสอบถามอาจารย์เก่าแก่ คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า “ศรีวรรณา เคยเกิดเหตุการณ์เด็กนักเรียนหญิงฆ่าตัวตายเมื่อยี่สิบปีก่อน…ว่ากันว่าเธอถูกใครบางคนรังแก…แล้วก็มีเด็กหายไปไม่กี่เดือนหลังจากนั้น”
ทัศนีย์กลับมาหอพักพร้อมกับข้อมูลใหม่ เธอเล่าให้เพื่อนฟังในห้องด้วยน้ำเสียงตึงเครียด “เด็กคนนั้นชื่อ ‘วรรณา’…เธอเป็นคนร้องเพลงกล่อมเด็กในงานรับน้อง แล้วก็หายไปอย่างลึกลับ…”
ขวัญหน้าซีด “แต่วรรณา…มันชื่อเดียวกับหอนี่”
“ใช่ แต่ข้อมูลมันขาด ๆ หาย ๆ เหมือนมีบางอย่างถูกลบไป” มินตราเสริม
คืนนั้น เสียงกล่อมเด็กดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าเดิม เสียงร้องไห้แทรกเข้ามาเป็นระยะ เงาดำของเด็กหญิงเดินผ่านปลายเตียง ทัศนีย์กลั้นใจลุกขึ้นไปดูที่ประตู เธอเห็นเงาผู้หญิงในชุดนักเรียนมัธยมเดินผ่านโถงทางเดิน เงานั้นหยุดนิ่งที่หน้าห้อง 204 แล้วหายวับไปกับความมืด
หลังจากคืนนั้น ทัศนีย์กับเพื่อน ๆ เริ่มทะเลาะกันด้วยความเครียด ขวัญกล่าวหาว่าแป้งเป็นต้นเหตุของสิ่งผิดปกติ เพราะแป้งดูจะรู้มากกว่าที่บอกเสมอ มินตราระแวงขวัญเพราะขวัญเริ่มพูดจาแปลก ๆ ทุกคนในห้องเริ่มไม่ไว้ใจกันเอง
มินตราตัดสินใจแอบสืบข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ดูแลหอพัก แต่ผู้ดูแลกลับพูดเสียงเย็นชา “บางเรื่อง ไม่ควรรู้…หอหลังนี้เก็บความลับไว้เพื่อความอยู่รอดของคนข้างใน”
คืนหนึ่ง ขวัญสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะได้ยินเสียงเด็กหัวเราะเบา ๆ ข้างเตียง เธอหันไปมอง เห็นเงาเล็ก ๆ วิ่งผ่านปลายเตียงไปหามุมห้อง ก่อนจะหายไปกับความมืด
วันถัดมา แป้งลุกขึ้นมานั่งบนเตียงด้วยท่าทีแปลกประหลาด นัยน์ตาแข็งกร้าว เธอพูดเบา ๆ ว่า “มีบางอย่างต้องให้จบ…ต้องมีคนยอมรับผิดเสียที”
มินตราเสียงแข็ง “หมายความว่าไง? ใครต้องรับผิด?”
แป้งหัวเราะในลำคอ “ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนโกหก…และไม่มีใครรอดไปได้”
คืนต่อมา เสียงกล่อมเด็กเปลี่ยนเป็นเสียงร่ำไห้ปนกรีดร้อง ทัศนีย์รู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ เธอตื่นขึ้นมากลางดึก พบว่าทุกคนในห้องกำลังนั่งล้อมวงรอบเตียงของเธอ แต่ไม่มีใครพูดอะไรเลย ท่ามกลางความเงียบงัน เหงื่อเย็นซึมทั่วตัว
รุ่งเช้า ผู้ดูแลหอพักแจ้งว่านักศึกษาบางคนขอย้ายออกกะทันหัน ทัศนีย์เองก็เริ่มคิดจะย้ายออก แต่ขวัญกลับอ้อนวอน “อย่าทิ้งเรานะทัศ ถ้าเราออกไปคนเดียว…เราจะไม่รอด”
ทัศนีย์ลังเล แต่สุดท้ายยอมอยู่ต่อเพราะรู้สึกผิดบางอย่างที่ฝังใจ เธอเริ่มถามตัวเองว่าทำไมถึงจำอดีตบางช่วงไม่ได้
ในที่สุด ทัศนีย์พบสมุดบันทึกเก่าในลิ้นชักใต้เตียง ข้างในเต็มไปด้วยลายมือของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง จดบันทึกถึงความเหงาและความกลัว เธออ่านไปจนถึงหน้าสุดท้ายที่เขียนไว้ว่า “ถ้าหลับตอนเสียงกล่อมดัง…แม่จะมาเอาตัวไป”
คืนนั้น ทัศนีย์ตัดสินใจเผชิญหน้ากับเสียงกล่อม เธอลุกขึ้นนั่งกลางห้อง ปล่อยให้เสียงนั้นไหลผ่านเข้ามาในใจ ทันใดนั้น ประตูเปิดออกช้า ๆ เงาผู้หญิงผมยาวเดินเข้ามา ทัศนีย์มองสบตาเงานั้น เสียงร้องไห้หยุดลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจช้า ๆ
“เธอจำได้หรือยัง?” เสียงแผ่วเอ่ยขึ้น ทัศนีย์รู้สึกเหมือนภาพอดีตพรั่งพรูเข้ามา — เด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่งรุมรังแกเด็กคนหนึ่งด้วยกลอนกล่อมเด็ก บังคับให้นอนในห้องคนเดียวจนเด็กคนนั้นหายไป
ทัศนีย์น้ำตาไหลพราก “ขอโทษ…ฉันลืมไปแล้ว…”
“ไม่มีใครลืมหรอก…ทุกคนแค่เลือกที่จะจำไม่ได้” เงานั้นเอื้อมมือมาสัมผัสไหล่ของทัศนีย์
ทันใดนั้น มินตรา ขวัญ และแป้งก็ปรากฏตัวในห้อง ทั้งสามคนร้องไห้สะอึกสะอื้น เสียงกล่อมเด็กกลายเป็นเสียงกรีดร้อง ทัศนีย์ตะโกน “หยุด! เราจะรับผิด…เราขอโทษ!”
เงานั้นค่อย ๆ เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความรู้สึกผิดอันหนักหน่วง
เช้าวันต่อมา ทัศนีย์ตื่นขึ้นมาในห้องว่างเปล่า ไม่มีใครเหลืออยู่เลย นอกจากเสียงกล่อมเด็กแว่วมาไกล ๆ เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนโบกมือให้ใต้ต้นหญ้ารกร้าง ความทรงจำที่ถูกลืมหายเริ่มกลับมาเป็นชิ้น ๆ ทัศนีย์น้ำตาไหล เธอรู้แล้วว่าบางบาป…ไม่มีวันได้รับการอภัย
ตั้งแต่วันนั้นมา ห้อง 204 ก็ว่างเปล่า ไม่มีใครกล้าอยู่ต่อ เสียงกล่อมเด็กยังคงดังทุกคืน และไม่มีใครในหอพักหญิงศรีวรรณากล้าออกไปเดินในโถงยามค่ำอีกเลย