เสียงในห้องว่าง
ลมหายใจของค่ำคืนเดือนเมษายนแทรกซึมเข้ามาในหอพักเก่าหลังหนึ่งกลางกรุงเทพฯ ไฟถนนด้านนอกส่องผ่านกระจกสีหม่นบนบานหน้าต่างห้องโถงร้าง พิณเดินนำหน้าเพื่อนสามคน—เจน, เม้ง, แพรว—ก้าวเท้าด้วยความลังเล ทุกการเคลื่อนไหวขยับเงาบนผนังเก่า ๆ ให้สั่นไหว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มึงแน่ใจจริงเหรอวะ จะเข้ามาหานิกในนี้?” เจนถามเสียงเงียบ แววตาไม่ไว้ใจตึกสูงรกร้างยามดึก
พิณถอนหายใจ “มันไม่ตอบไลน์เราเลยนะ ตั้งแต่เมื่อคืน โทรไปก็ไม่รับ ต้องมีอะไรแน่”
เม้งขยับแว่นมองขึ้นไปบนบันได “ถ้าเกิดนิกไม่อยู่นี่ล่ะ? หรือมันออกไปแล้ว?”
“กูก็ไม่รู้! แต่ของมันยังอยู่นี่—โน้ตบุ๊ก รองเท้า กระเป๋าเสื้อผ้า” แพรวกระซิบ พลางกอดแขนแน่น
พวกเขาเดินผ่านล็อบบี้ที่ปกคลุมด้วยฝุ่นหนา ประตูห้องพักแต่ละบานปิดสนิท เงียบจนได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้นเป็นจังหวะ
บนชั้นสาม ห้อง 307 ประตูแง้มไว้เล็กน้อย ภายในห้องว่างเปล่า—ไม่มีนิก มีเพียงโต๊ะอ่านหนังสือ สมุดขาดแหว่ง ถุงขนมเก่า ๆ และพัดลมชำรุด
“นิก?!” พิณตะโกน—ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงลมพัดวูบหนึ่งใต้ประตูห้องน้ำ
เจนเดินไปสะกิดประตูห้องน้ำ เปิดช้า ๆ ภายในไม่มีใคร มีแต่เงาของตัวเองฉายทาบกับกระจกฝ้า ความว่างสุดสายตาทำให้ทุกคนอึดอัด
“หรือมันแค่หนีไปเที่ยว?” เม้งพึมพำ พยายามยิ้มแต่รอยยิ้มดูฝืน
แพรวมองไปยังตู้เสื้อผ้า “โทรศัพท์มันอยู่ในลิ้นชักด้วย ยังไงมันก็ต้องกลับมา…”
พิณเดินไปหยิบโทรศัพท์ของนิกขึ้นมา ปิดเสียงแต่หน้าจอสว่างขึ้นทันที มีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านขึ้นต้นว่า “ช่วยด้วย…”
ทั้งสี่คนจ้องหน้ากัน เจนขยับถอยหลัง เงียบกริบ เสียงลมหายใจของแต่ละคนหนักแน่นขึ้น
เสียงบางอย่างดังแว่วออกมาจากทางเดินนอกห้อง คล้ายเสียงฝีเท้าเบา ๆ พิณหยุดหายใจทันที
“เมื่อกี้ได้ยินเสียงไหม?” แพรวเอ่ยเสียงเบา
เจนขมวดคิ้ว “ฟังเหมือนมีใครเดินข้างนอก…”
เม้งกลืนน้ำลาย “เปล่า—ไม่มีอะไรหรอก กำลังเครียดกันไปเอง”
พิณกระซิบ “ลองเดินดูรอบ ๆ ชั้นนี้ล่ะกัน เผื่อนิกแค่ไปเข้าห้องอื่น…”
พวกเขาเดินตามกันไปตามทางเดินยาว ห้องแต่ละห้องปิดเงียบ มีเพียงห้อง 311 ที่ประตูแง้มไว้นิดเดียว
เจนผลักประตูเบา ๆ กลิ่นอับเก่า ๆ พุ่งใส่หน้า ภายในไม่มีใครแต่ได้ยินเสียงแปลก ๆ คล้ายเสียงกระซิบแผ่ว ๆ จากมุมห้อง
“ใครอยู่นั่น?” เม้งถาม เสียงแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
ไม่มีคำตอบ เงาของประตูขยับเหมือนมีใครซ่อนอยู่
แพรวดึงแขนเจน “กลับเถอะ—มันเริ่มแปลกแล้ว กูไม่โอเค”
พิณกัดริมฝีปาก ลังเล “แต่ถ้าเรากลับไปตอนนี้…ถ้านิกยังอยู่ในนี้ล่ะ?”
เจนเงียบไปอึดใจ “กูว่าคืนนี้นั่งรอที่ห้องมันก่อน ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่เจอค่อยแจ้งตำรวจ”
พวกเขากลับไปที่ห้อง 307 อีกครั้ง นั่งล้อมวงบนพื้น เสียงนาฬิกาเดินช้า ๆ ความเงียบเริ่มแทรกซึมเข้าในใจ
“เมื่อก่อนที่นี่เคยมีใครอยู่เยอะไหม?” เม้งถามเจนเสียงเบา
เจนพยักหน้า “เคยมีข่าวนักศึกษาหายไปคนนึง แต่ไม่มีใครกล้าพูดต่อ…เหมือนว่าทุกคนจะลืมกันหมด”
แพรวเบิกตาโพลง “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนิกไหม?”
“ไม่รู้…” เจนตอบเสียงขาดห้วง “บางทีอาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้”
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นจากผนังด้านหลัง ทุกคนหยุดหายใจ พลันได้ยินเสียงขูดเบา ๆ ลากยาวไปตามกำแพง
“ใครทำเสียง! หยุดเดี๋ยวนี้!” เม้งตะโกนลั่น แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
พิณลุกพรวด “เดี๋ยว…ที่ประตูมีอะไรเปล่า?”
เงาดำเลือนรางฉายผ่านช่องประตูแง้ม ทุกคนจ้องนิ่งจนก้อนน้ำแข็งเกาะติดสันหลัง
เสียงหายไปในทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบกับหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
คืนนั้นยาวนานกว่าที่ใครควรจะรู้สึกได้
เจนลุกออกไปหน้าห้อง เงียบหายไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาด้วยสีหน้าซีดเซียว
“หน้าห้องเหมือนมีใครเขียนอะไรบนพื้น…” เจนกระซิบ
ทุกคนเดินตามไปดู ใต้แสงจากมือถือเห็นอักษรขูดบนพื้นเป็นคำว่า “ออกไป” ซ้ำ ๆ หลายสิบครั้ง
แพรวน้ำตาคลอ “ใครมันจะมาเล่นอะไรแบบนี้…”
เม้งยืนนิ่ง มือสั่น “นี่มันไม่ตลกแล้วนะ กูว่ามันไม่ใช่คน!”
พิณตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ของนิกขึ้นมาอีกครั้ง เปิดดูข้อความล่าสุด สั้น ๆ ว่า “เสียง…ในห้องว่าง…ได้ยินไหม?”
เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้นแต่ฟังไม่ออกว่าเป็นภาษาอะไร
แพรวกระชับแขนตัวเอง “เสียงบ้าบอนี่ดังมาตั้งแต่เมื่อวาน กูบอกแล้วว่าไม่ควรเข้ามา…”
เจนเม้มปาก “แต่ตอนนั้นนิกก็บอกว่าได้ยินเสียงพวกนี้เหมือนกัน…”
จู่ ๆ ไฟในห้องดับวูบ ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดสนิท ได้ยินเพียงเสียงหายใจและหัวใจเต้นแรงของทุกคน
พิณเอื้อมมือหาไฟฉาย กระพริบไฟผ่านห้อง ปรากฏว่าเงาบางอย่างคล้ายคนยืนอยู่ตรงมุมห้องข้างตู้เสื้อผ้า
“ใครวะ!” เม้งกระชากเสียง
เมื่อไฟฉายเลื่อนไปใกล้ เงานั้นก็หายไป เหลือเพียงตู้เสื้อผ้าว่างเปล่า
เจนหายใจแรง “อยู่นี่ไม่ได้แล้ว…คืนนี้ต้องออกไปก่อน!”
แพรวรีบเก็บของ “แต่ของนิกยังอยู่นะ เราจะทิ้งมันไว้ได้ยังไง…”
พิณลังเล ก่อนพยักหน้า “แต่ถ้าอยู่ต่อ พวกเรานี่แหละจะเป็นรายต่อไป…”
ทั้งสี่คนวิ่งลงไปยังล็อบบี้ แต่ประตูทางออกกลับล็อกสนิท ไม่มีใครเปิดได้
เม้งตะโกน “มีใครอยู่ข้างนอกไหม! ช่วยด้วย!”
เสียงสะท้อนกลับมาแต่ไม่มีใครตอบ
แพรวทรุดลงร้องไห้ พิณพยายามโทรศัพท์อีกครั้งแต่ไม่มีสัญญาณ
เจนกระซิบ “ต้องขึ้นไปบนดาดฟ้า อาจมีทางออกอีกทาง…”
พวกเขาขึ้นบันไดทีละขั้น แต่ละก้าวเหมือนถูกกดทับด้วยแรงที่มองไม่เห็น
เมื่อขึ้นถึงดาดฟ้า พบว่ามีเพียงประตูเหล็กเก่า ๆ ปิดลงกลอนแน่นหนา
เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังรอบตัว ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนทุกคนต้องหยุดเดิน
แพรวมองรอบตัว “เสียงมันเยอะขึ้น…เหมือนมีคนอยู่เต็มไปหมดทั้งตึก”
เจนเม้มปากแน่น “ถ้าออกไม่ได้ ต้องหาว่าเกิดอะไรที่นี่ถึงจะรอด…”
พิณนั่งลง หอบหายใจ “เมื่อก่อน นิกเคยบอกว่าห้อง 311 มีคนตาย…แต่ไม่มีใครเชื่อ”
“แต่เราก็เข้าไปแล้ว ไม่เห็นมีอะไร…” เม้งค้าน
เจนส่ายหน้า “หรือว่า…มันไม่ใช่ผีแบบที่เราคิด?”
เสียงเคาะจังหวะดังขึ้นจากพื้นดาดฟ้า ทุกคนหันขวับไปมอง เห็นรอยขูดเป็นรูปมือบนพื้นคอนกรีต
แพรวตัวสั่น “มันต้องการอะไรจากเรา…”
เม้งหายใจถี่ “หรือมันแค่เหงา อยากให้ใครอยู่ด้วย?”
พิณพึมพำ “แล้วถ้าเราอยู่ด้วย…เราจะออกไปได้ไหม?”
จู่ ๆ ประตูดาดฟ้าสั่นโครมครามเหมือนมีใครผลักจากด้านใน ทุกคนรีบถอยห่าง เจนหยิบมือถือขึ้นมาส่องไฟ เห็นเงาคนทาบอยู่หลังประตู…แต่ไม่มีเสียงเท้า ไม่มีเงาที่ควรจะเป็น
เสียงกระซิบเริ่มดังพร้อมกันหลายสิบเสียง ทะลักเข้าหูจนทุกคนต้องปิดหูแน่น
แพรวร้องไห้ “อย่าทำอะไรเราเลย ขอร้อง!”
เสียงจางหายพร้อมความเงียบวาบหนึ่ง
เมื่อทุกคนลืมตาขึ้นอีกครั้ง พบว่าสีของท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นเทาเข้ม ทั้งตึกเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงลม
เจนเดินนำลงมาอย่างหมดแรง “เราต้องกลับไปที่ห้อง 311 อีกรอบ อะไรบางอย่างรอเราอยู่ที่นั่น”
พิณลังเล “ถ้ามันคือสิ่งที่ทำให้นิกหายไปล่ะ?”
“ถ้าเราไม่ไปตอนนี้ พวกเราก็ไม่มีทางออกเหมือนกัน” เม้งเสียงเคร่ง
ทั้งสี่คนเดินกลับไปยังห้อง 311 เงียบงันตลอดทาง ห้องนี้มืดสนิทเหมือนถูกกลืนโดยเงา
ในห้องมีโต๊ะเก่า ๆ กับกระดาษขาววางซ้อนกันหลายแผ่น มีข้อความเขียนด้วยลายมือหวาดกลัว “ได้ยินไหม?” ซ้ำ ๆ กันทุกแผ่น
เจนอ่านออกเสียง มือสั่น “ทำไม…ต้องถามแบบนี้?”
เม้งสำรวจห้องเห็นแผ่นหลังกระจกมีรอยนิ้วมือเต็มไปหมด
แพรวมองไปยังมุมห้อง “หรือว่านิก…ยังอยู่ที่นี่?”
จู่ ๆ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นข้างหลัง ทุกคนหันขวับ ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
พิณเดินไปที่กระจก จ้องลึกลงไป เห็นเงาผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังแม้ในห้องจะไม่มีใครเลย
เจนแข็งค้าง “มึง…ดูในกระจก!”
เงานั้นขยับช้า ๆ ทอดยาวเข้ามาใกล้
เสียงกระซิบกระหึ่ม “เห็นไหม? ได้ยินไหม?”
แพรวกรีดร้อง พวกเขาวิ่งออกจากห้อง 311 ประตูปิดดังสนั่นข้างหลัง
เม้งหอบหายใจ “มันจะตามมาหาเราหรือเปล่า?”
เจนส่ายหน้า “ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ เราต้องหาคำตอบให้ได้”
พวกเขากลับไปที่ห้อง 307 ค้นจนพบสมุดบันทึกเล่มเก่าของนิก ในหน้าสุดท้ายมีข้อความ “เสียงในห้องว่าง—มันไม่เคยหยุด”
เจนอ่านข้อความจบ รู้สึกเหมือนหูอื้อ เสียงกระซิบดังปะปนในหัว “อยู่ด้วยกัน…ตรงนี้…”
แพรวร้องไห้ “พวกเราต้องออกไปจากที่นี่!”
พิณมองไปที่หน้าต่าง “หรือเราต้องทำอะไรสักอย่างให้มันหยุด…”
เม้งนั่งลงกับพื้น “ถ้าเราเงียบ…ถ้าเราไม่ตอบสนอง เสียงจะหายไปไหม?”
ทุกคนพยายามนั่งเงียบ ท่ามกลางความมืดและความว่างในห้อง เสียงกระซิบนั้นกลับดังกว่าเดิม
เงาในห้องขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายกับจะกลืนทุกสิ่งที่เคยมี
เจนทนไม่ไหว “หยุด! พอแล้ว! พวกเราจะออกไปจากที่นี่!”
เสียงเงียบลงทันที ประตูห้องแง้มออกเองราวกับเชิญชวนให้พวกเขาเดินออกไป
แต่เมื่อออกจากห้อง เสียงฝีเท้าปริศนากลับดังตามหลังมาเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงบันได เสียงนั้นไม่เคยหายไป
แพรวเริ่มพูดกับใครบางคนที่ไม่มีตัวตน “ได้ยินแล้ว…หยุดเถอะ ขอร้อง…”
เม้งสั่นเทา “กูว่าถ้าเราอยู่ต่อ…เราจะกลายเป็นเสียงในห้องว่างเหมือนกัน”
เจนกัดฟัน “เราต้องออกไปจากที่นี่จริง ๆ”
เมื่อทั้งสี่คนเดินไปถึงทางออก ประตูล็อกแน่นเหมือนเดิม แต่รอบตัวกลับไม่มีเสียงเลย ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจของตัวเอง
พิณเริ่มตระหนัก “นิก…อาจไม่เคยจากที่นี่ไป…”
จู่ ๆ เสียงกระซิบสุดท้ายของนิกดังขึ้นในหัวทุกคน “อยู่ด้วยกัน…ในความว่างนี้…”
ภาพของหอพักเก่าเงียบสงัด เงาของทั้งสี่คนค่อย ๆ จางหายไปทีละคน…จนเหลือเพียงความว่างเปล่าและเสียงกระซิบในความเงียบที่ไม่มีวันจบสิ้น