เสียงของเงา
สายลมกรรโชกพัดผ่านยอดไม้สูงในเวลาย่ำค่ำ หอพักหลังเก่าทรุดโทรมอยู่ท่ามกลางป่ารกร้าง เงาของมันทอดยาวราวกับสิ่งมีชีวิตที่นอนขวางทางอยู่บนผืนดิน กลุ่มนักศึกษาสี่คน—ยุทธ, มิ้ง, ตูน, และโอม—ต่างยืนลังเลอยู่หน้าประตูเหล็กสนิม คราบฝุ่นและกลิ่นอับโชยตีขึ้นจมูกอย่างแรง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มันต้องเข้าไปจริงๆ เหรอวะ” ตูนกระซิบเสียงแหบ มือจับสายสะพายเป้แน่น
“เรามาที่นี่เพื่อหาคำตอบว่าทำไมถึงมีคนหายตัวไป ไม่ใช่เหรอ” โอมตอบเบาๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความวิตก
ยุทธเดินนำหน้าลูบผนังเย็นเฉียบ “ถ้าเปลี่ยนใจตอนนี้ก็สายแล้วล่ะ” เขากระซิบ ท่ามกลางความเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงลมหายใจและเสียงใบไม้ไหว
ประตูเหล็กส่งเสียงครางหนักหน่วงเมื่อถูกผลักเปิด กลิ่นราและฝุ่นโบราณตีขึ้นจนทุกคนย่นจมูก ภายในหอพักมืดสลัว ผนังเปื้อนรอยขีดเขียนประหลาด ราวกับใครบางคนพยายามสื่อสารสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ
กลุ่มเดินเข้าไปช้าๆ ด้วยไฟฉายในมือ มิ้งเป็นคนสุดท้าย เธอหันหลังมองประตูอย่างลังเลก่อนก้าวตามเข้าไป ประตูปิดเองอย่างช้าๆ จนเกิดเสียงดัง “ปัง!” ทุกคนสะดุ้ง
“อย่าทำแบบนี้อีกนะ” มิ้งพูดเสียงสั่น ตูนหัวเราะกลบเกลื่อน แต่แววตาไม่เห็นขำ
ยุทธหยิบสมุดจดขึ้นมาบันทึกเสียงฝีเท้าของพวกเขาและเสียงรอบข้าง “ถ้ามีอะไรผิดปกติ เราจะมีหลักฐาน” เขาเอ่ยขึ้น
โอมเดินสำรวจทางเดินแคบๆ ช่องไฟฉายส่องไปโดนกระจกแตกปริศนา เงาสะท้อนจากกระจกบิดเบี้ยวเหมือนกำลังขยับเองได้
“ทำไมที่นี่เงียบจัง ไม่มีแม้แต่เสียงนก” ตูนพูดพลางหันซ้ายขวา
“เมื่อก่อนที่นี่เป็นหอพักหญิงนะ มีเรื่องเล่าว่ามีคนผูกคอตายในห้องน้ำ” โอมเอ่ยเบาๆ
“เล่าทำไมวะ?” มิ้งทำเสียงดุ “อย่าเริ่มเลย ขอร้อง”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดินด้านหลัง ทุกคนหยุดนิ่ง หันไปมอง เห็นเพียงเงาวูบไหวผ่านผนัง
“นั่นใคร?” ยุทธถามเสียงแผ่ว ไม่มีใครตอบ มีเพียงเสียงหัวใจเต้นแรงที่พวกเขาต่างได้ยินจากกันและกัน
กลุ่มเดินต่อไปจนถึงโถงกลาง ห้องโถงมีรูปถ่ายเก่าๆ แขวนไว้เต็มผนัง ภาพส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวในชุดนักศึกษา ทุกคนในภาพยิ้มแต่อย่างประหลาด ดวงตาของพวกเธอดูเหมือนมองตามผู้มาเยือนทุกก้าว
มิ้งเดินไปหยุดที่ภาพหนึ่ง “คนนี้หน้าคุ้นๆ เหมือนนักศึกษาที่หายไปเมื่อสองปีก่อน”
“ใช่…ใช่เลย เห็นในข่าว” ตูนตอบ
โอมเดินสำรวจอีกมุมหนึ่ง พบสมุดบันทึกเก่า เขาเปิดออกดู เจอแต่ลายมือยึกยือ อ่านแทบไม่ออก มีเพียงคำว่า ‘ได้ยินแล้ว’ ซ้ำ ๆ กันจนเต็มหน้า
ยุทธหยิบเครื่องบันทึกเสียงขึ้นเปิดฟังทันที เงียบ…แต่ท่ามกลางความเงียบนั้น กลับมีเสียงกระซิบแผ่วเบาเหมือนลมหายใจผ่าน “ได้ยินแล้ว…” ทุกคนหันมามองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าพูดอะไร
เสียงฝีเท้าอีกครั้ง คราวนี้เร็วกว่าเดิม มันวนอยู่รอบๆ พวกเขาเหมือนกับกำลังถูกรายล้อม แต่เมื่อส่องไฟฉายกลับไม่ปรากฏใคร
“เราควรออกไปได้แล้ว” มิ้งกล่าวเสียงแข็ง
“แต่เรายังไม่เจออะไรเลย” ยุทธตอบ ดวงตาเต็มไปด้วยความดื้อดึง
เสียงดัง ‘แกรก’ จากประตูด้านใน พวกเขาหันไปเห็นประตูห้องน้ำเปิดแง้มช้า ๆ เหมือนถูกดึงจากข้างใน
ตูนเดินนำไปส่องดูเอง เขาไม่พูดอะไร เดินเข้าไปแล้วหายไปในความมืด
“ตูน!” โอมเรียก แต่ไร้เสียงตอบ มีเพียงความเงียบและกลิ่นอับที่หนักหน่วงขึ้น
ยุทธ มิ้ง และโอมวิ่งตามเข้าไปในห้องน้ำ พบเพียงอ่างล้างหน้าสกปรก กระจกแตกร้าว และประตูห้องน้ำที่ปิดสนิททุกบาน
“ตูน…อยู่มั้ย?” มิ้งถามเสียงสั่น ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงน้ำหยดทีละหยดในความเงียบงัน
ยุทธค่อยๆ เปิดประตูห้องน้ำทีละบาน บานแรกว่างเปล่า บานที่สองมีแต่ฝุ่นและเศษเสื้อผ้าเก่า บานที่สาม…ตูนยืนหันหลังให้ มือกุมหูแน่น
“เฮ้ย! มึงเป็นไร?” โอมถามเสียงสูง
ตูนหันกลับมา ดวงตาเบิกโพลง หน้าเขาซีด มือยังจับหู “เสียง…เสียงมันเต็มหัวไปหมด!” เขาพูดพลางทรุดลงนั่ง
มิ้งรีบจับไหล่ตูน “เสียงอะไร?”
เขาส่ายหัว “เหมือน…กระซิบ…เหมือนมีคนมากระซิบอยู่ข้างหู…เต็มไปหมด”
ยุทธหยิบเครื่องบันทึกขึ้นมาอีกรอบ “เจออะไรในนี้หรือเปล่า?”
ตูนเอาแต่ส่ายหน้า มิ้งเริ่มร้องไห้เบาๆ โอมลูบหลังเธอ “เรายังไม่ต้องกลัวนะ”
เสียงฝีเท้าในห้องน้ำเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักและใกล้เข้ามา ไฟฉายของโอมกะพริบวูบแล้วดับลงทันที ทุกอย่างตกอยู่ในความมืด
มิ้งร้องลั่น “ไฟฉาย! ไฟฉาย!” ยุทธรีบควักไฟฉายสำรองออกมา ส่องไปทั่วห้องน้ำแต่ไม่มีใครนอกจากพวกเขาสี่คน
เสียงกระซิบยังคงดังในความเงียบ “ได้ยินแล้ว…” มันแผ่วจนแทบไม่แน่ใจว่ามาจากไหน หรือเป็นเสียงในหัวของพวกเขาเอง
“ออกไปจากที่นี่กันเถอะ!” มิ้งร้องไห้สะอื้น
ทั้งกลุ่มรีบออกจากห้องน้ำ เดินกลับไปยังโถงกลาง แต่ประตูทางออกตอนนี้กลับปิดสนิท เหมือนไม่เคยเปิดมาก่อน
“เมื่อกี้ประตูมันเปิดอยู่…” โอมพึมพำ
ยุทธทุบประตูสุดแรง แต่ประตูไม่ขยับ เสียงฝีเท้ากลางหอพักเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนเดินวนไปมาอยู่รอบตัวพวกเขา
“เราต้องหาทางออกจากตรงนี้” ยุทธพูดเสียงเข้ม เขาส่องไฟฉายไปที่ทางเดินอีกทางหนึ่ง เจอประตูบานเล็กที่เหมือนจะนำไปห้องใต้หลังคา
“ไปทางนั้น!” ตูนเร่ง
ทั้งกลุ่มเดินฝีเท้าเร่งรีบ มือสั่นระริก พอเปิดประตูขึ้นบันไดแคบๆ สู่ห้องใต้หลังคา เงาในมุมห้องขยับไหวเหมือนมีชีวิต เงาเหล่านั้นเคลื่อนไปมา เสียงกระซิบดังหนักขึ้นทุกขณะ
โอมสะดุดบางอย่างล้มลง มือสัมผัสของแข็งเย็นเฉียบ เป็นกล่องไม้เก่าแก่ ภายในมีรูปถ่ายเก่าๆ สมุดบันทึก และสายสิญจน์ขาดรุ่ย
ยุทธหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา เปิดดูเจอเพียงประโยคเดิมๆ ‘อย่าเชื่อเสียง อย่าเดินตามเงา’ เขาเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนๆ “ที่นี่…มีอะไรบางอย่างที่อยากให้เราฟัง อยากให้เราตามไป…”
“แต่ถ้าเราเชื่อ…เราจะหลงอยู่ในนี้ตลอดไปใช่ไหม?” มิ้งถามเสียงเบา
เสียงกระซิบยิ่งดังหนักขึ้นเหมือนตอบรับ ทุกคนต่างตะโกนปฏิเสธ เสียงประหลาดเหมือนฝีเท้าเดินวนรอบห้องใต้หลังคา ไฟฉายสั่นพร่าแสงสีเหลืองหม่นมัว
ตูนหลับตาแน่น มือปิดหู “อย่าเชื่อเสียง อย่าเดินตามเงา…” เขาท่องซ้ำๆ
ทันใดนั้นเงามืดใหญ่พุ่งผ่านไปหน้าพวกเขา เสียงร้องไห้ดังขึ้นจากทุกทิศทาง แต่เมื่อส่องไฟฉายไป กลับไม่เห็นต้นเสียงใดๆ
โอมจับมือมิ้งแน่น “เราต้องใจเย็น เราไม่ใช่เหยื่อ” เขาพูดทั้งที่เสียงสั่น
ยุทธมองกล่องไม้เก่า “บางที…ต้องคืนของพวกนี้ให้เขา”
“เขา?” มิ้งถามอย่างไม่เข้าใจ
เสียงกระซิบตอบกลับมาจากเงา “เอาคืน…”
ยุทธเปิดหน้าต่างห้องใต้หลังคา ท่ามกลางสายลมแรงและความมืดข้างนอก เขาหย่อนกล่องไม้ลงไปด้านล่าง
เสียงฝีเท้าหยุดกะทันหัน ความเงียบเข้าครอบงำ ทุกคนต่างกลั้นหายใจ
ประตูห้องใต้หลังคาเปิดช้าๆ เองอีกครั้ง เงามืดเคลื่อนไหลหายเข้าไปในความว่างเปล่า
ไฟฉายของพวกเขากลับมาส่องสว่างอีกครั้ง ประตูออกจากหอพักเปิดอยู่ตรงหน้า
ทั้งกลุ่มรีบวิ่งลงจากห้องใต้หลังคา สู่ประตูทางออกโดยไม่หันหลังกลับ เสียงกระซิบแผ่วเบาเหมือนตามส่ง “อย่าเชื่อเสียง…”
เมื่อก้าวพ้นประตูหอพัก ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบสงัด มีเพียงสายลมหอบสุดท้ายที่พัดผ่านใบไม้ ทุกคนมองหน้ากัน น้ำตาคลอเบ้าด้วยความกลัวและโล่งใจปะปน
พวกเขาไม่พูดถึงเรื่องในคืนนั้นอีกเลย แต่ในหัวของแต่ละคน ยังคงได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ในความเงียบของค่ำคืน…เหมือนสิ่งที่อยู่ในหอพักยังตามสังเกตอยู่ห่างๆ ตลอดไป