เสียงในเงามืด
เสียงฟ้าร้องคำรามดังก้องทั่วไร่ข้าวโพดยามค่ำคืน ฝนพรำบางเบาทำให้ความมืดลึกล้ำยิ่งกว่าที่ควรจะเป็น รถกระบะเก่าๆ สีดำขับช้าๆ ผ่านประตูไม้ที่ขึ้นสนิม ก่อนจะหยุดนิ่งตรงลานหน้าบ้านไม้เรือนไทยสมัยรัชกาลที่ 5 น้ำตกกระทบหลังคาจนน้ำหยดไหลเอ่อผ่านรางไม้เก่า รถดับเครื่อง ทรวิวรรณ หญิงสาววัยยี่สิบห้า คนขับรถ ล้วงมือถือขึ้นมากดดูข้อความ หลบตากับประตูบ้านที่ตั้งตระหง่านจนมองคล้ายเงาในความมืด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะเข้าไปหรือรอแม่ก่อนดี…” เธอบ่นพึมพำ เสียงขลุกขลักของฝีเท้ากระทบโคลนหลังรถกระบะ ติเพื่อนร่วมทางวัยใกล้กันก้มหน้ามองไฟฉายในมือ ตัวสูงระหง เอ่ยเบาๆ เสียงสั่น “บ้านป้าตาเนี่ย…มืดกว่าที่คิด”
“อย่าพูดมากน่า ไฟน่าจะเปิดอยู่น้ำฝนเข้าไปหรี่ตา”
“ผมไม่ได้กลัว แค่รู้สึกไม่ค่อย…ใช่ ช่างเถอะ”
ทรมหิ้วกระเป๋าเดินลุยดินเละเข้าไปก่อน ติยิงไฟฉายใส่ต้นมะขามใหญ่ครึ่งคืบประตูรั้วข้างบ้าน ด้านหลังมุงหลังคาสังกะสีท้ายบ้าน กลางลานมีโอ่งน้ำใบโตฝังอยู่สามใบ ความเงียบผิดปกติจนได้ยินแต่เสียงน้ำหยดแผ่วเบาและเสียงหายใจของตัวเอง พวกเขาเดินฝ่าฝนผ่านเฉลียงต้องไม้กระดานร้าน เจ้าของบ้านนามว่าป้าตา รออยู่ข้างประตูในความมืด สวมผ้าถุงสีหม่น จ้องออกมา แววตาช่างว่างเปล่าอย่างประหลาด หมดไฟและเศร้าจนแปลกใจ ทรทักทายเบาๆ พยายามยิ้มกลบเกลื่อน “ป้าตา หนูโทรมาบอกไว้แล้ว…”
“เข้ามาเถอะลูก มันดึกนัก” เสียงป้าที่แข็งขึงเกินเหตุ ไม่มองหน้าใคร มือนั้นสั่นเทา ไม่เหมือนหญิงชราที่คุ้นเคย ติแทบไม่กล้าเดินตามหลังเข้ามา ประตูกระดานแข็งหลังกระแทกปิดดังเปรี้ยงจนเขาสะดุ้ง
ในบ้านไฟสว่างแค่ตรงกลาง ด้านในมีแต่งานไม้และตู้เก่า รูปถ่ายขาวดำแขวนเรียงรายตามฝาผนัง เสียงฝีเท้าจากชั้นสองเหมือนมีใครเดินผ่านทั้งที่ชั้นล่างไม่มีใคร ติมองขึ้นไปสบตากับเงารางๆ ที่ปลายบันได แต่ไม่กล้าพูดถึง ทรทำกล้าเดินนำเข้าไป
“ป้า หนูขออยู่สักคืน พรุ่งนี้เช้าก็ไปตั้งบำเพ็ญกุศลคุณยาย” ทรเอ่ย ป้าตาไม่ตอบ ทำได้แค่พยักหน้าเบาๆ เหมือนไม่สนใจสิ่งรอบตัว พวกเขาเข้าไปเก็บของในห้อง กลิ่นเก่าชื้นเหมือนบ้านไม่เคยเปิดหน้าต่างมาก่อน มีผ้าขาวปูตู้บูชาโบราณไว้ ผ้าปูเปื้อนคราบน้ำซึม
“ที่นี่…ผมเคยมาเมื่อสิบปีก่อน ยังจำได้…แต่ตอนนั้น…ห้องบนนั้นเหมือนมีคนอยู่” ติพึมพำเมื่อลงมือแกะกระเป๋า ทรเงียบ จ้องหน้าต่างสีขุ่นที่ดูเหมือนใครเพิ่งเอานิ้วลากเป็นรอยฝุ่นไว้ข้างใน ทริปนี้เธอต้องมาเพราะแม่วานลูกหลานให้กลับมาเผาศพบรรพบุรุษ ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์แม่ลูกก็ไม่ได้แน่นแฟ้นอะไรนัก แต่เธอปฏิเสธไม่ได้เพราะคำพูดที่ฝังในใจ “ถ้าไม่มาก็เหมือนไม่ใช่คน”
“ติ ถ้านายเห็นอะไรแปลกๆ ไม่ต้องพูด ถึงพรุ่งนี้พวกเราไปวัดแล้วก็รอด”
ติไม่ตอบ ได้แต่ถอนหายใจแล้วยิ้มฝืน ทรมองไปทางหลังตู้ เห็นประตูลับไม้สลักกลางห้องถัดไป ต้องเอามือปาดถุงผ้าเก็บของเกะกะจนเห็นชัด ติขมวดคิ้ว
“ตอนเด็กๆ ป้าตาไม่ให้เข้า มันล็อกสนิท”
“ไม่ต้องสนหรอก เอาของเก็บเสร็จก็ขึ้นไปอาบน้ำ”
แต่สายตาทั้งคู่ยังคงจับจ้องกับบานประตูลับ แม้ไม่มีใครพูดอะไร
เสียงฝนยังคงพรำเป็นฉากหลัง ลมหายใจของความเงียบขยายตัวในบ้านที่เหมือนไม่มีผู้อยู่อาศัยมานาน พวกเขาเดินสำรวจบ้าน หยุดฟังเสียงอะไรบางอย่างจากชั้นบน—เสียงลากขาเบาๆ กับเสียงเหมือนใครกระซิบที่ไม่อาจจับถ้อยคำ
ติแกล้งหัวเราะกลบความอึดอัด “สงสัยฝนกระทบหลังคาไม้” แต่สายตามองลอดช่องบันไดขึ้นไปยังความมืดที่ไม่มีปลายทาง
คืนแรกผ่านไปพร้อมเสียงแปลกประหลาดในบ้าน นาฬิกาแกรนด์ฟาเธอร์เรือนใหญ่เดินช้า ไร้เสียงนกกาโครงที่เคยร้องจ๊อกๆ ในอดีต เงาของต้นไม้จากหน้าต่างแผ่เข้ามาในห้อง พวกเขานอนไม่หลับ จนตีสอง เสียงเหมือนใครเดินอยู่หน้าห้องพัก กระซิบชื่อของทรแผ่วๆ
“…ทร…ทรวิวรรณ…เปิดประตู…”
ทรนอนนิ่ง ติขยับตัวใกล้เธอ “ได้ยินไหม…”
เงียบงัน ราวกับเสียงหยุดเมื่อตั้งใจฟัง เงาผ่านหน้าต่างวูบหนึ่ง—เหมือนมือจางๆ ผ่านผ้าม่าน บุคคลที่บิดเบี้ยวแต่เต็มไปด้วยความเศร้า
“แม่บ้านคนเก่าหรือไง…” ทรกลืนคำ เธอลุกมาเปิดไฟแต่ไฟกะพริบจนน่ารำคาญ เธอเบือนหน้าหนีหน้าต่าง แต่ไม่กล้ามองกลับในความมืด
รุ่งเช้า อากาศยังคงเย็นชื้น เสียงป้าตาเคาะถ้วยแกงแผ่วเบา ทรลงมาตามกลิ่นแกงจืด สูดลมหายใจ ทิ้งสายตาไปทางหน้าประตูบ้าน “เมื่อคืน…ใครเดินอยู่หน้าห้องหรือเปล่า”
ป้าตาเหลือบตาเล็กน้อย “ที่นี่ไม่มีใครเดินกลางคืนหรอกลูก อย่าไปเชื่อเสียงอะไร”
“แต่…” ติจะถาม ป้าตากลับเบือนหน้าหลบเหมือนไม่อยากพูด ทรกลืนน้ำลาย “ที่บ้านเคยมีคนรับใช้หลายคนใช่ไหม หนูจำได้ตอนเด็ก…”
“อย่าถามเรื่องเก่าเลยลูก กินข้าว เสร็จแล้วก็รีบไปทำบุญ” น้ำเสียงของป้ามีความลังเลซ่อนลึก ไม่ใช่ความกลัวแต่เป็นเศร้าแปลกประหลาด
เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะ แม่ของทรโทรมาถามไถ่ขั้นตอนบำเพ็ญกุศล ทรตอบสั้นๆ สายตายังคงวนเวียนแถวประตูลับ ป้าตาเดินผ่านไปชั้นบน มือแนบกับราวบันไดขาว ปล่อยให้ทรกับติสองคนสบตากันด้วยความหวาดระแวง
ช่วงสาย ทรออกไปเก็บดอกไม้ข้างบ้าน เธอพบรอยเท้าเปียกโคลนเด็กเล็กๆ ลากยาวเข้าหลังบ้าน ทั้งๆ ที่ฝนหยุดแล้ว ร่องรอยนี้ไม่น่าจะมีใครเหยียบได้ เป็นรอยเดียวบนดินเหลือง นำไปถึงโอ่งน้ำใหญ่
เธอก้มมองโอ่ง เห็นสะท้อนใบหน้ายิ้มเศร้าของใครชั่วขณะ ก่อนหยดน้ำแตกเป็นคลื่น เธอสะดุ้งมองหาใครแต่ไร้เงา ติถือไฟฉายวิ่งมาหา
“เกิดอะไรขึ้น”
“ฉันคิดว่ามีคนแอบมองจากใต้โอ่ง”
ติลังเล ก่อนจะเอาไฟฉายส่องดูแต่ไม่พบอะไร ยายแก่ข้างบ้านเดินเข้ามาอย่างเงียบงัน สวมชุดขาวลายดอกเก่าๆ มองลงโอ่ง ทักด้วยเสียงแผ่ว “ระวังโอ่งนี้…มีใครบางคนรอวันที่จะถูกปลดปล่อย”
ติเอ่ยถาม “อะไรนะยาย” แต่เธอไม่ตอบ เดินกลับออกไปโดยไม่หันกลับมา ทรยืนงงกับประโยคพิลึก รู้สึกคอแห้งขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
กลางวันผ่านไปอย่างเฉื่อยชาในบ้านที่เงียบจนน่าขนลุก เสียงฝีเท้าผู้คนชั้นบนวนเวียนอยู่ทุกครั้งที่เปิดประตูห้องน้ำ ประตูตู้ลับขยับได้เล็กน้อยเมื่อเธอบังเอิญโดนเข้า ติเอามือลูบ “ข้างในเคยเก็บอะไรเหรอ”
“คงเก็บเครื่องบูชาโบราณ…ของต้องห้าม” ป้าตาตอบอย่างไม่สบตา เงาของหญิงสาวผมยาวคล้ายปรากฏจากบานกระจกข้างบันไดแต่หายวับไปอย่างรวดเร็ว
คืนนั้นเสียงแปลกประหลาดมากขึ้น—เสียงลูกกระดิ่งแตกร้าว เสียงร้องไห้เบาๆ กับเสียงกระซิบชื่อของเด็กชาย เด็กหญิงสลับกัน วิวรรณ…น้องน้ำ…เสียงเรียกสลับชื่อ ลูกใครไม่รู้ในบ้านเก่าเดิมนี้
ทรฝันว่าคลานไปตามบันไดไม้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่เสียงในห้องแว่วขึ้นจนเธอตื่น เงาร่างเดินวนเวียนในห้องโถง เสียงประตูกระแทกเบาๆ ปิ๊ด…ปิ๊ด…เงามืดอยู่ตรงมุมห้องแต่พอเพ่งดูอีกทีกลับว่างเปล่า ตินอนไม่หลับ เอื้อมมือมาหา “เธอรู้สึกใช่ไหมว่ามีใครจ้องอยู่ตลอด”
เธอไม่ตอบ น้ำตาซึมอย่างไม่รู้ตัว
ช่วงสายของวันที่สอง หลังงานบำเพ็ญกุศลเสร็จ ป้าตาขอให้อยู่ช่วยเก็บของ ทรรู้สึกเสียววูบแปลกๆ ขณะเดินผ่านประตูลับ ติขยับเข้าไปใกล้ “จะลองดูข้างในไหม” เขาพึมพำเหมือนปิดลับความกลัวไว้
“อย่าเถอะ…ฉันไม่อยากรู้แล้ว”
แต่ความอยากรู้อยากเห็นพลิกสถานการณ์ ทรแอบหากุญแจใต้ถาดธูปและไขประตูตู้ลับ มันเปิดออกอย่างไม่ได้ตั้งใจ กลิ่นอับแรงจนน้ำตาไหล ห้องซ่อนเล็กๆ มีโลงไม้เก่า ข้างในเก็บตุ๊กตาดินเผาแตกหัก รูปถ่ายครอบครัว ทองคำเปลวแผ่นกับเศษเสื้อผ้าเปื้อนฉุนทึบ ความลับที่ตอกลึกลงในดินและใจคน
“นี่มัน…” ติหน้าซีด เขาเห็นรูปเด็กหญิงชายในรูปเดียวกับในห้อง รับรู้ถึงน้ำหนักสายตาอีกมิติหนึ่งจ้องมองผ่านกำแพงบ้าน ข้างหลังกำแพงเจาะช่องเล็กๆ เห็นโอ่งน้ำหลังบ้านพอดี
เสียงฝีเท้าที่เร็วกว่ามนุษย์ ดังมาจากชั้นบน ประสานกับเสียงประตูลั่น ติรีบปิดประตูลับทันที ทรอุ้มรูปถ่ายออกมา เสียงของป้าตาเข้ามาพอดี “ใครเปิดของต้องห้าม!” น้ำเสียงแตกพร่า ร่างเธอยืนตัวแข็ง เงามืดยืดยาวตามพื้นเหมือนมีใครยืนอยู่ข้างๆ
“ป้า…ของในนี้…”
“อย่าเอาออกมา! ต้องอยู่ที่เดิม…ถ้าเอาออก เรื่องจะไม่จบ”
ทริบมือแน่นสั่นๆ “ที่บ้านนี้มีใครตาย…แล้วไม่มีใครบอกใช่ไหม”
ป้าตาน้ำตาไหล ส่ายหน้าช้าๆ เสียงสะอื้นหลุดมา “มีเด็กหายไป…ไม่มีใครกล้าพูด ทุกคนกลัวคำสาป ใครฟังเสียงนั้นมักจะ…”
ก่อนที่เธอจะพูดจบ ไฟในบ้านดับพรึบ เงาสนับสนุนเส้นสายบนกำแพง มืดคลืบคลาน เสียงเด็กหัวเราะปะปนกับเสียงร่ำไห้กระจายรอบบ้าน ประตูทุกบานปิดสนิทในทันที
ทรกับติงุนงง พวกเขาพยายามขยับ ประตูปิดแน่น เงาในมุมห้องดูยาวและทึบทึบมากขึ้น แต่ละเสียงกระซิบชัดเจนขึ้นทีละน้อย
“พวกคุณจะหนีไปไหนไม่ได้”
เสียงกระซิบขึ้นถี่ เงามืดแปรเปลี่ยนเป็นร่างโปร่งจางปรากฏกลางห้องโถง หญิงสาวผมยาวในชุดไทยโบราณ ท่าทางเศร้าสลับเหี้ยม “คืนความจริงให้เรา…เรารออยู่…”
ป้าตาล้มลงสะอื้น ยอมรับ “ป้า…เป็นคนช่วยแม่เธอปิดบัง ทุกคนกลัว ทุกคนเลยนิ่ง…วันนั้นเด็กๆ เล่นใกล้โอ่งแล้วลื่น ร่างตกเข้าไปไม่มีใครช่วย ทนไม่ได้…งั้นก็เลยปิดไว้ในห้องนี้ เอาผ้าขาวปิด…ไม่อยากรับ ผิดมาตลอดชีวิต…แต่เสียงไม่เคยหยุด…”
เงาของเด็กชายหญิงปรากฏข้างโอ่ง พวกเขาได้ยินแต่เสียงกระซิบเจ็บปวด “แม่…พ่อ…มองพวกเราด้วย…”
ทรร่ำไห้ ยกมือไหว้ เธอกลั้นน้ำตา “ขอโทษ…ขอโทษจริงๆ หนูไม่รู้…”
เงามืดเหล่านั้นค่อยๆ บางลง เงาของหญิงสาวโน้มกายลงกระซิบข้างหูทร “อย่าทำเหมือนไม่เห็นอีก…อย่าปฏิเสธอีก…”
ไฟในบ้านปะทุขึ้น เงาหายไป ทรกับติเปิดประตูออกมาได้ ทุกอย่างเงียบอีกครั้ง ยกเว้นเสียงโอ่งน้ำแว่วเป็นเสียงสะอื้นแผ่วเบาตลอดคืน
รุ่งเช้า ทรตัดสินใจบอกความจริงกับแม่และชาวบ้านเสียงสั่น ทุกคนรวมตัวเปิดตู้ลับ ทำพิธีอุทิศส่วนกุศลในบ้านใกล้โอ่งน้ำ เฟรมสุดท้าย ป้าตานั่งเงียบหน้ามุขบ้าน ทอดตาออกไปไร้จุดหมาย เสียงกระซิบยังคงสะท้อนในอากาศ “คืนความจริงให้เรา…”