แม่น้ำลึกแห่งรอยเงา
เสียงกบเขียดดังแข่งกับเสียงของแม่น้ำสายกว้างยามพลบ ยอดไม้ริมฝั่งโยกเบา ๆ รับลมเย็น นายเดินจ้ำออกจากบ้านเรือนชั้นเดียวทรุดโทรมห่างจากถนนใหญ่จนแทบไม่ได้ยินเสียงรถ การกลับมาที่บ้านเกิดหลังจากหายไปเกือบสิบปี ไม่ใช่สิ่งที่นายเคยคิดว่าจะทำด้วยซ้ำ แต่เหตุผลที่เขามาตอนนี้ไม่ใช่แค่แม่ล้มป่วย หากแต่บางอย่างในอดีตเรียกเขากลับมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แสงไฟวอร์มขนาดเล็กในห้องโถงติด ๆ ดับ ๆ แม่ของนายหลับไปตั้งแต่หัวค่ำ ทิ้งกลิ่นสมุนไพรกรุ่นกรายอยู่ในอากาศ นายเดินออกมาเหม่อลอยริมชาน เวลาที่นี่เหมือนหยุดนิ่ง
ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ แสงไฟริบหรี่ของอำเภอแลบผ่านหมอก นายหรี่ตา สายลมจากน้ำพัดให้กลิ่นดินเปียก แต่มันมีบางอย่างแปลกไป
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้น ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะโผล่มาจากเงามืดใต้แนวไม้ “มาเมื่อไหร่วะ” เสียงภัทร ท่าทางเกร็ง ๆ ยืนลูบท้ายทอย นายพยักหน้าให้ ช่วยดึงกระเป๋าจากไหล่เพื่อนเข้าบ้านโดยไม่พูดอะไร
ในบ้าน แสงไฟหม่น ๆ สาดเงาทะมึนลงบนผนัง ภัทรเดินวนอยู่หลายรอบ “แม่มึงยังไม่หายเหรอ” “ยัง เขาไม่ค่อยพูดอะไร” นายตอบ พลางมองไปยังห้องมืดตรงปลายโถง ภัทรนั่งลง ลูบนิ้วมือเบา ๆ แล้วหยิบมือถือขึ้นมาไถเล่นแก้เก้อ
ความอึดอัดเงียบงันปกคลุม ถึงแม้จะเป็นเพื่อนสมัยเด็ก นายก็รู้ดีว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปภายในตัวภัทร
ไม่นานเสียงรถจักรยานยนต์มาหยุดหน้าบ้าน ร่างเพรียวของหญิงสาวเดินข้ามรั้วไม้ผุเข้ามา ปาริชาติ เพื่อนหญิงในกลุ่ม ดูเหมือนทุกคนกลับบ้านด้วยเหตุผลคล้ายกัน หาที่ลงในเมืองไม่เจอ เมื่อสถานการณ์กลับตึงเครียด เธอก็ดูสั่นใจนิด ๆ ก่อนนั่งลงห่างออกมา
ประโยคทักทายจางหายไปอย่างรวดเร็ว ต่างคนต่างเงียบ ปาริชาติเป็นคนนำบทสนทนา “เคยคิดถึงวันนั้นไหม” เสียงเธอแหบพร่า นายกับภัทรสบตากัน แล้วยังไม่มีใครตอบ คำว่า “วันนั้น” หมายถึงเหตุการณ์ที่พวกเขาพบศาลเก่าแก่อยู่ริมแม่น้ำเมื่อสิบปีก่อน ที่ลือกันว่ามีเด็กหายตัวไป
นายมองลงพื้นขณะนึกถึงแววตาไร้เดียงสาของเด็กหญิงตัวเล็กในความทรงจำ บางอย่างแปลกแปร่งในอก “อย่าพูดถึงเลย” เขาสะบัดหัว พยายามลืม
ทว่า เมื่อคืนนั้นกลางดึก เสียงน้ำกระฉอกแปลก ๆ ดังมาจากแม่น้ำ ไม่เหมือนปกติ นายลุกขึ้นมาเดินไปยังหน้าต่าง พบว่ามีเงาเล็ก ๆ อยู่บริเวณศาลเก่าตรงริมตลิ่ง ใจหายวาบ กลืนน้ำลายลงคอ เงาของเด็ก…หรือแค่ภาพหลอน?
เช้าอีกวัน พวกเขามาพบกันที่เรือนริมน้ำ ฝนโปรย ต้นกล้วยริมทางพลิ้ว เอกรุ่นน้องในกลุ่มโผล่หน้ามาทีหลัง ขณะนั้นในหมู่บ้านมีข่าวเด็กหายไปอีกคน ทุกคนแสดงความตกใจ เอกรินน้ำชาครู่หนึ่งก่อนหยุด “จำเหมยได้ไหม…ลูกลายข้างศาล” นายใจเต้นแรง ร่วมพูดคุยแว่ว ๆ แต่ต่างคนก็หลบสายตากัน
“แล้วเด็กที่หายไปเมื่อสิบปีก็…เหมือนกัน” ปาริชาติพูดเสียงสั่น ภัทรพยายามเบี่ยงหัวข้อ “สมัยนั้น เด็กมันวิ่งเล่นแถวนั้นบ่อย เดี๋ยวก็หายตัว เดี๋ยวก็กลับมา” ทุกคนเงียบ ตาคอยชำเลืองริมตลิ่ง
เมื่อรวมตัวครบ คนเฒ่าคนแก่เริ่มซุบซิบว่าแม่น้ำปีนี้เงียบกว่าทุกปี ไม่มีเสียงแจวเรือยามค่ำ เงาน้ำยามพลบดูหนาทึบกว่าที่เคย และไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ศาลเก่าอีกเลย
กลุ่มเพื่อนรวมตัวกันในคืนต่อมา ท่ามกลางหมอกขาวที่ไหลเอื่อยตามผืนน้ำ นายคว้าผ้าห่มนั่งบนชานเรือนคุยกับปาริชาติ “ที่มึงฝันถึงเหมย…ยังเป็นเหมือนเดิมไหม” เธอส่ายหน้า “ไม่ได้ฝัน…แต่รู้สึกเหมือนมีใครก็ไม่รู้ยืนอยู่ปลายเตียงทุกคืน” ตัวสั่นเบา ๆ
เสียงกุกกักประหลาดดังจากใต้ถุนบ้าน ระหว่างทุกคนขยับบ้างไม่ได้นาน เสียงหัวเราะแผ่วเบาดุจเสียงเด็กดังแว่ว มันเงียบเร็วจนคิดว่าหูฝาด นายลุกโหมแรงไฟฉายในมือเดินไปดู พบเพียงรอยเท้าเล็ก ๆ ที่ชื้นอยู่บนพื้นดิน ใจวูบวาบไม่กล้าบอกใคร
คืนต่อ ๆ มา แม่น้ำเริ่มส่งเสียงครวญครางเหมือนมีบางอย่างเคลื่อนไหวในน้ำ กลุ่มเพื่อนพนมมือบริกรรมท่องคาถาที่ได้ยินจากผู้เฒ่า “จะบอกให้ฟังว่ามันไม่จบง่าย ๆ หรอก” คำของภัทรกลืนหาย ปาริชาติตัวแข็งทื่อ เอกหัวเราะฝืดฝาดเหมือนไม่เชื่อ
เจ้าของร้านข้างบ้านเอ่ยด้วยเสียงจริงจัง “เมื่อสิบปีก่อนที่เด็กผู้หญิงหายตัว…ใช่เพราะเล่นแถวศาลนั่น…พวกเอ็งก็เคยไปด้วยไม่ใช่รึ” เงียบ ทุกคนไม่พูด แต่นายเหลือบตาดูเพื่อนทีละคน ดูเหมือนทุกคนมีบาปในใจที่ไม่กล้าระบาย
กลางดึก เสียงร้องไห้แผ่ว ๆ ดังลอดน้ำขึ้นมา ประสบการณ์นั้นทำเอาทุกคนสติแตก ทั้งกลุ่มเริ่มวิตก ถกเถียงว่าควรออกไปเจอศาลไหม ภัทรไม่ยอมออก ปาริชาติร้องไห้ นายพูดเสียงสั่น “ถ้าเราไม่ไปถึงตรงนั้น มันก็จะตามเราต่อ” ตาแต่ละคนลอกแลกเอาความกลัวมาเก็บไว้ข้างใน
เมื่อการเผชิญหน้ากับความกลัวหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลุ่มเพื่อนเดินลากเท้าเข้าสู่ป่าเบื้องหลังศาล ศาลเล็ก ๆ ริมน้ำถูกื่มด้วนเสียงเงียบและกลิ่นไม้เปียก ภัทรเดินนำ เสียงลมหายใจถี่กระชั้น ทุกคนต่างจ้องมองเงาตัวเองที่ทอดลงบนผิวน้ำ…
ข้างศาล เดินวนอยู่หลายรอบโดยไม่มีใครกล้าพูด นายเดินไปจับฐานศาล โครงสร้างผุพังจนมองเห็นใต้ถุน เขาก้มลงมอง เจอวัตถุแปลกปลอมฝังดิน…เขาถู ใช้มือขุดจนเจอเครื่องประดับเด็กเล็กชิ้นหนึ่ง นายมือสั่น เหงื่อไหลกลิ้งบนหน้าผาก ภัทรมองตาวูบ “ของเหมยหรือ?”
ขณะนั้น เสียงฝีเท้าเล็กกระทบยอดหญ้าดังขึ้นข้างหลัง กลุ่มหันขวับพร้อมกัน เงาเด็กในผ้าขาวคลุมร่างร้องไห้อยู่เงียบ ๆ นายพูดเสียงแผ่ว “มึงต้องการอะไร…” ไม่มีเสียงตอบ
ปาริชาติถอยกรูด “มึง…เราไม่เคยตั้งใจ…” เงาเด็กเดินเข้าใกล้ เสียงน้ำวนดังแทรก นายสั่นใบหน้า เท้าอ่อนแรงเป็นตะคริว เสียงของเด็กสุดท้ายแผ่วเบาแต่ชัดเจน “จำได้ไหม…วันนั้นใครผลักเรา…ใครปล่อยมือเรา”
ความจริงค่อย ๆ เปิดเผยว่า ความผิดในวันนั้น ไม่ใช่อุบัติเหตุ พวกเขาตั้งใจปิดตาให้เพื่อนคนหนึ่งลงเล่นน้ำ โดยละเลยเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เอกรับสารภาพ “เรานึกว่าเธอโกหก…ไม่คิดว่าจมน้ำจริง” ทุกคนหยุดนิ่ง ปาริชาติร้องไห้ ภัทรสบตานายที่หมดแรงก้มกอดขาเอง
เสียงของเงาเงียบ ศาลเก่าแตกเป็นรอยร้าวเล็ก ๆ เงาของเด็กเลือนจางหายไปพร้อมกับกลุ่มหมอกเข้ม เสียงน้ำลดลงกลับสู่ความเงียบปกติ
หลังวันนั้น ทุกคนต่างเจ็บปวดกับบาดแผลในอดีต ตัดสินใจสารภาพกับผู้เฒ่าในหมู่บ้าน เอกร้องไห้ไม่หยุด ปาริชาติลาออกจากงานกลับกรุงเทพฯ ภัทรออกจากหมู่บ้านไปโดยไม่ลา แม่น้ำนิ่งสนิท ราวกับทุกอย่างจบ แต่ในเงาน้ำ ยังสะท้อนภาพเงาเด็กหญิงคนเดิม หัวเราะเบา ๆ ลอยวนชั่วนิรันดร์