เงาสุดขอบหมอก
เสียงลมหายใจของหมอกเย็นเฉียบคล้ายจะกระซิบอยู่ข้างหู ธีรัชยืนหยุดอยู่ตรงปากทางเข้าสู่หมู่บ้านมิจฉา หน้าผากของเขาชุ่มเหงื่อ ถึงแม้อากาศจะเย็นจัด รองเท้าหนังขูดเข้ากับก้อนกรวด เขาหยุดสูดลมหายใจลึก พลางกำหมับกระเป๋าหนังใบเล็กแน่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ชายวัยสามสิบกลาง ผมเผ้ายุ่งสีดำ ใบหน้าตอบแบบคนที่หลบหนีจากอดีตตลอดชีวิต คำสั่งสืบคนหายครั้งนี้เป็นรายได้ชิ้นแรกในรอบปีที่เขากล้าเอ่ยรับ
เสียงฝีเท้าแตะบนแผ่นไม้ ริน เด็กหญิงผมสั้น ดวงตาหม่นปนสดใสกำลังจ้องตรงมา เธอสวมเสื้อกันหนาวเก่า ใบหน้าซึมเศร้าบอกถึงความกังวลอะไรบางอย่าง
“คุณมาทำไม หมู่บ้านเราไม่มีอะไรให้เจอหรอก” รินกล่าวเสียงเบา
ธีรัชยิ้มเจื่อน “ฉันมาตามหาคนหาย แม่เธอเป็นคนโทรแจ้งเองนะ”
รินเม้มปาก เงียบไปครู่ “แม่กลัวหมอก หมอกนี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่หมอกธรรมดา…”
ธีรัชหยุดฟัง จังหวะเงียบคืบคลานเข้ามา “เด็กผู้ชายที่หายไป เขาเกี่ยวข้องกับหมอกนี้หรือ”
รินก้มหน้า สองมือกำแน่น “ทุกคนเชื่อว่าเขาถูกหมอกพาไป หมอกของเรา…มันเลือกคน”
ธีรัชรู้สึกขนลุกวูบ เหลือบมองเงาในสายหมอกที่เคลื่อนไหวช้า ๆ ไม่เป็นรูปเป็นร่าง ก่อนจะเดินตามรินเข้าไปในหมู่บ้าน
บ้านไม้หลังเล็กรกร้างหลายหลัง ทอแสงไฟริบหรี่ ธีรัชพยายามจดจำทุกรายละเอียด ดวงตาเด็ก ๆ ในซอกเงาดูเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
หญิงวัยกลางคน ผิวคล้ำ ผมยาว มองธีรัชด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ เธอคือแม่ของริน “อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ ที่ได้ยิน ความจริงมันเจ็บปวดมากกว่าที่คิด” เสียงของเธอสั่นแต่เด็ดขาด
ธีรัชนั่งลงตรงข้ามโต๊ะ กำลังตั้งใจฟัง “แล้วคืนนี้ หมอกมันจะมาอีกไหม”
รินใบหน้าขาวซีด เอื้อมมือจับแขนแม่ หลบตาทุกคน “เมื่อคืน…ฉันได้ยินเสียงพี่เจ เธอร้องเรียกจากในหมอก”
แม่ของรินหน้าซีดแววตาสั่นไหว “ไม่มีใครรอดออกมาจากหมอกได้หรอก ไม่เคยมีใคร”
ธีรัชเหลือบมองรูปขาวดำเก่า ๆ บนผนัง ภาพของครอบครัวสี่คน เด็กชายในรูปยิ้มสดใส ตาเป็นประกาย เหมือนเสียงหัวเราะยังค้างอยู่ในห้อง
“ผมขอเดินดูรอบหมู่บ้านหน่อย” ธีรัชลุกขึ้นเอ่ย
รินรีรอ ก่อนจะเดินตามไปติด ๆ “คุณ…ไม่กลัวเหรอ”
ธีรัชหัวเราะแผ่ว “ฉันผ่านชีวิตมาเยอะ เรื่องที่กลัวมันอยู่ข้างในมากกว่าข้างนอก”
เงาร่างเคลื่อนไหวผ่านรั้วไม้ กิ่งก้านเปียกน้ำค้าง สายหมอกค่อย ๆ หนาขึ้นอีกครั้ง ธีรัชหยุดเดิน ฟังเสียงฝีเท้าระคนเสียงกระซิบเบาหวิว
“นั่น…เห็นมั้ย เงาคนที่หมอก” รินชี้นิ้ว มือสั่นไหว
ธีรัชขมวดคิ้ว มองตาม เงาคนเด็กชายยืนอยู่ในม่านหมอก ดวงตาว่างเปล่า พูดอะไรไม่ได้ยิน “ไป! กลับบ้านเถอะ” มือจับข้อมือรินแน่น
ทั้งสองวิ่งฝ่าความหนาว กลับสู่แสงไฟในบ้าน รินหอบหายใจ หน้าเธอเปียกน้ำตาจาง ๆ “พี่เจ เขายังอยู่ใช่ไหม”
ธีรัชลูบหัวเด็กหญิงแผ่วเบา สายตานั้นนึกถึงอดีตของตน เด็กชายตัวเล็กในความทรงจำ หายไปในเหตุการณ์ไฟไหม้ซึ่งเขาไม่เคยช่วยไว้ได้
คืนนั้น ธีรัชนั่งอยู่ที่ปลายเตียง สังเกตแสงสลัวใต้ประตูหมอกเกาะกระจกหน้าต่าง เสียงฝีเท้าย่อง ๆ ดังแผ่ว ๆ จากในครัว
เขาเดินช้า ๆ ไปที่นั่น พบชายเฒ่าคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่มุมไฟ “คนแปลกหน้า ไม่ชอบความมืดหรอก แต่คนในหมอกสิ กลัวแสง”
ธีรัชยื่นร่ายาอุ่นให้ “คุณลุง รู้เรื่องเด็กหายหรือเปล่า”
ชายเฒ่าสบตา “ฉันเสียลูกไปกับหมอก ปล่อยเด็กนั้นไปเถอะ บางทีเธออาจมีเหตุผล”
เสียงกรีดร้องดังลั่นจากนอกรั้วไม้ ธีรัชดีดตัวขึ้น พุ่งออกไปพร้อมริน แสงไฟฉายสาดไปเจอเงาเด็กผู้หญิงอีกคนยิ่งหลงผิดในหมอก รินวิ่งไปหา
“พลอย! หยุดก่อน!”
พลอยหรี่ตาลับ ผู้มีเสียงหัวเราะบิดเบี้ยว ธีรัชคว้าตัวไว้ทัน น้ำตาสองเด็กหญิงกลิ้งลงแก้ม “ฉันเห็นพี่เจ เขาเรียกให้ไปด้วย…”
ธีรัชขบกรามแน่น น้ำเสียงเด็ดขาด “หมอกแค่สร้างภาพ จำไว้นะ สิ่งที่หายไปในอดีต มันเอาคืนไม่ได้”
รินมองธีรัช น้ำตารื้น “งั้นแม่ล่ะ ถ้าแม่หายไปกับหมอก ฉันจะอยู่ยังไง”
ธีรัชใจหาย คำถามนั้นเหมือนมีดบาดลึกในใจเขาเอง
วันต่อมา เขาตัดสินใจทำพิธีแปลก ๆ กับชาวบ้าน รินกับแม่ยืนล้อมวงรอบกองไฟ ท่ามกลางหมอกที่หนาขึ้นทุกขณะ
เสียงกระซิบในหมอกดังขึ้น “เจ…เจ…”
ธีรัชหลับตาลง ย้อนนึกถึงเด็กชายในอดีต เด็กที่เขาเสียไป เพราะความกลัวของตัวเอง “ฉันจะไม่หนีอีกแล้ว”
เขาก้าวเข้าไปในหมอก สายหมอกเย็นเยียบเกาะผิวเนื้อ เสียงหัวเราะของเด็กชายดังอยู่ข้างหู
ในหมอกนั้น เงาร่างของเจ ร่างเด็กชายยืนอยู่ เขายกมืออย่างไร้เสียง ธีรัชชะงัก “ขอโทษนะ…ฉันไม่เคยกล้าบอกลา”
รินโผเข้ามาจับมือ “ถ้าพวกเรารอด เราต้องไปด้วยกัน”
แสงแรกลอดหมอกลงกระทบ เงาวูบไหว ละลายกลืนไปกับสายลมดุจจะเปิดโอกาสให้ความหวังบางอย่าง
หมอกค่อยๆ จางลง ทุกคนกลับสู่กันที่ลานจอดรถไม้เก่า หมอกไม่ได้เอาใครไปอีก ธีรัชลุกขึ้นมาเผชิญสายตาชาวบ้าน บางคนร่ำไห้ บางคนยิ้มอย่างไม่แน่ใจ
รินกอดแม่แน่น “คราวนี้ เราน่าจะปลอดภัยใช่ไหม”
ธีรัชเดินไปหยุดตรงป้ายทางออก เงาอดีตคล้ายจางหายไปกับหมอก เขาหันไปมองเด็กหญิงทั้งสอง ก่อนยิ้มเศร้า ๆ
“ขอบคุณนะ ที่พาฉันกลับมาเผชิญหน้ากับอะไรจริง ๆ สักที” สายตาของเขามีรอยสันติเป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปี
แสงอาทิตย์อ่อนสาดสีทองลงหุบเขา หมอกสลาย เงาอดีตลงไปพร้อมกับมัน ในตอนนั้นเอง ทุกชีวิตในหมู่บ้านได้เรียนรู้ว่าเงาทุกเงาสามารถเผชิญหน้าและปลดปล่อยมันได้