เงาไฟกลางหุบเขาสีเลือด
สุริยันหมู่บ้านกลางหุบเขาสีเลือดเงียบสงัดในค่ำคืนอันไร้จันทร์ ถนนลูกรังคดเคี้ยวและแมกไม้หนาทึบล้อมรอบโดยไม่มีอะไรยืนยันการมีอยู่ของมนุษย์ ยกเว้นเสียงหมาหอนไกล ๆ กับเพิงไม้เก่าที่ไฟตะเกียงสั่นไหวอยู่ข้างริมลำธาร ในนั้น เด็กวัยสิบเจ็ดปีชื่อขันทองกำลังนั่งเอาหัวพิงฝาไม้ เสียงหายใจหนักหน่วง ถุงมือหนังขาดวิ่นกุมแน่นกับกิ่งไม้แห้ง ๆ ข้างตัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ข้างขันทอง พ่อของเขา—นายมูล—นั่งเงียบตาแข็งกร้าว รอยแผลเป็นยาวเหนือแก้มขวาดูสดใหม่ ทั้งคู่ไม่ได้แลตามองกันนานนับเดือน หลังแม่หายตัวไปทิ้งรอยร้องไห้ไว้ทุกคืน ปีก่อนนั้น เขาเคยเห็นพ่อร้องแต่เช้า คำทักทายกลายเป็นเสียงสบถและความเงียบชวนอึดอัด
“คืนนี้เห็นเปลวอีกไหม?” ขันทองถามขึ้นในที่สุด เสียงขาดความมั่นใจ ฝืนธรรมชาติของวัยกล้าฟันฝ่า
นายมูลเมินหน้าหนี สูบบุหรี่ใบตองจนควันจางกระจายอย่างพาตัวเองออกจากโลก “มันก็แค่เรื่องเล่าเด็กโง่ ๆ อย่าไปสนใจนัก ขันทอง… ตัวแกต้องอยู่เฉย ๆ พ่อจะจัดการเอง”
ขันทองมองหน้าพ่อ พลันตลบฝุ่นก้าวออกไปนอกเพิงโดยไม่กล่าวลา
แสงไฟรำไรจากกลางป่าด้านทิศเหนือชักนำเขา คล้ายละอองแดงวูบวาบเต้นรำกลางม่านหมอก ขันทองหยุดยืนท่ามกลางกลุ่มเด็กวัยเดียวกัน ท่ามกลางความมืดมีแววตาเกเรของเตียว—เพื่อนสนิท และโอ๋—ลูกสาวผู้ใหญ่บ้านที่ไม่เคยยอมใครใบหน้าเปรอะรอยฟกช้ำใหม่จากความดื้อรั้นของตนเอง
เตียวโยนไม้เข้าไปในอ้อมแขนขันทอง ยิ้มมุมปาก “วันนี้แกมัวแต่กลัวเงาอีกล่ะสิ จะเข้าไหม ลองดูว่าเปลวนั่นมีอะไรกันแน่ หรือจะแค่ปากดีลับหลังพ่ออีกเหมือนเดิม”
ขันทองกัดฟันเงียบ ไม่ตอบโต้ เขาก้าวนำโดยไม่หันกลับ เสียงกิ่งไม้แหลมทิ่มแข้งขา และเสียงหายใจพร่า ๆ ของโอ๋ดังแทรกทุกฝีก้าว…
ในเงาไม้ โอ๋สบตาขันทองแล้วค่อยเอื้อมมือแตะหลังมือเขาเบา ๆ “ถ้ากลัว ก็จับฉันไว้ก็ได้ จะไม่บอกใคร…”
ขันทองสะบัดมือออก แต่น้ำเสียงนุ่มขึ้น “ฉันไม่ได้กลัว ฉันแค่อยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นอะไร ใครกันแน่ที่พาแม่ของฉันหายไปกับไฟ”
จู่ ๆ เปลวไฟสีแดงทองวูบขึ้นสูงราวกับเชื้อเชิญ เสียงป่าด้านในขยายเป็นเสียงคำรามแหลมสูงเหมือนหญิงสาวร้อง มวลอากาศร้อนแล่นปะทะหน้าทั้งสาม ขันทองหน้าซีด โอ๋จับมือเขาแน่น เสียงหายใจเตียวกลายเป็นเสียงกริ่งระวัง
ทันใดนั้น ร่างสูงใหญ่ของชายชราปรากฏตัวขึ้น คราบเขม่าดำเต็มใบหน้า เสื้อคลุมโบราณและสายตาเหม่อมองมาทางกลุ่มเด็ก เขาพูดเสียงแหบพร่า “ไอ้เด็กโง่ อย่าเดินต่อ ป่านี้มันถูกปกป้องด้วยเลือด—เลือดของพวกแกเอง ถอยไป!”
เตียวแสยะยิ้มล้อเลียน “ก็ไม่เห็นว่าจะแปลกอะไร ไว้มีเรื่องกับเลือดค่อยกลับ”
ขันทองกลืนน้ำลาย พยายามกลบความกลัวด้วยเสียงก้าวหนักแน่น “หรือจะอ้อมข้างน้ำ ทั้งหมดอยากเดินหน้าก็ว่ามา…”
เมื่อทั้งสามตกลงใจ พรรคพวกต่างกลัว แต่ไม่มีใครถอย ความมืดยิ่งลึกกว่าเดิม กิ่งไม้ครูดผ่านแก้มจนเลือดซิบ แขนเปื้อนดินเย็นเฉียบ กลิ่นไหม้ประหลาดอบอวลเป็นระยะ คล้ายคอยเตือนให้พวกเขารู้ตัวว่าไม่ควรอยู่ที่นี่
เมื่อเดินเข้าหัวใจป่า ถึงลานโล่งกลางดง เส้นขอบโลหิตหยดยิบหยับเต็มพื้นดิน เปลวไฟสีแดงคุโชนล้อมหลุมศพโบราณ โอ๋หน้าเสียจนสีเลือดจางไปจากริมฝีปาก เธอเอ่ยเสียงพร่า “เด็ดดอกไม้ดวงเดียวตรงนั้นสิ—เขาว่ากันว่าคืนเดียวเห็นนรกตัวเอง”
ขันทองมองโอ๋กับเตียวชั่วครู่ ก่อนกลั้นใจเดินตรงเข้าสู่เปลวไฟ ทุกย่างก้าวเหมือนถูกดึงเข้าสู่บาดแผลอดีตของตนเอง เห็นภาพแม่ลาง ๆ ในเปลวไฟ ร้องขอให้เขากลับบ้าน
เตียวพรวดเข้าจับแขนไว้ กะแรงกระชากดึงอย่างบ้าคลั่ง “อย่าโง่สิ ขันทอง! ใครจะกล้าทิ้งแกไว้คนเดียววะ แม่แกก็เลือกเองเหมือนกัน!”
ขันทองสั่นเงียบ เสียงในคอเหมือนจะร้องไห้แต่หยุดไว้ดื้อ ๆ “ฉันอยากรู้อะไรบางอย่าง… ถ้าทิ้งกันตอนนี้ ฉันก็ไม่มีทางกลับไปได้เหมือนเดิมอีก”
เสียงแว่ว ๆ ของเปลวไฟแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบระคนตะโกนคล้ายผู้คนจำนวนมาก ร่างเงาในเปลวไฟเริ่มกระชับและโค้ชิดเข้าหากลุ่มวัยรุ่น ความอบอ้าวเพิ่มเป็นร้อนจัด เหงื่อไหลท่วมหน้าทั้งสาม
ทันใดนั้น โอ๋ร้องจ้าเมื่อสายลมหอบเปลวไฟโถมเข้าหา ควันพวยพุ่งปกคลุมทั่วป่า ทุกอย่างดับเงียบลงฉับพลัน
ทั้งกลุ่มสะดุ้งตื่นขึ้นมาในม่านหมอก มีเพียงรอยเท้าเปล่าบนดินเปียก โอ๋หวีดร้องเมื่อพบว่ากำไลข้อมือที่แม่เธอให้หายไป เตียวขบฟันแน่น ก่อนจะเดินก้มหน้า โดยไม่มองใคร
ขันทองขยับตัวเข้าใกล้โอ๋ กระซิบเบา ๆ “อย่าเสียใจ ฉันสัญญาจะหามันมาให้ได้ ถ้าเงานั่นพาแม่ฉันไป แล้วจะเจอกัน…”
เสียงนายมูลก้องในหัวขันทอง: “ความกลัวทำให้เจ้าเป็นทาสของเอง ถ้ากล้าเดินหน้าก็จงพร้อมเผชิญหน้าอดีตของเรา”
รุ่งเช้ามาถึง ทั้งสามกลับเข้าสู่หมู่บ้าน แม่ของโอ๋เดินเข้ามากอดเธอโดยไม่พูดอะไร มีแต่ความเงียบแฝงน้ำตาและคำขอโทษที่ไม่มีใครกล้าเอ่ย ขันทองเงียบงัน พ่อกอดลูกไว้หลวม ๆ ก่อนหลับตายาวนานเหมือนจะปรับใจให้คืนดีกับโลก
กลางคืนถัดมา เสียงเปลวไฟกลับมาอีกครั้ง—คราวนี้ดังขึ้นเหมือนหัวใจของทั้งหมู่บ้านเต้นแรงขึ้นพร้อมกัน
ขันทองรวบรวมกลุ่มวัยรุ่นทั้งหมด แม้แต่นายมูลก็เข้าร่วม ทุกคนถือมือกันไว้ ขบวนเดินสู่ใจกลางป่า ไม่มีใครพูด รู้แต่เพียงคืนนี้พวกเขาต้องเลือก—ปล่อยให้เปลวไฟกินหมู่บ้าน หรือยืดอกเผชิญกับเงามืดของอดีตและหัวใจตนเอง
เปลวไฟโหมกระหน่ำเป็นสาย หัวใจของทุกคนเหมือนจะแตกสลาย ขันทองลุกขึ้นเผชิญหน้ากับเงาในไฟ—เงาที่มีใบหน้าของแม่ มือขวาค่อย ๆ เอื้อมถึงเงานั้น เขาร้องไห้โดยไม่ออกเสียง ให้ลมร้อนซับน้ำตาถอดความโทษตัวเองออกไปทีละน้อย
นายมูลตะโกนก้องกลางเปลวไฟ “ปล่อยลูกของข้ากลับมา! ข้าไม่ยอมให้เจ้าเอาชีวิตข้าจากลูกอีก!”
แสงไฟเปลี่ยนสีจากแดงเป็นเขียววาบ แววตาเงาในไฟค่อย ๆ อ่อนโยนลง—ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปท่ามกลางสายลมดับไฟ เพียงหยาดน้ำตาเดียวที่ไหลรินจากดวงตาของขันทองส่องประกายเหมือนเหล็กเผาไฟเสี้ยววินาทีหนึ่ง
หมู่บ้านสงบลงในรุ่งเช้าใหม่ เด็กวัยรุ่นรวบรวมกล้าเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีต เรียนรู้อภัยตัวเอง และกันและกัน โอ๋เปลี่ยนเป็นคนเงียบลงแต่กล้าหาญขึ้น เตียวขอโทษขันทองที่ไม่เคยเห็นค่าความกลัวโอ๋ ขันทองหันมาสวมกอดพ่อแบบไม่ลังเล ทุกคนในหมู่บ้านเฝ้ามองพระอาทิตย์ขึ้นด้วยแววตาใหม่—แววตาแห่งการตื่นรู้ว่าความรักและความเสียใจเชื่อมโยงเป็นสายใยเดียวกันเสมอ