เมื่อสายลมเปลี่ยนทิศ
เสียงฝนยามเช้าทำให้ท้องถนนหน้าตึกสำนักงานใหญ่ดูมัวซัวกว่าทุกวัน ณดายืนลังเลหน้ากระจกในห้องน้ำ ก่อนจะตัดสินใจทาลิปสติกสีชมพูอ่อน แม้เธอไม่เคยมั่นใจมันสักครั้ง วันนี้เธอต้องพรีเซนต์บทโฆษณาชิ้นแรกในชีวิตกับหัวหน้าแผนกคนใหม่—ภาสน์ ผู้ไม่มีใครเคยได้ยินว่าเขาหัวเราะหรือชื่นชมใครจริงจังเลยสักครั้ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณดาเดินเข้าห้องประชุม เธอจับเอกสารแน่น เหงื่อเปียกเต็มฝ่ามือในขณะที่ทุกคนต่างเหลือบมองหญิงสาวคนใหม่ที่ดูเหมือนนกสีเทาในฝูงนกสีสันสด เธอเปิดพรีเซนต์ไปได้ครึ่งเดียว ก็โดนเสียงนิ่งๆ ของภาสน์ขัดขึ้นมา
“ประเด็นนี้ซ้ำกับแคมเปญเก่า คุณเช็ครีเสิร์ชดีแล้วใช่ไหมครับ” เสียงเขาไม่มีความโกรธแต่เหมือนสั่งประหารเงียบๆ ณดาก้มมองโน้ตของตัวเองก่อนเงยหน้าขึ้นช้าๆ
“ขอโทษค่ะ ฉัน… จะรีเช็คละเอียดกว่านี้” เสียงเธอแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน หัวหน้าภาสน์ไม่พูดอะไรต่อ เพียงแค่พยักหน้า แล้วย้ายสายตาไปยังคนถัดไป ประชุมจบลงท่ามกลางความอึดอัด
หลังประชุม ทุกคนแยกย้าย ณดาหยิบแฟ้มพรีเซนต์ออกมาเดินไปที่โต๊ะตัวเอง หญิงสาวรุ่นพี่ในแผนกเอ่ยถาม “โอเคไหมณดา ทำใจดีๆนะ ภาสน์น่ะเป็นอย่างนี้กับทุกคนแหละ”
ณดายิ้มบางๆ แต่ในใจกลับคล้ายหุบเหว เธอเก็บข้าวของลงกระเป๋า เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“ณดา ขอเชิญพบที่ห้องทำงานครับ” เสียงสั้นของหนุ่มหัวหน้าแผนกดังมาจากปลายสาย
ณดานั่งตัวแข็งทื่อในห้องภาสน์ โต๊ะใหญ่เงียงเงียบมีแต่เสียดินสอกระทบกระเบื้อง เขาพลิกแฟ้มของเธอไปมาสองสามครั้ง
“รู้ไหมว่าครั้งแรกที่ผมทำงาน ผมก็โดนตีกลับตั้งแต่หน้าแรก” เขาไม่สบตา “แต่สิ่งที่ผมได้คือ ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เราทำไม่ดี แต่ยังไม่ใช่ของเรา สักวันมันจะเป็น”
ณดาตกใจ เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่ภาสน์พูดเรื่องราวส่วนตัว เธอรับคำสั้นๆ “ค่ะ…” ห้องนั้นเงียบลง ก่อนที่เขาจะนำเอกสารส่งคืนให้
วันถัดมา ทุกคนในแผนกเตรียมจัดงานต้อนรับน้องใหม่ บรรยากาศเริ่มคลายตัว ณดาได้เห็นภาสน์หัวเราะเบาๆ เมื่ออกนิษฐ์เพื่อนร่วมงานเล่าเรื่องขำ เธอเผลอยิ้มตาม โดยไม่รู้ตัวว่าเขาเหลือบมองเธอแวบนึง—แต่เป็นแววตาที่ไม่เหมือนตอนอยู่ในห้องประชุม
เวลาล่วงเลย เป็นเดือน ณดาพยายามพิสูจน์ตัวเอง เธอไม่เก่งที่สุด แต่ขยันมากที่สุด ทุกบ่ายสามโมงเธอจะยกกาแฟไปวางบนโต๊ะหัวหน้า แม้ใครจะล้อว่ากาฝากสายอ้อน เธอก็แค่หัวเราะปิดบังความเขิน
ภาสน์เองก็เปลี่ยนจากคนขรึมในสายตาน้องใหม่ กลายเป็นคนที่เงียบแต่คอยแนะนำทุกครั้งที่ทีมมีปัญหา วันหนึ่งหลังเลิกงานเขาเดินเข้ามาหยุดข้างๆ ณดาที่นั่งทบทวนสตอรี่บอร์ดอยู่เพียงลำพัง
“ผมต้องเดินไปเอาของที่ลานจอดรถ ไปด้วยกันไหม มืดแล้ว” เขาเอ่ยขึ้นเสียงเบา ขณะที่ณดาหันมองด้วยความลังเล เงาสีส้มของไฟถนนสะท้อนในดวงตาทั้งสองคู่
“ไปค่ะ…” เธอตอบด้วยเสียงที่แฝงความประหม่าจางๆ เดินเคียงกันในความเงียบ สายลมกรุ่นฝนเปลี่ยนบรรยากาศระหว่างสองคนอย่างแปลกประหลาด
“คุณกลัวอะไรที่สุด” ภาสน์ถามขณะเดินช้าๆ
ณดานิ่ง “กลัว… ไม่มีใครเห็นค่าค่ะ”
ภาสน์ไม่พูดอะไร หัวใจเขากลับเต้นแรง เขาเองก็มีคำตอบของตัวเอง—แต่ยังไม่กล้าบอกใครสักที
วันต่อมา งานเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อประชุมลูกค้า ณดาและภาสน์ได้นั่งเบาะเดียวกันระหว่างทาง รถตู้โยกตามถนนยามเช้า สมาชิกคนอื่นๆ ผลัดกันหลับ ณดาแอบเหลือบดูหน้าคนข้างๆ ที่ดวงตาปิดสนิทบนไหล่กว้างของเขา
เธอเขียนบางอย่างลงในโน้ต “อยากเก่งให้ได้อย่างเขา อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต” แล้วรีบลบก่อนใครจะเห็น
ประชุมวันนั้นหนักหนา ภาสน์โดนกดดันจากลูกค้าอย่างรุนแรง ณดาเห็นแรงกดดันจากสีหน้าของเขาที่สั่นแววโกรธและเหนื่อย เธอลังเลอยู่สักครู่แล้วเดินนำขนมและกาแฟมาให้ “พักหน่อยไหมคะ”
ภาสน์รับไว้ เฉยชาแต่เสียงแผ่วว่า “ขอบคุณ” มุมปากกระตุกเล็กน้อย ณดากลับรู้สึกได้ถึงความเปราะบางที่แทบไม่มีใครเห็น
การเดินทางกลับในคืนนั้นในรถตู้เงียบผิดปกติ ภาสน์นั่งกอดอกมองออกหน้าต่าง ณดาเปิดเพลงคลาสสิกแต่เว้นระยะเงียบไว้นาน ครู่หนึ่งเธอเอ่ยเบาๆ
“เวลาคุณเหนื่อย… ทำยังไงถึงยังดูเข้มแข็ง”
ภาสน์หันมามองช้าๆ ดวงตาคล้ายมีอะไรบางอย่างแฝงอยู่