ฤดูกาลแห่งความกล้า
เสียงฝนโปรยปรายลงบนกระจกหน้าต่างห้องเรียนเก่าสูงสามชั้น กลิ่นอายของดินเปียกใหม่กรุ่นอยู่ในอากาศ กานต์นั่งพิงหน้าต่าง นัยน์ตาเหม่อมองออกไปยังลานกว้างเปล่า กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เธอชอบฤดูฝน เป็นช่วงเวลาที่คนรอบข้างดูช้าลง ราวกับโลกใบนี้ใจเย็นลงอีกนิด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประตูเปิด ‘แม็ท’ เด็กชายร่างสูงผิวขาวเข้ามาเงียบ ๆ อยู่ในชุดนักศึกษา เสื้อถูกปล่อยออกมากองยับตรงชายกางเกงต่างจากกานต์ที่เรียบร้อย เสื้อขาวของเธอติดรอยปากกาสีน้ำเงิน แววตาทะเล้นเป็นประกายเหมือนมองหาเรื่องซนใหม่ ๆ
“หลบฝนหรือแอบดูใคร?” กานต์ถามขึ้นโดยไม่หันไปมอง แม็ทยิ้มมุมปากแล้วหัวเราะในคอ เสียงฝนกลบเสียงหัวใจเต้นรัวของเขา
“เลือกอย่างแรกละกัน ฝนตกหนักขนาดนี้ นายเหม่ออะไร” เขาเอ่ยเบา ๆ ปลายนิ้วแตะกระจกเย็นเฉียบ
กานต์ทำหน้าเฉยเมย “อากาศแบบนี้มันน่าคิดถึงอดีตน่ะสิ”
แม็ทไม่ตอบทันที เขาเหลือบตามองเธอผ่านเงากระจก บรรยากาศในห้องโถงว่างเปล่าทำให้เสียงหายใจเบา ๆ ได้ยินชัด คำถามหนึ่งค้างคาในใจชายหนุ่ม แต่เขาเลือกจะเก็บมันไว้ก่อน
คลาสเรียนการเขียนเชิงสร้างสรรค์เริ่มขึ้น อาจารย์แจกโจทย์ให้กับทั้งห้อง “เขียนจดหมายถึงคนที่คุณกลัวจะเสียไป” จุดเจตนาของโจทย์คือการเปิดเปลือยด้านในโดยไม่ปิดกั้น
กานต์สบตากับแม็ท ต่างฝ่ายต่างอมยิ้ม เขียนไปโดยไม่หันมาคุยกันอีกจนจบคลาส แม็ทเป็นคนแรกที่ลุกออกจากห้อง ปล่อยให้กานต์เก็บของอย่างเชื่องช้าตามลำพัง
เมื่อเดินออกจากอาคารเรียน ฝนซาเม็ดลง กานต์เจอแม็ทยืนรออยู่ใต้ต้นฉำฉาใหญ่ เขาหลบสายตา ฝืนยิ้มสู้
“วันนี้จะไปซ้อมดนตรีต่อไหม?” กานต์ถาม แม็ทตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่รู้ว่าควรไปหรือเปล่า…”
กานต์นิ่ง เขาไม่เคยลังเลแบบนี้ ปกติแม็ทจะวิ่งไปจับกีตาร์แทบทุกวัน เสียงฝนตกดังขึ้นอีกเพราะเงียบงันระหว่างคนทั้งสอง
“ช่วงนี้นายดูแปลกไปนะ” กานต์พูดช้า ๆ แม็ทเงียบไปชั่วครู่ เขาเม้มปากราวกับต้องการปิดบังอะไรบางอย่าง
“ก็มีอะไรในหัวเยอะน่ะ” แม็ทตอบเบา ๆ ไม่กล้าสบตา กานต์เงียบ ยืนฟังเสียงลมพัดกระทบใบไม้
เย็นวันนั้น กานต์แวะไปที่ห้องชมรมดนตรี ห้องเล็ก ๆ ที่มีโปสเตอร์เก่าติดบนผนัง เธอเห็นแม็ทกำลังบรรเลงเพลงกับเพื่อน ๆ เสียงเพลงล่องลอยในอากาศ ทว่าใบหน้าของแม็ทเต็มไปด้วยความกังวล เพื่อนในวงสังเกตเห็นจังหวะของเขาผิดไปหลายครั้ง
หลังจากซ้อมเสร็จ แม็ทเดินมากินข้าวเย็นกับกานต์หน้าตึกคณะ สิ่งที่กานต์รอคอยคือการพูดคุยแบบจริงจัง แม้เธอจะกล้าในหลายเรื่องแต่กับหัวข้อง่าย ๆ แบบนี้กลับลังเล
“นายยังอยากตั้งวงจริง ๆ เหรอ?” กานต์พูดนิ่ง ๆ กลางจังหวะวางช้อน แม็ทเลี่ยงสายตา “ฉัน… ฉันแค่ไม่มั่นใจว่าตัวเองทำได้” เขาหัวเราะกลบเกลื่อน เสียงหัวเราะนั้นปนความกลัวชัดเจน
เวลาผ่านไป กานต์กับแม็ทยังคงวนเวียนอยู่ในกิจกรรมเดิม แต่มีกำแพงมองไม่เห็นค่อย ๆ สร้างขึ้น กานต์แกะสลักความรู้สึกตัวเองลงในสมุดบันทึก จำความลังเลของตัวเองในแต่ละวันได้ดี เธอรู้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปในใจ ไม่ใช่แค่เพื่อนอีกต่อไป
บ่ายวันหนึ่ง กานต์ชวนแม็ทไปเดินเล่นสนามหญ้าหลังมหาวิทยาลัย กลิ่นหญ้าสดฉ่ำหลังฝนใหม่ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น พวกเขาพูดคุยเรื่องฝันในอนาคต กานต์เล่าเรื่องอยากเปิดสตูดิโอศิลปะ ส่วนแม็ทสารภาพว่าอยากเล่นดนตรีบนเวทีใหญ่สักครั้ง แม็ทฟังอย่างใจจดใจจ่อถึงฝันของกานต์ แต่เสียงในใจบอกว่าทิ้งมันไว้ได้จริงหรือ
“เรากลัวจะผิดหวัง” แม็ทพูดติดติดขัด กานต์หันไปสบตาเขา เธอไม่พูด ไหล่ทั้งสองของเธอลู่ลงเล็กน้อย แม็ทสังเกตแต่ไม่เอ่ยออกมา
อีกสองเดือนต่อมา แม็ทเริ่มห่างจากกิจกรรมชมรม บางครั้งไม่มาตามนัด อ้างว่าต้องกลับบ้านไปดูแลแม่ที่ป่วย กานต์สงสัยแต่ก็ไม่กล้าถามมากกว่าเดิม เหมือนเพื่อนรักที่กลายเป็นคนแปลกหน้าในห้องเรียนเดียวกัน
เย็นหนึ่งขณะที่ฝนเริ่มตกหนัก กานต์ส่งข้อความไปหาแม็ท เธอถามว่าสบายดีไหม ได้รับแค่คำตอบสั้น ๆ ว่า “โอเค” ความอึดอัดค่อย ๆ ก่อตัวในใจเธอ
คืนนั้นกานต์หยิบจดหมายที่เธอเขียนในคลาสวันนั้นขึ้นมาอ่านอีกครั้ง ทุกตัวอักษรคือความรู้สึกที่เธอไม่กล้าบอก “ฉันกลัวจะเสียเพื่อนคนนี้ไป…มากกว่าการล้มเหลวซะอีก” เธออ่านซ้ำ ๆ ก่อนจะวางมันไว้บนโต๊ะข้างเตียง
อีกหลายวันต่อมา แม็ทหายไปจากมหาวิทยาลัย ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน กานต์นั่งรอหน้าห้องชมรมทุกเย็น เธอเริ่มรวบรวมความกล้าทุกหยาดหยดที่มี แล้วตัดสินใจโทรไปหาแม่ของแม็ท
“อ้าวกานต์ แม็ทบอกว่าไปประกวดดนตรีที่ต่างจังหวัดนะ ลูกชายปิดมือถือเลย” เสียงแม่แม็ทฟังดูเหนื่อยแต่มีความหวังจาง ๆ
กานต์เงียบไปทันที เธอรู้สึกทั้งโล่งใจและโกรธปนกัน แม็ทไม่ได้พูดกับเธอสักคำว่ายังไม่ละทิ้งความฝัน
ฤดูฝนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นฤดูร้อน กานต์ไปช่วยงานจัดนิทรรศการศิลปะของชมรม เธอเห็นแม็ทปรากฏตัวตรงมุมนิทรรศการในชุดเสื้อยืดกับกางเกงวอร์ม ฝุ่นทรายติดปลายรองเท้า
สองคนสบตากันโดยไม่มีคำทักทาย กานต์จ้องหน้าแม็ทอย่างมีคำถามค้างคาในใจ ฝ่ายชายสูดหายใจเข้าลึกก่อนเอ่ย “ขอโทษที่หายไป ฉัน…กลัวมาก กลัวจะกลายเป็นคนล้มเหลวในสายตาเธอ”
กานต์ยักไหล่ “ฉันเองก็กลัวเหมือนกันนะ กลัวว่านายจะหายไปตลอดชีวิต” สองคนหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่แววตาหม่นเศร้าอยู่ลึก ๆ
ความสัมพันธ์เริ่มกลับมาใหม่ แต่ไม่เหมือนเดิม ทั้งคู่แบ่งปันเรื่องราวในอดีต ความผิดพลาด การตัดสินผิดและปล่อยวาง กานต์ยอมรับว่าบางทีความฝันอาจเปลี่ยนแปลงเมื่อเติบโตขึ้น ส่วนแม็ทกล้าเปิดใจเพื่อฝันและคนที่สำคัญ
คืนนั้นกานต์เห็นแม็ทขึ้นแสดงบนเวทีในงานรับน้องมหาวิทยาลัย ครั้งแรกที่เธอได้ยินเสียงเต็มอารมณ์ของเขา ทั้งนักศึกษานั่งฟังเงียบกริบ กานต์ยิ้ม น้ำตาซึมเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มของแม็ทบนเวที
หลังคอนเสิร์ตเลิก กานต์เดินเข้าไปใกล้แม็ทใต้แสงไฟริบหรี่ แม็ทพูดเสียงสะท้อน “รู้ไหม ฉันไม่กลัวอะไรเท่าการเสียเธอไปอีกแล้วหรอก” กานต์ไม่มีคำตอบ เธอมองหน้าเขานิ่ง พลางวางมือบนไหล่เขาเบา ๆ
ทั้งสองยืนข้างกันเงียบ ๆ ในค่ำคืนที่อุ่นกว่าเดิม ความสัมพันธ์ไม่ได้ย้อนกลับเหมือนวันเก่า แต่มันเติบโต แข็งแรงขึ้นผ่านรอยร้าว บางความกล้า อาจหมายถึงการยอมให้อีกฝ่ายกลัวและโตไปพร้อมกัน