ยังไง…ก็ยังเธอ
เสียงพัดลมเพดานหมุนดังอืดอาดในห้องประชุมเล็กกลางออฟฟิศที่ตกแต่งสไตล์ลอฟต์ ฝ้ายก้มหน้าแกะลายเส้นในสมุดสเก็ตช์ พลางมองนาฬิกาเป็นรอบที่สี่ ความตึงเครียดแขวนอยู่ระหว่างไหล่ของเธอ เจ้านายหญิงสูงวัยเปิดประตูเข้ามาพร้อมจับสายตาทุกคนให้สนใจตรงคำพูดว่า “โครงการนี้ ฝ้าย คู่กับขุน”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขุนยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ก่อนจะเหลือบตามองฝ้าย เลิกคิ้ว ริมฝีปากกระตุกเหมือนจะยิ้มและแซวทว่ากลับเงียบ ท่ามกลางสายตาล้อเลียนและเสียงหาวของเพื่อนร่วมทีม ไม่มีใครคาดหวังว่าทั้งคู่จะไปรอด เพราะหากฝ้ายคือคนละเอียด คิดมาก พูดตรง ขุนคือคนเฉยชา ตัดบทเร็ว ไม่แคร์ใครเท่าไหร่ แต่ขุนก็เป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งที่สุดในบริษัท รู้ตัวเองดีว่าเขามีโลกส่วนตัวสูง และงานนี้สำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้ล้มเหลว
หลังเลิกประชุม ฝ้ายยืนยกกระเป๋าคาดไหล่ ทำท่าจะพูดแต่หยุด ขุนเดินมาใกล้ ทำท่าจะพูดแต่กลับเงียบ
“ตกลง…จะทำแบบไหนดีคะ?”
ขุนหันมามอง พลางเกาปลายจมูก “ราคาใช่ไหม หรือดีไซน์?”
“ก็…ทั้งหมดนั่นแหละ” ฝ้ายพูดเสียงขุ่น เขาก็แค่หัวเราะเบาๆ คล้ายจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว
บ่ายวันแรกของการร่วมมือ ฝ้ายกับขุนต่างนั่งเงียบในห้อง ริมหน้าต่างกระจกมองเห็นวิวถนนใหญ่ ฝ้ายเปิดโน้ตบุ๊ก สไลด์ภาพตัวอย่างจอใหญ่ ขุนกำลังพิมพ์โค้ดโดยไม่พูดอะไร ทุกครั้งที่ฝ้ายถามรายละเอียดทางเทคนิค ขุนตอบสั้นๆ บางทีแค่ “อือ” หรือ “เอาใหม่”
ความอึดอัดระหว่างสองคนค่อยๆ สุมหนาขึ้น ฝ้ายพยายามถามตรงๆ หลายครั้ง แต่ราวกับขุนตั้งกำแพงไว้ แม้แต่ตอนพักเที่ยงสองคนก็แยกย้าย ฝ้ายกินข้าวกับทีมผู้หญิง ขุนออกไปเดินหน้าบึ้งตามลำพัง
คืนวันศุกร์ ฝ้ายกลับถึงห้องช้า หย่อนตัวลงริมเตียง เธอพิมพ์ข้อความชวนขุนกินข้าวในกรุ๊ปไลน์ทีม เพียงสิบวินาทีหลังจากนั้นขุนส่งสติ๊กเกอร์หมาหาวกลับมา ไม่มีคำตอบชัดเจน ฝ้ายถอนใจ ทิ้งมือถือไว้ข้างหมอน สุดท้ายคืนนั้นเธอคิดถึงรายละเอียดแปลกๆ ที่มองข้ามไป—น้ำเสียงของขุนตอนตอบ “อืม” สีหน้าที่คล้ายลังเล…
เช้าวันต่อมาเมื่อฝ้ายมาถึงออฟฟิศ เธอสังเกตเห็นกระดาษโพสต์อิทสีเหลืองแปะไว้บนหน้าจอตัวเอง “แก้ตรงนี้หน่อย ถ้ายังมีไอเดียเจ๋งๆ เอามาคุยกันได้” ลายมือหวัดของขุน เธอเผลออมยิ้ม กำลังจะเก็บโพสต์อิท หากเสียงฝีเท้าขุนก็ดังอยู่ข้างหลังเขาเอื้อมมือจะช่วยหยิบแฟ้มเอกสารบนชั้นสูง ฝ้ายชะงัก…
“ไม่ต้อง สนใจแค่จอเลย” ขุนพูดโดยไม่มองตา
“เดี๋ยวสิ จะช่วยทำไม”
“อย่าให้ของตกใส่หัว ฉันเกลียดเสียงคนบ่น”
ฝ้ายแค่นเสียง กลั้นขำ ก่อนสองคนนั่งทำงานด้วยกัน เงียบบ้างเถียงกันบ้าง แต่บรรยากาศเหมือนจะอ่อนลงนิดหน่อย
เมื่อโครงการเดินหน้าเข้าสัปดาห์ที่สอง ปัญหาแรกของทีมก็เกิดขึ้นในคืนที่ต้องส่ง demo ให้ลูกค้า ระบบล่มอย่างไม่คาดคิด ฝ้ายเครียดถึงขั้นน้ำตาซึม ขุนอยู่จนดึก พยุงลมหายใจตัวเองไปกับเสียงคีย์บอร์ด ในช่วงเวลานั้นน้ำเสียงของเขากลายเป็นปลอบมากกว่าตำหนิ
“อย่าร้องดิ เธอสเก็ตช์สวยมาก ฉัน…เอ่อ กำลังหาทางแก้อยู่”
“ถ้ามันล่มเพราะฉันเธอจะโกรธไหม” ฝ้ายเสียงสั่น
“เราทำงานด้วยกัน ก็ล่มด้วยกัน อย่าโยนความผิดให้ตัวเอง”
ความเงียบคั่นบทสนทนาต่อจากนั้น สองคนเพียงนั่งมองหน้าจอ กระทั่งแสงสีส้มของเช้าสาดผ่านหน้าต่าง ทุกอย่างกลับมาออนไลน์ ฝ้ายเผลอถอนหายใจยาว หัวใจเต้นแรงเมื่อขุนหยิบแก้วกาแฟมาให้
“ขอบใจที่อยู่ด้วยกันนะ” เธอพูดเบา ขุนพยักหน้ารับ กลืนน้ำลายเหมือนจะพูดอะไรแต่ไม่พูด
หลังจบโปรเจค demo ทีมต้องไปนำเสนอผลงาน ฝ้ายกับขุนต้องแบ่งหน้าที่กันพูด โดยไม่ทันรู้ตัวทั้งสองเริ่มมีจังหวะของกันและกัน ฝ้ายไม่ต้องไล่รายการถึงแผนงานให้ขุนฟังอีกต่อไป ขุนก็ไม่แข็งกระด้างระหว่างพูดต่อหน้าลูกค้าเหมือนเมื่อก่อน มีสายตาที่มองข้ามกันบ้างในรูปแบบที่แม้แต่เพื่อนร่วมทีมก็แซวไม่กล้าเต็มเสียง
บางวันขุนเดินเข้ามานั่งข้าง ฝ้ายเฝ้ามองมือของขุนขณะเขาเล่นปากกาวนไปมา ไม่พูดอะไร
“ทำไมไม่กลับบ้านล่ะ” ขุนเอ่ยเบาๆ พลางกัดริมฝีปากล่าง
“กลับก็คิดงานอีก จะอยู่ที่นี่ดีกว่า”
“งั้น…อยู่ด้วยกันมั้ย”
ต่างฝ่ายต่างหาข้ออ้างให้ไม่ต้องรีบจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ
เวลาผ่านไปในแต่ละวันจนเป็นฤดูฝน ออฟฟิศเงียบลง ฝ้ายกับขุนต่างหมกมุ่นกับงาน มีการแบ่งหน้าที่อย่างเคร่งครัดขึ้น ช่วงนี้โจทย์งานเริ่มขัดแย้งกับความฝันของทั้งสองคน ฝ้ายใฝ่ฝันอยากเป็นดีไซเนอร์ที่มีลายเซ็นชัดเจน ขุนใฝ่ฝันอยากมีสตาร์ตอัพของตัวเองอย่างเงียบๆ สองความฝันที่เหมือนจะสวนทางกันแต่ต้องทำงานประสานกันเพื่อความสำเร็จของโครงการ
อยู่ๆ ขุนก็เริ่มหายหน้าไปช่วงสายของทุกวัน ฝ้ายเผลอคิดมาก กระสับกระส่ายจนกระทั่งหนหนึ่งเห็นขุนนั่งคุยโทรศัพท์หน้าตาหน้าเครียดอยู่ริมระเบียง เธอไม่กล้าถามตรงๆ
“ยุ่งอยู่รึ?” ฝ้ายถามเบา ขุนชะงักแต่ไม่หันมา
“ก็…อืม” ขุนตอบ เหมือนดึงตัวเองกลับเข้ากำแพงเดิม ฝ้ายถอยออกมา ความห่างเหินจู่โจมใจกลางทีม เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเริ่มของระยะห่าง ขุนเริ่มกลับบ้านเร็วกว่าปกติ ไม่ทานข้าวเย็นพร้อมทีม ฝ้ายสงสัย ลังเล และน้อยใจมากกว่าที่อยากยอมรับ เธอฟุ้งซ่านจนน้ำตาคลอเบ้า เธอลังเลว่าจะพูดตรงๆ หรือจะเงียบเหมือนที่ขุนทำ
คืนหนึ่งฝ้ายตัดสินใจส่งข้อความหา “ถ้าเป็นห่วงอยากช่วย แค่พูดมาก็ได้” ข้อความนั้นค้างไว้อีกฝั่งโดยไม่มีการตอบกลับ ฝ้ายเสียใจจนนอนไม่หลับ
สองสามวันขุนเงียบยิ่งกว่าเดิม ในที่ทำงานฝ้ายหงุดหงิดง่ายกับทุกอย่าง ทว่าทั้งคู่ก็ยังต้องนั่งร่วมโต๊ะ พูดประโยคสั้นๆ อย่าง “วันนี้มีประชุมสิบโมงนะ” “อย่าลืมแก้สไลด์” หรือ “โค้ดตรงนั้นแปลกๆ แก้ด้วย” ไม่มีคำว่าเธอ ฉัน หายไปบางจังหวะสายตาสองคนชนกัน โดยไม่มีใครยอมพูดอะไรออกมาจริงๆ
เมื่อถึงวันเดดไลน์ใหญ่ ขุนลาป่วยโดยไม่แจ้งให้ใครรู้ล่วงหน้า ฝ้ายเป็นคนเดียวที่ได้รับอีเมล์สั้นๆ แนบไฟล์สำคัญ ก่อนปิดท้ายประโยคว่า “ฝากด้วย” ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีคำลา ออฟฟิศเต้มไปด้วยความกดดัน ฝ้ายต้องออกไปนำเสนองานคนเดียว ท่ามกลางสายตาเฉยชาและเสียงชื่นชมแบบขอไปทีจากลูกค้า ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่หนักอึ้งกว่าทุกครั้ง ซูบลงกลางแก้ม
ช่วงเวลานั้นฝ้ายหวนคิดถึงจังหวะวุ่นวายและเสียงหัวเราะของขุนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
รุ่งขึ้นหลังประชุม ฝ้ายตัดสินใจเดินไปที่ห้องฝ่ายโปรแกรม เธอผลักประตูเข้าไป ขุนกำลังนั่งกอดอกหลับตา ฟังเสียงเพลงด้วยหูฟัง เธอกระแอมเบา ขุนดึงหูฟังออกช้าๆ เงยหน้ามองด้วยสีหน้าอ่อนล้า
“เป็นไร” ขุนถามเบาๆ
“ครั้งแรกที่ขาดกัน…งานมันเหงาแปลกๆ”
ขุนเงียบอยู่นานก่อนจะพูด
“เธอรู้ไหม…ช่วงนี้ฉันเครียดเพราะต้องดูแลแม่ที่ไม่สบาย ไม่กล้าบอกใคร กลัวจะทำให้คนอื่นลำบาก กลัวดูอ่อนแอ ทั้งที่…อาจจะอ่อนแอจริงๆ”
ฝ้ายก้มหน้า น้ำตารื้น
“เธอไม่ต้องกลัวว่าฉันจะทิ้งเธอหรอก…” เธอว่า
ขุนยิ้มบางๆ “ฉันเคยพลาดมาหลายอย่าง เพราะคิดว่าต้องเก่ง ต้องไม่พึ่งใคร คราวนี้…อยากลองพยายามอีกแบบบ้าง”
หลังบทสนทนานั้น สองคนค่อยๆ ปรับจังหวะเข้าหากันใหม่ ไม่เร่ง ไม่วิ่งหนี บางวันเงียบ บางวันเหนื่อย บางวันมีแววตาให้กันในความธรรมดา ฝ้ายนั่งขีดเขียนบนสมุดสเก็ตช์ ขุนช่วยตรวจโค้ดอย่างอดทน โดยไม่พูดอะไรมาก ดูเหมือนพวกเขาเต็มใจที่จะเป็น “ทีมเดียวกัน” มากกว่าคู่แข่ง
คืนนั้นหลังเลิกงาน ฝ้ายเดินกลับบ้านพร้อมขุน ฝนตกเบาๆ
“จะรีบกลับไหม” ฝ้ายถาม
“ไม่อะ ไปเดินเล่นด้วยกันหน่อย” ขุนว่าพลางส่งร่มให้ฝ้าย ทั้งคู่เดินบนทางเท้าเงียบๆ เสียงน้ำฝนกระทบพื้นดังก๊อกแก๊ก ได้ยินลมหายใจของกันและกันเสียงชัด พอถึงสี่แยกใหญ่ ฝ้ายหยุดเดิน มองขุน
“บางที…เราทำงานด้วยกันได้เพราะต่างคนต่างมีข้อเสียเหมือนกัน”
ขุนหัวเราะเบาๆ
“ใช่ ก็เลยยังอยากอยู่ข้างๆ เธอ”
ฝ้ายยิ้มทั้งน้ำตา ขุนหยุด ยื่นมือมาเช็ดแก้มให้ ฝ้ายจับมือเขาไว้แน่น และครั้งแรกที่ต่างคนต่างไม่ต้องพูดอะไร…สายตาก็พูดกันได้ทุกอย่าง
ฝนหยุดตกตอนที่สองคนเดินกลับถึงหน้าบ้าน ฝ้ายหันไปถามเสียงเบา
“จะพรุ่งนี้…ก็ยังอยู่ตรงนี้ใช่ไหม”
ขุนพยักหน้า ลมหายใจอุ่นปะทะแก้ม ฝ้ายหัวเราะทั้งที่น้ำตายังค้างอยู่
ความรักของทั้งสองคนไม่ได้โรแมนติกหวือหวา ไม่มีกุหลาบหรือเซอร์ไพรส์อลังการ มีแต่การอยู่ข้างๆ แม้ยามทะเลาะหรือวันเงียบงัน และทั้งคู่ก็รู้ดีว่า…ยังไงก็ยังเธอ