รอยยิ้มกลางสายฝน
เสียงฝนโปรยลงทั่วผืนถนนกรุงเทพฯ ตอนเย็น มีนาเพิ่งเสร็จจากชั้นเรียนวาดภาพ เธอเดินลากเท้ากลับมายังอพาร์ตเมนต์หลังเก่า เดินผ่านแสงไฟส้มในซอยแคบ กลิ่นดินชื้นในอากาศผสมกลิ่นก๋วยเตี๋ยวเจ้าเก่าที่อยู่ริมฟุตบาท
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กลับช้าจังเลยนะวันนี้” เสียงแหบแห้งแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มดังขึ้น มีนาเงยหน้ามอง ปุณณ์—a guy next door ผู้สวมเสื้อลายสก็อตเปียกฝน, ยืนคอยอยู่ใต้กันสาด
“เรียนเสร็จน่ะ…อาจารย์ให้ช่วยเก็บอุปกรณ์” มีนาตอบพลางหลบสายตาแล้วผูกเชือกรองเท้าใหม่ที่หลุด
ปุณณ์เดินถือถุงข้าวผัดไข่ซอสเผ็ดมาให้ “กินข้าวก่อนมั้ย เดี๋ยวเย็นหมด”
เธอรับไว้ เงียบไปนิดหน่อย แล้วพูดเสียงแผ่ว “ขอบใจนะ”
ทั้งคู่เดินขึ้นบันไดคับแคบเข้าห้องที่อยู่ติดกัน มีนาเปิดประตูเข้าไป นาฬิกาบนกำแพงเดินวนช้า ๆ เธอเหลือบมองภาพวาดที่เพิ่งขึงเสร็จในมุมห้องเป็นรูปท้องฟ้าหลังฝน
เสียงเคาะประตูสองครั้ง “มีนา ดูหนังด้วยกันมั้ย” ปุณณ์ยืนถือดีวีดีหนังโรแมนติกฝรั่งเศส พลางเบะปากแบบล้อเล่น
“หนังอะไร…อยากดูแนวสืบสวน”
“ปรับได้ แค่ขอเป็นแนวคนมีความหวังจะดีมาก”
มีนากระตุกยิ้มเล็กน้อย ตกลงใจเปิดประตูกว้างขึ้น
ห้องปุณณ์ดูรกกว่าของเธอมาก แก้วกาแฟเรียงเต็มโต๊ะ หนังสือการ์ตูนปิดหน้าเอาไว้ เธอนั่งลงข้าง ๆ ปุณณ์เปิดหนังทีละซีน ทุกอย่างดูง่ายดายแบบนี้เสมอ มีนาแอบขโมยมองปุณณ์ตอนอีกฝ่ายไม่รู้ตัว รอยยิ้มสดใสภายใต้เงาใต้ตาลึกนั่นคล้ายเก็บบางอย่างไว้
“ดูท่าทางเหนื่อยน่ะ…” เธอพึมพำ
“ฝนตกแล้วมันคิดอะไรมากมั้ง…ก็เลยนอนไม่ค่อยหลับ บางทีอ่ะนะ เวลาเรารู้สึกเศร้า ฝนแม่งเหมือนเข้าใจเราว่ะ” ปุณณ์ตอบเบา ๆ แล้วหัวเราะกลบเกลื่อน
มีนาไม่ได้ถามอะไรต่อ เธอรู้ว่าในฝนคืนนั้น ‘ความเศร้า’ ของแต่ละคนต่างกัน และไม่มีใครพูดตรง ๆ
หนังจบลง ปุณณ์ลุกไปหยิบผ้าห่มจากห้องน้ำกลับมาโยนให้เธอ “เดี๋ยวเป็นหวัด” มีนารับไว้ รู้สึกอบอุ่นทั้ง ๆ ที่บรรยากาศชื้นเย็นวนอยู่
เสียงฟ้าร้องดังขึ้น ทั้งคู่ต่างเงียบงัน มีนาเงยหน้ามองปุณณ์ “บางที…ฉันไม่เคยรู้เลยนะว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันควรอยู่ตรงไหนของชีวิต”
ปุณณ์นั่งนิ่ง คิ้วขมวด “เหมือนกัน บางทีเราก็แค่อยากวาดรูปต่อไปเลยไปเรื่อย ๆ แต่มีพ่อแม่อยากให้มาทำงานบัญชีที่บริษัท…ทั้ง ๆ ที่เกลียดตัวเลขเข้าไส้”
“แล้วนายคิดจะเลือกยังไง?”
ปุณณ์นิ่ง เหมือนคิดซ้อนกันหลายชั้น “ยังไม่รู้ แค่ขอให้มีซักคนเข้าใจบ้างก็ดี”
เธอมองเขานานขึ้น สายฟ้าแลบสั้น ๆ มองเห็นคำเหนื่อยล้าที่อีกฝ่ายไม่เคยพูด เธอลุกขึ้นล่ำลา ปุณณ์มองตามอย่างไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง
เช้าวันถัดมา ปุณณ์แอบสอดขนมปังแฮมชีสไว้ในช่องประตูมีนา พร้อมโน้ต ‘อย่าลืมกินข้าวเช้านะ’ มีนาเห็นแล้วยิ้มกวน ร้อง “ไอ้บ้านี่!” ออกไปตามโถงทางเดิน แต่ก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ของปุณณ์
เวลาผ่านไป หลายเดือนมิตรภาพของทั้งสองลึกซึ้งขึ้น ทั้งคู่มีนิสัยต่างกัน มีนาเป็นคนเงียบๆ แพนิคกับความเปลี่ยนแปลง ส่วนปุณณ์เปิดเผย เฮฮา เอาใจใส่คนอื่น แต่ซ่อนความรู้สึกไกล้เคียงกับความกลัวไว้ภายใน
วันหนึ่งกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยมของปุณณ์มาเยี่ยมห้อง เสียงหัวเราะดังลั่น ก่อนมีนาจะแอบได้ยินประโยคจากปากเพื่อนของเขา “มึงยังไม่กล้าบอกเขาอีกเหรอวะปุณณ์!” ปุณณ์หน้าเจื่อน ทำเป็นหัวเราะกลบ ๆ
มีนายืนเกาะประตู เธอพยายามไม่สนใจแต่เสียงหัวใจตัวเองดังขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
คืนนั้น มีนานั่งวาดรูปอยู่คนเดียว เธอเผลอมองรูปวาดรูปเก่า รูปวาดแฟนเก่าที่เธอไม่กล้าทิ้ง มันทำให้เธอคิดถึงอดีตที่เคยผิดพลาด—ความรักที่จบลงด้วยคำว่าหมดใจแบบไม่ทันตั้งตัว เธอกลัวการเริ่มต้นใหม่เพราะกลัวเจ็บซ้ำ มีนาคิดถึงคำของแม่ที่เคยบอกให้ “ใจไว้กับตัวเองก่อน”
คืนนั้นฝนตก พลันมีเสียงเคาะประตู “มีนา ขอยืมร่มหน่อยสิ” ปุณณ์ยืนเปียกฝนอยู่หน้าห้อง เสียงสั่นขึ้นนิดหน่อย มีนายื่นร่มให้แต่ไม่พูดอะไร ปุณณ์รับไป สบตากันครู่เดียวที่ยาวนาน
วันต่อมาปุณณ์หายหน้า ไม่เปิดประตู ไม่ส่งข้อความ มีนารู้สึกแปลกใจ แต่ยังพยายามบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร
สามวันต่อมา มีนาแวะไปเคาะประตู “เป็นไรหรือเปล่า”
เสียงอู้อี้ตอบกลับ “ไม่สบายเอง หมดแรงว่ะ” เธอเดินเข้าไปในห้อง พบเขานอนซมอยู่บนเตียง เธอช่วยป้อนข้าวต้มให้ทั้ง ๆ ที่ไม่พูดอะไรกันมาก
ขณะอยู่ในห้องมีนาเห็นสมุดวาดภาพเล่มเก่าของปุณณ์หล่นอยู่ข้างเตียง เธอหยิบขึ้นมาดู แปลกใจที่เห็นรูปวาดผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าเหมือนเธอ บนปกเขียนว่า “วันฝนตกกับผู้หญิงข้างห้อง”
มีนาเงียบไป ปุณณ์มองมาเห็น รีบเอาสมุดคืน “มันแค่เล่น ๆ น่ะ”
“นายกลัวอะไร…” เธอถามเบา ๆ
ปุณณ์อึ้ง “กลัวว่าเราอาจจะเสียเพื่อนไปก็ได้ถ้าบอกความจริง”
มีนาใจเต้นแรง เธอนั่งนิ่ง ปุณณ์หลับตาลงเหมือนจะหนีสายตา
“งั้นเราอยู่แบบนี้ไปก่อนก็ได้” เธอพูดพร้อมยิ้มบาง ๆ
ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป—ไม่เคยข้ามเส้น เป็นเพื่อน เป็นที่พึ่ง ยามเศร้า ยามหัวเราะ
วันหนึ่ง เมื่อต้องแยกกันไปเพราะงาน มีนาสอบสัมภาษณ์งานศิลปะสำเร็จที่เชียงใหม่ ปุณณ์ได้รับโทรศัพท์จากแม่เกี่ยวกับบริษัทบัญชี เธอจะต้องย้าย ส่วนปุณณ์อาจต้องย้ายไปทำงานประจำต่างจังหวัด พวกเขานั่งเงียบ ๆ ในร้านกาแฟตรงหัวมุมซอย
“ก็จะห่างกันแล้วสิ…” มีนาเริ่มพูดเสียงเบา ๆ
“ใช่…ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก” ปุณณ์พูดพลางก้มหน้าลง
ทั้งสองเงียบไปนาน มีนาเอื้อมมือไปคว้าแก้วกาแฟ ปุณณ์ยิ้มเหมือนยอมรับความจริง “นายเคยกล้าตัดสินใจผิดมั้ย” เธอถาม
“เคย…แล้วก็เจ็บมากด้วย”
“งั้นก็ลองตัดสินใจผิดอีกสักครั้งดูไหม”
ปุณณ์ตาโต เธอยิ้ม แล้วร้อง “ฉันหมายถึง…ถ้าคิดถึงกันมากนัก ก็เขียนจดหมายบ้างสิ โบราณแต่ชัวร์ดี”
ปุณณ์หัวเราะออกมาเบา ๆ บรรยากาศคลายลง กลายเป็นรอยยิ้มเศร้า ๆ ที่รับรู้กันและกัน
มีนาเก็บของย้ายออก ปุณณ์มาช่วยแบกกล่องขึ้นแท็กซี่ ฝนเริ่มโปรย แต่เธอเดินไปกางร่มให้ปุณณ์—ไม่พูดอะไร ต่างคนต่างรู้ว่าความสัมพันธ์นี้ยังไม่จบ
ระยะทางทำให้ความคิดถึงหนักขึ้น ปุณณ์เขียนจดหมายมา มีนาเขียนตอบ เดือนละฉบับ สายฝนในเชียงใหม่กับกรุงเทพฯ เรียงร้อยในใจพวกเขาเหมือนจะชิดใกล้กันมากขึ้นทุกครั้งที่หยิบซองจดหมายนั้นมาอ่านวนอีกครั้ง
หลายเดือนผ่าน พวกเขาเจอกันใหม่ในงานศิลปะที่เชียงใหม่ มีนาตื่นเต้นที่ปุณณ์ยังคงพกสมุดวาดรูปเล่มเดิมมา เหมือนทุกอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลงเหมือนในความทรงจำแต่อะไรบางอย่างเติบโตขึ้นในใจทั้งคู่
“คิดถึงไหม” ปุณณ์ถามขึ้นเบา ๆ
“ก็…ไม่มากหรอก” เธอหลบตา แต่ยิ้มจนเห็นรอยลักยิ้มข้างแก้ม
เขาหัวเราะ รู้สึกอุ่นใจที่เห็นเธอสบายดี
แล้วทั้งสองก็เดินตากฝนไปด้วยกันอีกครั้ง เหมือนวันแรกสุด แต่เวลานี้หัวใจของทั้งคู่เติบโตขึ้น กล้าที่จะยอมรับอดีต กล้าที่จะมีความหวังในวันข้างหน้า และกล้าที่จะลองเปิดใจ…ทีละนิดด้วยรอยยิ้มกลางสายฝน