สายลมของเธอและฤดูของฉัน
แสงแดดเช้าผ่านกระเบื้องหลังคาบ้านเล็กทรงไทยที่แอบหลบอยู่หลังแนวต้นปีบ อัญญายืนอยู่ริมประตู เงี่ยหูฟังเสียงนาฬิกาไม้ดังก้องในห้องโถง ตอนนี้เธอกำลังลังเลว่า จะเดินเข้ามหาวิทยาลัยสายหรือควรแสร้งว่าไม่สบายเหมือนเมื่อวานอีกดี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงโทรศัพท์สั่นเบาๆ บนโต๊ะเรียนส่งข้อความเชิญของชมรมศิลปะที่เธอลงสมัครแบบลังเล แม่จะว่าหรือเปล่านะถ้ารู้ว่าเธอหลบเรียนเสริมเพื่อวาดภาพมากกว่าท่องสูตรคณิต
“อัญ ไปเรียนเสริมหรือยังลูก?” เสียงแม่แว่วมา อัญญาถอนหายใจเบาๆ ตอบไปเสียงอ่อย “ไปแล้วค่ะแม่”
ลมหายใจเธอพ่นฟุ้งเมื่อเดินผ่านลานมหาวิทยาลัย เสียงฝีเท้าเบาๆ กระทบพื้นกรวด เธอรีบก้มหน้าก้มตา ไม่สบตาเพื่อนร่วมรุ่น จนกระทั่งเสียงหัวเราะดังแทรกขึ้นกลางสนาม เด็กหนุ่มคิ้วเข้มในเสื้อช็อปเก่าๆ กำลังปะทะคารมกับสาวผมสั้น พี่ปีสาม ภาคินในกลุ่มนั้นยื่นกระดาษให้สายตาสำรวจของเพื่อนๆ
“จะเอาผลงานนี้เข้าประกวดใช่ไหม?” พี่ปีสามถาม สายตามองภาคินอย่างหนักแน่น แต่กลับได้รับเพียงรอยยิ้มบางกับสายตาเมินเฉย “ก็แค่ลองดูครับ”
อัญญาหลบมุม รับรู้ถึงสายตาที่ยังไม่หันมาหา ใจเธอเต้นแรง
ในห้องชมรม ผนังเต็มด้วยภาพวาดหลากสี บรรยากาศอบอวลด้วยกลิ่นสีอะคริลิก ผนังฝั่งหนึ่งเป็นบอร์ดโชว์ผลงาน ภาคินนั่งก้มหน้าวาด อัญญาคว้าพู่กันมาลองชั้นประถมของตอนเด็ก ๆ อีกครั้งมือไม้อ่อนนุ่ม สายตาพลันสะดุดกับผลงานของภาคิน ภาพสายลมบนทุ่งข้าวสีทอง มีบางสิ่งเศร้าซ่อนอยู่
“เธอชื่ออะไรนะ?” ภาคินเอ่ยเสียงเรียบขณะล้างพู่กัน อัญญาตกใจนิดหน่อย “อัญ…อัญญาค่ะ”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ “ชอบวาดรูปเหรอ?”
“ชอบค่ะ แต่วาดไม่เก่ง”
“ก็วาดไปเถอะ ไม่เห็นสำคัญ” เขาเหลือบมอง จากมุมปากปรากฏรอยยิ้มเจือจาง
อัญญารู้สึกประหลาดใจ กล้ามเนื้อในอกคลายลงแต่ก็ยังไม่กล้าเงยหน้ามองเขาตรง ๆ
วันต่อมาตอนซ้อมจัดนิทรรศการของชมรม ภาคินเดินตามติดหลังอัญญา ทั้งสองช่วยกันขนกรอบรูปขึ้นชั้นสามโดยไม่มีใครสังเกต เสียงหัวเราะของคนอื่นไกลออกไป พวกเขาเงียบ อัญญาเปลี่ยนกรอบวางผิดฝั่งเผลอปล่อยมือ กรอบไม้ตกเสียงดัง
“ขอโทษค่ะ!” อัญญาพยายามเก็บชิ้นส่วน ภาคินหมอบช่วย สบตาฉับพลัน แววตาเขาดูเศร้า ๆ “ไม่เป็นไร เล็กน้อยเอง”
“ทำไมชอบวาดสายลม?” อัญญาถามเบา ภาคินนิ่งไปชั่วขณะก่อนตอบ “บางทีเราอยากเป็นอะไรที่อิสระ…เหมือนสายลม”
อัญญาเงียบ ไม่กล้าซักถามต่อ เธอสังเกตว่าเวลาที่เขาผิดพลาด เขาไม่โวยวาย เหมือนอดกลั้นอะไรบางอย่างไว้ภายใน
เมื่อวันประกวดศิลปะมาถึง ห้องนิทรรศการเต็มไปด้วยผู้คน รายชื่องานทุกชิ้นถูกตรึงบนผนัง อัญญาเดินวนไปมาในชุดเรียบง่าย แม่เธอมาแอบดูอยู่มุมห้อง ใบหน้าเคร่งเครียดและจริงจัง
“อัญ ทำไมไม่ส่งงานประกวด?” แม่กระซิบ พยายามพูดเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
“อัญไม่มั่นใจค่ะ…” เธอกุกกัก เหลือบมองภาคินซึ่งยืนดูชิ้นงานตัวเองเงียบ ๆ
“เก่งกว่าคนข้าง ๆ ก็ใช่ว่าจะมีความสุขหรอกนะ” เสียงภาคินดังข้างหู เธอตกใจ “ฟังคนอื่นตลอดเลยเหรอ?”
อัญญาเงียบไป แต่ในแววตาแฝงความขัดแย้งปนความกลัว
หลังเวที ภาคินเดินตามออกมานั่งบนฟุตบาท รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนหน้าเขา “บางทีชีวิตก็ไม่ยุติธรรมเลยเนอะ”
“นายเคยฝันอยากเป็นอะไรหรือเปล่า?” เธอสบตา ภาคินนิ่ง ก่อนสารภาพเสียงต่ำ “เมื่อก่อนเคยอยากเป็นสถาปนิก แต่…พลาดบางอย่างไป ทุกวันนี้ก็แค่พยายามวาดต่อไป”
เธอเห็นแววเจ็บปวดนั้น และรู้สึกว่าเขาไม่เหมือนใครในมหาวิทยาลัยที่มีแต่คนใส่หน้ากาก
วันหนึ่งชมรมจัดเที่ยวสเก็ตช์ภาพนอกสถานที่ อัญญานั่งริมแม่น้ำ สูดอากาศสดชื่น เขาวาดภาพเดียวกันเงียบ ๆ ก่อนเธอพูดออกมา “ถ้าทำตามฝันแล้วผิดหวัง เราจะเหลืออะไร”
“ก็แค่เริ่มใหม่” ภาคินกระซิบตอบ ก่อนจะหันไปมองแม่น้ำสายยาวด้วยกัน สายลมเย็นพัดผ่าน
ความใกล้ชิดเพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ อัญญาเริ่มรู้สึกดีกับความเป็นธรรมชาติของภาคิน เธอแอบยิ้มกับข้อความในกลุ่มชมรมที่เขาแซวเพื่อนเล่น แต่มักเว้นวรรคเงียบ ๆ เมื่อเธออ่านข้อความนั้น
หลังเลิกเรียนวันหนึ่ง อัญญาถูกแม่โทรตามกลับบ้านเร็วกว่าทุกวัน ช่วงสายเธอพบจดหมายขู่ว่าจะตัดค่าเล่าเรียนถ้าเธอยังเอาแต่ไปวาดรูป ภาคินเข้ามานั่งข้าง ๆ มองถุงใส่อุปกรณ์ศิลปะในมือเธอเงียบ ๆ
“เห็นว่าคุณแม่เธอเข้มงวด”
“ไปแอบถามใครมาน่ะ?”
“เปล่า แค่เห็นเธอชอบนั่งคุยกับกำแพงหลังตึก”
ทั้งคู่หัวเราะ เงียบกันไปพักหนึ่ง อัญญาลอบมองภาคิน เขามักแสดงออกว่าสบายดี แต่ในความเงียบมีบางอย่างซ่อนอยู่อย่างเหนื่อยล้า
เวลาใกล้สอบปลายภาค เธอเริ่มโดนคนในครอบครัวกดดันหนักขึ้น “จะเป็นศิลปินมันลำบาก รู้ไหม” แม่พูดซ้ำ ๆ จนในที่สุดเธอเริ่มลังเลกับตัวเอง ในขณะที่ภาคินตั้งหน้าตั้งตาวาดภาพใหญ่ที่สุดในชีวิต ตั้งใจส่งเข้าประกวดอีกครั้งโดยไม่ลบออกสักที
วันสุดท้ายก่อนวันส่งผลงาน อัญญาตัดสินใจไม่เดินเข้าห้องชมรม เธอนั่งซ่อนอยู่ใต้ต้นปีบ ไหล่ห่อเล็ก ๆ โทรศัพท์เงียบ ไม่มีใครไลน์หา มีแต่ข้อความสั้น ๆ จากภาคิน “วันนี้ไม่มาเหรอ” แต่เธอยังไม่ตอบ
ภาคินนั่งรออยู่ในชมรมจนดึก มือขีดเขียนภาพค้างครึ่งหนึ่ง สายตาเตะแผ่นกระดาษโน้ตที่อัญญาเคยเขียนหยอก “วันหนึ่งขอให้ได้วาดภาพที่ตัวเองชอบจริง ๆ” เขาถอนหายใจยาว ปลายนิ้วลูบตัวอักษรบนกระดาษช้า ๆ
เช้าวันต่อมา ฝนตกหนักฟ้าครึ้ม อัญญาถูกแม่ดึงตัวไปกวดวิชาทั้งวัน ในใจเธอสับสนอย่างรุนแรง รู้สึกเหมือนถูกบีบเข้ามุม เธอเงียบ ไม่พูดคุยกับใคร ไม่แม้แต่จะมองโทรศัพท์
วันประกวดมาถึง ภาคินไม่เห็นอัญญามางาน นิทรรศการดำเนินต่อไปในบรรยากาศเงียบขรึม เขายืนทบทวนตัวเองอยู่หน้าภาพสายลมในทุ่งข้าวสีทอง รู้สึกเหมือนมีอะไรขาดหาย
อัญญายืนลับ ๆ ซ่อนตัวอยู่นอกห้องนิทรรศการ น้ำตาซึมออกมาเมื่อเห็นผลงานภาคินได้รางวัลชมเชย เธออยากวิ่งเข้าไปกอดเขา แต่ก็ไม่กล้า
หลังจบงาน แม่ของอัญญายื่นจดหมายลาพักการเรียนให้อัญญาเซ็น เธอใจสลาย ไม่อาจสู้แรงกดดันได้ ขณะเดียวกันภาคินก็รู้สึกว่างเปล่าแม้ได้รับรางวัล เขาหันหลังออกจากห้องท่ามกลางความสนใจของทุกคน
หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง อัญญาไม่ไปมหาวิทยาลัย ไม่ออกจากห้อง เธอวาดภาพแต่ก็ไม่กล้าทำให้เสร็จ ในจดหมายขอโทษถึงภาคิน เธอบรรยายความกลัวและความขัดแย้งในใจตัวเอง
ภาคินได้รับจดหมายนั้นในวันฝนพรำ เขายืนอ่านหน้าตึกชมรม น้ำซึมกระดาษจางลงจนอ่านยาก สุดท้ายตัดสินใจเดินไปหาอัญญาที่บ้าน
เสียงเคาะประตูเบา ๆ แม่อัญญาเปิดประตูด้วยความลังเล “มาหาอัญหรือ?”
“ครับ”
เงียบ ทุกอย่างเหมือนหยุดเคลื่อนไหว อัญญายืนอยู่ปลายเตียง นัยน์ตาแดงก่ำ “มาทำไม…”
“ฉันอ่านจดหมายแล้ว เธอไม่จำเป็นต้องเก่ง…หรือสู้เพื่อใคร นอกจากใจตัวเอง” ภาคินเอื้อมมือวางกระดาษคืน
อัญญาเงียบ สบตาเขาพร้อมทั้งน้ำตา
“แล้วนายล่ะ ฝืนอะไรอยู่?” เธอกล้าถามในที่สุด
“ฉันเคยคิดว่าถ้าสอบติดสถาปัตย์จะทำให้บ้านภูมิใจ แต่ฉันพลาด…พ่อไม่เคยให้อภัย แล้วฉันก็ไม่ให้อภัยตัวเอง” เสียงเขาสั่นเบา ๆ
อัญญาเดินเข้าไปใกล้ มือชื้นเย็น “เราไม่ใช่คนที่ใครหวังสองคนนี้…แต่เราอาจเป็นคนที่กล้าฝันให้กันเองได้ไหม?”
ภาคินยิ้มในน้ำตา
ทั้งสองตัดสินใจไปเดินเล่นในสวนใกล้บ้าน สายลมพลิ้วไหว เบาะแสของความฝันใหม่ ๆ เริ่มขึ้น ภายใต้แสงแดดสลัว เขาถือกระดาษขาวเปล่าและอุปกรณ์ศิลปะ เธอเงยหน้ารับลมกอดอกตัวเอง แววตาสดใสขึ้นกว่าทุกวัน
“เราอาจยังไม่รู้จะเอาชีวิตไปทางไหน แต่ถ้ายังมีเธอเดินข้าง ๆ ก็พอใจแล้ว” ภาคินพูดขรึม ๆ
“ฉันก็เหมือนกัน” อัญญากลั้นยิ้ม รอยยิ้มเปียกน้ำตา ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
สายลมพัดโบกสุดปลายทุ่ง สองเงาเดินห่างจากกันไปพักหนึ่ง แล้วเดินกลับมาหากันใหม่ในวันนั้นเอง