เงียบในเงา
แสงแดดปลายฤดูฝนเฉี่ยวผ่านกิ่งไม้แห้งสีเทาเป็นหย่อมๆ ส่องลงบนหอพักเก่าขนาดสามชั้น ทาสีเหลืองหวานที่หลุดลอกจนแลดูเหมือนรอยแผลเป็นตามผิวตึก นักศึกษาสี่คนยืนอยู่หน้าประตูไม้ถลอก คำพูดแทบไม่มีใครเปล่ง— เว้นแต่เสียงหอบแบบเงียบๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ธันวา ตัวเอกที่สูง ผิวคล้ำ ตาแดงคล้ำเพราะอดนอน ถือแผนที่หอในมืออย่างไม่มั่นใจ สายตาคอยเหลียวไปมาระหว่างผนังร้างกับเพื่อนๆ เพลง ยืนตัวเกร็งข้างๆ สีหน้าข่มกลั้นความตื่นเต้นปนกลัว ข้อเท้าเธอสั่นแต่ปากพยายามยิ้มให้ดูไม่ตกใจ ส่วนกันต์ ใจวัน ผู้จัดจ้าน พูดจาเร่งเร้า แต่ตอนนี้กลับเงียบจนน่าแปลก มีแค่หยาดเหงื่อกลางหน้าผากที่บอกถึงความอึดอัด คนสุดท้ายคือปริม นิ่งเงียบ หน้าตีบเครียด นิ้วมือพันเชือกเส้นเดียวไปมา
“จะเอายังไง เข้าเลยไหม?” กันต์กระซิบ ขณะที่เสียงรถบนถนนไกลๆ ค่อยๆ เงียบหายไปปล่อยให้มีแต่สายลมแผ่วๆ กับเสียงไม้โยกในตึก
ธันวาพยักหน้า ฝืนยิ้ม “รีบเข้า เดี๋ยวแดดหมดพอดี…” แต่ปากเขาแห้งผาก
เสียงกลอนประตูดังครืดหนักอึ้ง ก่อนจะผลักให้ช่องแสงตรงฝุ่นจับขาวโพลน พวกเขาก้าวเข้าสู่โถงทางเดินโบราณ มีกลิ่นอายบางอย่างคล้ายผ้าม่านเน่า ไฟฟ้าคงขาดมานาน ทุกอย่างหม่นเทา มีแค่แสงจากประตูที่ส่องลึกเป็นเงาทาบยาวจนเหมือนช่องว่างไปในความมืด
ปริมเดินสำรวจรอบโถง ยกกล้องขึ้นถ่ายบ้างแต่สายตาเหมือนกลัวจะเจออะไรในช่องแคบระหว่างประตูไม้ เธอถามเสียงบางเบา “ทุกคน…รู้ใช่ไหมว่า หอเนี่ย เคยมีคนหาย…”
กันต์หัวเราะแห้ง “ก็แค่ข่าวลือ ไม่งั้นคงไม่กล้าขอมาเก็บข้อมูล” แต่พอหันหลังเขากลับมองเงาของตัวเองซ้อนสองภาพบนพื้น กะพริบตาถี่เหมือนไม่มั่นใจว่าเงาเหล่านั้นนิ่งจริงหรือเปล่า
ทางเดินห้องพักทอดยาว ขนาบด้วยประตูไม้ที่ปิดสนิทแต่ละบาน เพลงเดินหน้า ท่าทีเร็วๆ เหมือนรีบให้ถึงจุดหมาย “เราต้องทำอะไรก่อน?”
ธันวาเปิดแผนที่ บอกเบาๆ “ชั้นสอง ห้อง 208 เป็นห้องเก็บข้อมูลหลัก—”
เสียงปริศนาเบาๆ เหมือนมีของบางอย่างลากบนชั้นบน พวกเขาต่างหยุดนิ่งชั่วครู่ ฟัง สายตาปริมตื่นตระหนก เธอมองไปรอบด้าน ไม่กล้าถามเสียงดังว่ามีใครได้ยินเช่นกัน
ท้องฟ้ามืดลง ฝุ่นเริ่มลอยคละคลุ้งในอากาศ เมื่อทั้งหมดเดินขึ้นบันได ก็มีเสียงฝีเท้าสะท้อนเบาๆ ตามหลัง แต่เมื่อหยุดเดิน เสียงเหล่านั้นก็หยุดดังทันที
พวกเขามองหน้ากันแต่ไม่มีใครกล้าย้อนกลับไปดู กันต์กลืนน้ำลายอย่างฝืดเงียบ
เมื่อถึงห้อง 208 ธันวาไขกุญแจเก่าที่ได้มาจากอาจารย์ เสียงคลิกดังชัด ตรงกลางห้องเล็กโบราณมีโต๊ะไม้และแฟ้มเอกสารปิดฝุ่น โซฟาที่บุ๋มกลางจนโครงเหล็กเสียงังเอี๊ยดตอนปริมลองทิ้งตัวลง
ขณะที่เพลงง่วนกับการเช็คกล้อง กันต์เดินไปรื้อแฟ้มเปิดอ่าน “ทำไมหมดนี่เป็นชื่อคนหายล่ะ?”
ปริมสะดุ้ง รีบแย่งแฟ้มมาดู ชื่อที่ระบุในแฟ้มคล้ายชื่อเล่นที่ใช้กันแถวนี้ บางคนเป็นนักศึกษา บางคนเป็นคนดูแลหอพัก “มันคืออะไร—ทำไมเยอะขนาดนี้?”
ธันวาขมวดคิ้ว พยายามไม่มองเงาดำที่คืบคลานเข้าไปที่ปลายเท้า พยายามมองข้าม แต่ในใจสั่น หน้าผากแฉะเหงื่อเย็นวาบ
เสียงเคาะจังหวะเดียวกันติ๊บๆ ดังจากเพดานเหมือนใครกำลังส่งสัญญาณ พวกเขานิ่งฟังอีกครั้ง คราวนี้ขนลุกพร้อมกัน ไม่มีใครพูดออกมา—แค่สบตา ซ่อนอารมณ์
แล้วเสียงโทรศัพท์ปลุกที่หอบเข้ามาด้วยก็ดังขึ้น ธันวารีบหยิบ มองหน้าจอเเสดงเวลา—แต่ไม่มีเบอร์ แค่ข้อความขึ้นว่า “อยู่ด้วยกัน”
ไม่มีใครยอมรับว่าใจคิดอะไร สายตาปริมหว่างน้ำตาและความกลัว เพลงนิ่งเหมือนรอใครสักคนตอบแทน “ใครส่ง—นี่มัน…”
“อย่าไปสนใจ ข้อมูลเราต้องเก็บให้เสร็จก่อน” ธันวาเสียงสั่น
กันต์ปรายตามองปริม ชักสีหน้าไม่ถูก “ปริม เราต้องไปเก็บเสียงที่บันไดหนีไฟต่อมั้ย?”
ปริมพยักหน้า ลุกเดินเร็วออกจากห้องโดยไม่พูด เมื่อเสียงประตูปิดลง มีเสียงคล้ายสายลมหรือเงาเลื่อนผ่านพื้นไม้ กวาดตามาหยุดตรงโต๊ะ ทุกคนเงียบเหมือนไม่ได้ยิน
เพลงหอบกล้องก้าวตามปริม สีหน้าขึงขังแต่กลัวปนความตื่นเต้น เธอมองที่ทางเดินราวกับคาดหวังจะเจออะไรแปลกออกไปแต่ก็ไม่มี—ทีละก้าวเงียบงันจนเสียงหัวใจดังกว่าเสียงเท้า
รอยเท้าโคลนหน้าบันไดหนีไฟปรากฏใหม่ทั้งที่ไม่มีใครเดินผ่านมา ปริมชะงักก่อนจะพูดช้าๆ “มีใคร…ตามพวกเราไหม?”
เพลงมองย้อนกลับไปทางโถง ยิ้มแหย “ไม่มีใคร…ใช่มั้ย?” คำพูดของเธอเหมือนถามใครบางคนที่ไม่ใช่แค่เพื่อนในกลุ่ม
เสียงเคาะกลับมาจากเพดานอีกครั้ง คราวนี้ดังขึ้น ใกล้ขึ้น ปริมกำหมัดแน่น “พอแล้ว กลับดีกว่า—”
“เราหยุดไม่ได้!” ธันวาลั่นประตูตามหลังดังปัง
บรรยากาศกดดันแต่พวกเขายังไม่ยอมกลับ เสียงดัง ๆ เริ่มมากขึ้นทีละน้อย เอกสารบางแผ่นปลิวหล่นลงมาเอง ลมทั้งที่ไม่มีลม พวกเขาพยายามถ่ายรูป จดโน้ต มือสั่น เสียงพูดกระซิบเบาๆ เวลาเจออะไรแปลก แต่ไม่กล้าตะโกน ไม่กล้าร้องไห้
กันต์คลำโทรศัพท์ เจอกระดาษโน้ตในกระเป๋า ทั้งที่ไม่ได้เอามา เขาเปิดอ่านตัวสั่น: “อย่าแยกกัน” มือเขาสั่นจนตัวหนังสือบิดเบี้ยว เพลงเดินเข้ามาถามว่าเป็นอะไร แต่กันต์กลบเกลื่อนเสียงแผ่ว “เปล่า…ฝุ่นเข้าตา”
ขณะนั้นเสียงประหลาดคล้ายกระจกแตกร้าวดังมาจากชั้นสาม ต่างหยุดนิ่ง ธันวากลืนน้ำลายแล้วพูดเสียงเคร่ง “เดี๋ยวก่อน…ใครขึ้นไปข้างบน?”
ไม่มีใครยืนยันความจำ เหมือนเหตุการณ์แต่ละอย่างเริ่มสับสน พวกเขาเดินวนไปวนมาในทางเดินที่เหมือนจะเหมือนเดิมแต่กลับให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
แสงข้างนอกเริ่มพร่า ก่อนหน้านี้มีแดดตอนนี้หม่นเทาหนาอมม่วง เงาของทุกคนในห้องเย็นยาวอย่างผิดธรรมชาติ ราวกับมีอีกตัวตนหนึ่งทาบทับเกาะอยู่ข้างหลัง
เพลงเดินเข้าไปยังห้องพระเก่า เปิดไฟฉายส่องไปทั่ว เจอผ้าดิบเก่าๆ ห่อพระสำริด ไฟทำให้สิ่งของในห้องหลอนมากขึ้น เธอลูบหน้าพระอย่างไม่ตั้งใจ แต่รู้สึกเย็นวาบจนชักมือกลับทันที พลางพูดอย่างลังเล “ในนี้มีใคร…ขออะไรไว้หรือเปล่า…”
กันต์เดินสำรวจอีกด้าน พบรอยขูดลึกๆ ที่ประตู แปลกตรงร่องรอยเหมือนเล็บมนุษย์ ทั้งประตูมีรอยนั้นมากมายราวกับมีคนขนาบเกาะฝืนออกมาจากข้างใน เขานิ่งมองอย่างไม่เข้าใจ มือแตะแล้วผละกลับ
ปริมอยู่ใกล้หน้าต่าง มองแต่เงาสะท้อนตัวเองที่เริ่มพร่าเหมือนจะกระพริบตาเองได้ น้ำเสียงสั่น “มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเราไหม ถ้าเรา—”
ธันวาเดินเข้ามายืนข้าง ๆ มองเห็นคำจารึกบนขอบหน้าต่าง บนไม้มีอักษรซีด ๆ ว่า “ให้เห็น…จะอยู่ ให้หาย…จะตาม”
ทั้งสี่คนเริ่มแบ่งกลุ่มด้วยความหวาดระแวง ความเงียบระหว่างกันบางครั้งยาวนานผิดปกติ จนเสียงหายใจตัวเองดังก้องในศีรษะ
ริ้วเสียงในห้องน้ำเก่าที่ประตูแง้มอยู่ เพลงย่องไปส่องข้างใน กลิ่นเหม็นอับแน่น เสียงหยดน้ำดังติ๊งๆ แต่ไม่มีน้ำ ก๊อกทุกตัวแห้งผาก เธอมองในกระจก แล้วเบิกตากว้าง—เงาของตัวเองไม่มีด้านหนึ่งราวกับเงาโดนกลืนกินไปครึ่งหนึ่ง เธอตกใจวิ่งออกมาไม่กล้าพูดกับใคร
กันต์ทนไม่ไหว พูดเสียงดัง “ใครล้อเล่นอะ เลิกเงียบได้ไหม!”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงหัวเราะฝืดเบาๆ ดังขึ้นที่ปลายทางเดิน ไม่มีใครพูดว่าออกมาจากใคร เสียงนั้นค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับเงาทมึนบางอย่างตรงมุมมืด—แต่ไม่สามารถจับต้องได้
ปริมขยับมาใกล้ธันวา เสียงกระซิบจนแทบไม่ได้ยิน “ถ้าเราออกไม่ได้…มันคือโทษของคนที่เคยเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นหรือเปล่า?”
ธันวาเริ่มเปิดใจเล่าว่า เมื่อปีก่อนเขาเคยมาสำรวจที่นี่กับรุ่นพี่ที่เป็นญาติรุ่นเดียวกัน—แล้วรุ่นพี่คนนั้นก็หายตัวไป ทุกคนเข้าใจว่าคงหนีปัญหาชีวิต แต่เจนจบก็ติดต่อไม่ได้—นั่นเป็นเหตุผลที่เขาเสนอตัวมาวิจัยเอง พร้อมจะสืบเองว่าเรื่องนั้นเป็นอะไร
กันต์โต้กลับ “แต่เราทุกคนก็เคยได้ยินว่า หอพักนี้…ต้องจ่ายราคาอะไรบางอย่างก่อนจะออกไปได้ใช่ไหม?”
เสียงเคาะเพดานดังว่าตอบรับ เสียงบดรองเท้าออกแรงฝืดๆ ดังตามมาจากห้องถัดไป พวกเขารวมตัวกัน เดินไปหาต้นเสียง กลิ่นอับเหม็นเปรี้ยวตีจมูก ประตูเปิดออกช้าๆ ภายในเป็นห้องนอนที่มีรูปถ่ายขาวดำติดฝาผนัง เป็นรูปคนกลุ่มใหญ่นั่งเรียงกัน ทุกคนในรูปดูเหมือนจะไม่มีดวงตาชัดๆ มีแค่เงาวาวเป็นเส้นบาง เสียงหัวเราะแผ่วเบาจากในรูปดังขึ้นให้ขนลุก
ปริมเริ่มร้องไห้จนมือสั่น โผไปกอดธันวา กันต์กับเพลงเบี่ยงตัวหลบเหมือนอยากหายไป เพลงถามเสียงกลืน “จะออกไปทางไหนดี—”
ทันใดนั้นประตูห้องก็ปิดเองอย่างแรง ทุกคนแตกตื่น พยายามทุบประตูแต่ผิดปกติที่มือทุกคนชาเหมือนถูกตรึงไว้ เงาในห้องเริ่มยาวมากขึ้นๆ จนแทบปิดบังแสงจากนอกหน้าต่าง
ธันวาหวนคิดถึงคืนวันก่อน พึมพำ “มันเป็นคำสาป—พวกเราต้อง—”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ข้อความปรากฏว่า “ใครจำไม่ได้…จะอยู่ที่นี่”
ความจริงบางอย่างฉายแว็บในสายตาทุกคน ความทรงจำที่แต่ละคนเก็บซ่อนไว้ตลอดมาถูกเร่งรื้อกลับมา เพลงเคยเดินเจอเด็กผู้หญิงในตึกนี้เมื่อหลายปีก่อน เธอวิ่งหนีและทำเป็นลืมกันต์เองเมื่อตอนเป็นน้องใหม่ เคยขังเพื่อนในตึกนี้เมื่อคืนนี้เล่นพิเรนทร์ แล้วไม่กล้าเล่าให้ใคร ส่วนปริม จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยเห็นบางอย่างขยับใต้เตียงแต่ปากไม่กล้าบอกใคร
เงาในห้องเริ่มทาบทับจนแสงเหลือเพียงเส้นเดียว ทุกคนต้องตัดสินใจ—ยอมรับความผิดและความกลัว หรือเพิกเฉย
ธันวาเป็นคนแรกที่สารภาพน้ำตาซึมขอให้รุ่นพี่ที่หายไปอโหสิกรรม ส่วนเพลงขอโทษเด็กที่เคยเห็นแต่ไม่ได้ช่วย กันต์ยอมรับความผิดและขอออกจากหอพักโดยกล่าวคำขอโทษต่อทุกวิญญาณในนี้ ปริมกระซิบทั้งน้ำตายอมรับว่าเธอกลัวความจริงจนไม่กล้าพูดทุกอย่างมาตลอด
ทันใดนั้นเสียงดังปึงปังดังขึ้นรอบทิศ—เงาเริ่มถอยร่นกลับเข้าไปในมุมมืดทีละน้อย ลมหายใจทุกคนเริ่มกลับมา ประตูเปิดเองช้าๆ เสียงวังเวงหายไปเหลือเพียงเสียงลมหายใจตนเอง
ทุกคนรีบออกจากหอพักเงียบๆ ร้องไห้ออกมาด้วยความตึงเครียด เสียงไม้โยกยังดังอยู่ข้างหลัง ขณะที่พวกเขาเดินออกจากประตูแล้วทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง แต่อะไรบางอย่างยังคงเฝ้ามองผ่านเงาที่ยาวเหยียดบนพื้นซีเมนต์ เงาตัวเองของทุกคนยังมีเส้นสายพร่าเหมือนมีรอยขีดของใคร หรือของบางอย่างคอยสะกดรอยตามอยู่
แสงดวงอาทิตย์เริ่มแรงขึ้น พวกเขาหันกลับไปมองหอพักอีกครั้ง ทุกอย่างกลับเงียบสงัด—ทว่าพอเดินออกไปจนลับสายตา เงานั้นยังอยู่ อยู่เงียบๆ เหมือนไม่เคยมีใครออกไปได้จริง