คำคืนที่ห้ามพูดชื่อ
รอยแตกร้าวบนพื้นไม้เดินสะเทือนไปทั่ว ทั้งห้องรับแขกในบ้านไม้ที่เคยอบอุ่นกลับอวลไปด้วยฝุ่นและกลิ่นไม้เก่า เสียงลมหายใจดังสลับกับลมกรรโชกแรงนอกหน้าต่าง พลกลับมาเหยียบพื้นบ้านเดียวกันกับตอนอายุสิบเจ็ดปีอีกครั้ง เขาหอบกล่องของขวัญที่ไม่มีใครกล้าเปิดวางลงกลางโต๊ะ พร้อมด้วยสายตาอึดอัดจากเพื่อนอีกสี่คน: น้ำ หญิงสาวร่างเล็กผู้ติดนิสัยพูดจาเบาๆ มานะ หนุ่มมาดนิ่งที่ชอบเก็บความคิดไว้กับตัว ไม้ ใจร้อนแต่กลัวความเงียบที่สุด และเปิ้ล ที่เอาแต่จ้องโทรศัพท์มือไม่นิ่ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เรามาทำอะไรที่นี่อีกนะ…” น้ำผละออกไปเกาะขอบหน้าต่าง นิ่งไปนาน ก่อนข่มเสียงหัวเราะที่แห้งแล้งออกมา “ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น”
ไม่มีใครตอบทันที พลเหลือบมองกล่อง เดินหลบดวงตาอีกสี่คู่ “แค่คืนเดียว เราก็กลับ กล่องนี้…ต้องเอากลับให้ได้”
เปิ้ลเหลือบขึ้นมาช้าๆ สอดส่ายสายตาสำรวจ “เหมือนยังได้กลิ่นโชยอยู่เลยเนอะ เหมือนตอนนั้น…” เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน
เสียงกิ่งไม้ขีดกระเบื้องหน้าต่างเหมือนเล็บข่วนทุกคนให้ตัวสั่น ไม้พยายามกลบความกลัวด้วยเสียงหัวเราะ “เรากลัวอะไร ตอนนั้นเราก็รอดนี่หว่า ไม่มีใครเห็นอะไรจริงๆ สักหน่อย”
น้ำเดินออกไปสำรวจห้องครัว มุมมองของเธอเงียบ พยายามไม่สบตาใคร ทาสีซีดบนผนังดูราวกับจะหลุดออกมาได้ทุกขณะ เธอเปิดก๊อกน้ำแล้วหยุดเหมือนได้ยินเสียงกระซิบชื่อเธอในความว่างเปล่า หันขวับอย่างตกใจ—แต่ไม่มีใคร
พลเดินออกจากห้องนั่งเล่น สะดุดกระจกเงาเก่าแก่ที่ตั้งเอียงชี้เข้าไปในความมืด พื้นหลังในกระจกเบลอและพร่า แต่เหมือนมีเงาดำบางอย่างเคลื่อนไหวตาม เสียงเตะกล่องข้างโต๊ะดังแผ่วๆ ก่อนเงียบงัน
เปิ้ลเดินสำรวจบ้าน เธอเจอต้นฉำฉาต้นใหญ่หน้าประตูหลังที่เหมือนเคยเห็นเงาเคลื่อนไหวนอกหน้าต่างตอนเด็ก เธอหันไปถามน้ำ เสียงแหบ “ที่นี่มัน—เหมือนมันยังอยู่นะ”
น้ำหลบตา “อย่าพูดชื่อนั้น…เราสัญญากันแล้ว…”
มานะออกไปยืนที่ระเบียงหลังบ้าน ส่องไฟฉายไปในป่ามืด เขานิ่งสงบ แต่แววตาฉายความกลัวเก็บกด มือขวากำพระเครื่องแน่น “ถ้าเราไม่พูดถึง มันก็จะไม่มา ใช่ไหม”
ท่ามกลางความเงียบ เสียงบางอย่างเหมือนเดินอยู่บนชั้นสอง พลขมวดคิ้ว ทุกคนหยุดนิ่ง มองหน้ากันอย่างระแวง พักหนึ่งไม่มีใครกล้าขึ้นไปสำรวจ
เปิ้ลเสนอกลัวๆ “อย่าไปคนเดียว เราขึ้นไปพร้อมกันดีกว่า”
ทั้งห้าคนย่องขึ้นบันได เสียงไม้ลั่นใต้ฝ่าเท้า ระดับเสียงหัวใจแต่ละคนดังจนแผ่วราวจะทะลุอก พวกเขามาหยุดที่หน้าห้องเก่าซึ่งปิดผนึกไว้ด้วยผ้าขาวผืนเก่า กุญแจผุ เปิดไม่ออก พลควานหากุญแจในกระเป๋าเสื้อ ฝ่ามือสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม
“ใครจำได้มั่งว่าวันนั้นเราทำยังไง—” ไม้เริ่มเอื้อมมือแต่ถูกน้ำรั้งไว้ สีหน้าน้ำซีดเซียว “อย่าเปิด อย่างน้อยวันนี้อย่า…”
เสียงบางอย่างบนเพดานข้างในห้องเหมือนเสียงลากเท้า แตะช้าๆ สายตาทุกคนจับจ้องที่ประตู เสียงกุญแจหมุนแกรกๆ พลไม่ได้ตั้งใจให้มันหมุน แต่เรี่ยวแรงที่มองไม่เห็นเหมือนผลักมือเขาไปข้างหน้า
เมื่อบานประตูเปิด เผยให้เห็นห้องที่ว่างเปล่า บนพื้นมีรอยขีดเป็นวงกลมใหญ่ รอบวงมีสัญลักษณ์ประหลาดคล้ายเครื่องหมายคำสาป ไม่มีใครพูดอะไร พลกลืนน้ำลาย ฝุ่นในอากาศจับตัวหนาแน่นจนได้กลิ่นเหม็นอับติดจมูก
มานะเดินเข้าไปช้าๆ มือเอื้อมไปสัมผัสผนัง “วันนั้นมันอยู่ตรงนี้” เสียงของเขาสั่นเป็นระยะ เสียงในห้องก้องว่างเปล่า ไม้ยืนข้างหลัง มือเกายอดหัว แววสงสัยผสมหวาดกลัว “มันอะไร—กันแน่วะ?”
เปิ้ลสอดส่ายสายตา เจอรูปถ่ายครอบครัวเก่าๆ วางคว่ำอยู่บนโต๊ะเล็ก เธอพลิกดู หน้าทั้งหมดในนั้น เบลอไม่มีตา กระดาษเปียกซึมเหมือนเพิ่งร้องไห้ “รูปใคร…” เธอสั่นเครือวางไว้เฉยๆ แล้วหันกลับออกมา
คืนนั้น ทุกคนเข้านอนในห้องรับแขกกลางบ้าน พลกับมานะผลัดกันนั่งเฝ้า เปิ้ลกับน้ำพูดคุยกันแผ่วเบา “ถ้าเราหนีกลับตอนนี้…”
“ไม่ได้ กลับในคืนนี้ไม่ได้” น้ำเอ่ยเสียงแหบ เธอเอามือปิดปากซ่อนน้ำตาที่ไหลชอบกล “เราสัญญาไว้แล้ว…”
มานะกอดอกมองออกไปในความมืด พลับพลึงใจว่าเสียงที่ได้ยินตอนต้นคือความจริงหรือแค่ภาพหลอน ทุกวินาทีที่เงียบสนิทเหมือนความกลัวค่อยๆ แทรกทุกซอกมุมบ้าน
เสียงนาฬิกาเก่าดังติ๊กๆ ราวกับนับถอยหลังอย่างกดดัน ครู่หนึ่ง ไม้สะดุ้ง “ใครลงไปรอบ้านเมื่อคืนวันนั้น”
เปิ้ลสบตาไม้ ผิวปากเบา “ไม่มีใครทุกคน—หรือมี…”
สายตาทุกคู่หันไปหาน้ำ
น้ำหน้าซีด มือกุมหัวใจแน่น
…
เปิ้ลสะดุ้งตื่นกลางดึก เธอได้ยินเสียงกระซิบแทรกจากด้านนอกหน้าต่าง เสียงเรียกชื่อเธอเบาๆ แต่แตกปริ ศนา เธอกวาดตามองรอบบ้าน ทุกคนยังนอนเรียงกันอยู่ แต่เงาดำหลังม่านกลับสูงผิดปกติ
เธอค่อยๆ คลานออกไป กลั้นหายใจจนเสียงหัวใจเงียบงัน หน้าต่างเปิดออกช้าๆ เงาดำนั้นเคลื่อนไหลเข้าใกล้ กลืนร่างกับความมืดก่อนจะจมหาย เธอกรอกตากลับมา เหงื่อเย็นเจิ่งใบหน้า
เช้ามา แสงอาทิตย์บางๆ รอดเข้ามาในบ้าน พลกับไม้เดินตรวจรอบบริเวณ พบถุงผ้าสีขาวซ่อนไว้หลังประตู ในถุงมีเสื้อผ้าเด็กเปื้อนฝุ่นกับซองจดหมายที่ไม่จ่าหน้าซอง พลลังเลแต่ในที่สุดก็แกะอ่าน มือสั่นระริก ถ้อยคำข้างในคล้ายลายมือของแม่พลเมื่อหลายปีก่อน
“อย่าทำให้มันตื่น อย่าเอ่ยชื่อมัน… มันมีอยู่แค่ในคืนนี้ ห้าม…ห้ามแตะคำต้องสาป”
น้ำหลบสายตาเพื่อนๆ เธอปิดปาก ก่อนพูดแผ่วเบา “คืนนั้น…เราเห็นเด็กคนนั้น”
มานะขมวดคิ้ว “เด็ก—หมายถึงอะไร?”
“เด็กใส่ชุดขาวใต้ต้นฉำฉา ตาคล้ำดำเหมือนกลวงโบ๋” น้ำเสียงสะอื้น
ไม้หัวเราะกลบกลัว “หนูหลงทางเองมั้ง”
เปิ้ลมองพล สีหน้าจริงจัง “นายจำได้ไหม คืนนั้น—เพื่อนอีกคนที่ไม่เหลืออยู่”
ความเงียบคืบคลาน ทุกคนเหมือนถอยห่างจากความจริง
พลผละออกไปยืนนอกชาน มองออกไปในดงฉำฉา เงาต้นไม้โยกเบาๆ ในสายลม เสียงฝีเท้าที่ไม่มองเห็นดังใกล้เข้ามา ตรงจุดเดียวกับที่พลเคยเห็นอะไรเคลื่อนไหวตอนเด็ก ตอนนี้เขาเห็นเงาบางๆ รูปร่างเด็ก เอียงหัวจ้องมองราวกับจดจำได้
พลถอยหลังชนขอบประตู สายตาวุ่นวายระหว่างความจริงกับจินตนาการ เขาหายใจเฮือก เหงื่อเย็นกรังทั่วแขน
คืนนั้น เสียงกรีดร้องแผ่วๆ ดังจากห้องบน ความหวาดระแวงลามซึม พลกับมานะรีบขึ้นไป เห็นน้ำยืนนิ่งสะท้านที่ประตู “เด็ก…เขาอยู่ในนั้น”
พลเคาะประตูเสียงขุ่น “ไม่มีอะไรทั้งนั้น!” แต่น้ำชี้นิ้วไปที่ความว่างเปล่าในห้อง พลชะงักกับเงาเด็กในกระจกที่ขยับยิ้มช้าๆ ท่ามกลางอากาศที่เย็บเย็นสวนกับอุณหภูมิ
เปิ้ลกับไม้ตามขึ้นมา พวกเขามองทุกซอกทุกมุม เจอแต่ความว่างเปล่า ยกเว้นเงาเล็กๆ ที่ในกระจกเหมือนกำลังเคลื่อนไหว—มีอะไรมากกว่าความว่างเปล่า
เสียงเด็กหัวเราะเบาแทรกมาจากฝุ่นใต้เตียง ทุกคนยืนตัวแข็ง ไม้สบถเสียงเครือ “ไปกันเถอะ อย่าอยู่ต่อเลย…”
พวกเขาพากันออกจากห้อง แต่เสียงฝีเท้าเล็กๆ ยังเดินวนอยู่ชั้นบน เงาผ่านประตูอย่างไร้ร่าง เสียงดังข้างหลังตลอดเวลา
ตกดึก วันสุดท้าย น้ำสารภาพกับเพื่อนๆ “ตอนนั้น…หลังจากเราแกล้งกัน มีคนตกบันไดจริงๆ เด็กคนนั้น เขายังไม่ไป เขาติดอยู่ที่นี่เพราะเรา”
มานะน้ำตาคลอ “นายหมายถึง—”
น้ำสั่นศีรษะ “ไม่มีใครรู้จักเขา ไม่มีชื่อ ไม่มีใครกล้าเรียกชื่อ…เราทำผิด แต่ไม่กล้ายอมรับ”
พลเปิดกล่องของขวัญที่แบกมา ภายในมีผ้าขาวผืนเล็กเปื้อนเลือดและป้ายชื่อที่มีแต่รอยลบ ไม้เริ่มร้องไห้ พึมพำ“ขอโทษนะ…”
ณ ตอนนั้น เงาเด็กเดินออกมาจากมุมมืด เคลื่อนตัวเข้าหาทุกคน ไม่พูด ไม่ส่งสัญญาณใดๆ แค่เงียบงันจนทุกคนขยับไม่ได้ น้ำกลั้นใจเอ่ย “เรายอมรับผิด”
เงาเด็กหยุดนิ่ง คล้ายจะยิ้ม หรือไม่ก็ร้องไห้ ไม่มีใครแยกได้ เสียงลมหายใจของทุกคนหนาวเหน็บจนเจ็บปวด รอยยิ้มเด็กระเรื่อขึ้นกลางใบหน้าขาวโพลน ก่อนค่อยๆ จางหาย ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
วันต่อมา บ้านหลังนี้สงบเหมือนไม่มีใครเคยอยู่ พลยืนเหม่อที่หน้าประตู รู้ตัวว่าความผิดที่ไม่กล้าสารภาพยังตามหลอนต่อ ไม่ว่าพวกเขาจะจากไปหรืออยู่ต่อ—คืนที่ห้ามเอ่ยชื่อนั้นยังคงปกคลุมอยู่กับบ้านหลังเก่าอย่างไม่มีวี่แววสิ้นสุด