แสงสุดท้ายบนสะพานข้ามฟ้า
เสียงรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ กระทบรางเหล็กดังก้องเหนือหัว ข้าวฟ่างนั่งอยู่ริมกระจกห้องสมุดมหาวิทยาลัย สายตาเธอเหม่อมองลงไปยังทิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่แสงแดดยามบ่ายตกกระทบอย่างนิ่งเงียบ อากาศเดือนมิถุนายนเหนียวหนืด ปันเดินเข้ามาหย่อนตัวนั่งฝั่งตรงข้าม แววตาล้า ๆ เหมือนผ่านอะไรหนักหน่วงมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กินข้าวหรือง่วงวะ?” ข้าวฟ่างถาม น้ำเสียงกึ่งห่วงกึ่งหยอก แม้ปากจะยิ้มแต่สายตาเธอก็ซ่อนความเป็นห่วงอยู่ลึก ๆ
ปันเหลือบตามอง “ง่วงกับหิว บางทีก็แยกไม่ออกว่ะ”
ข้าวฟ่างหัวเราะ ยกมือลูบผมตัวเอง “ไงก็ต้องกิน มีโปรเจกต์ต้องส่งนะ อย่าแผ่ว”
ปันเงียบไปครู่หนึ่ง มองสมุดสเก็ตช์บนโต๊ะ ลายนิ้วมือเปื้อนรอยดินสอ “ถามอะไรหน่อย…”
เสียงหยุดกลางคัน ข้าวฟ่างเงียบ รอฟัง ไม่ถามซ้ำ ปันมองเธอ ก่อนส่ายหน้าบาง ๆ “ไม่เป็นไร ไว้ก่อน”
ข้าวฟ่างสบตาเขานาน ก่อนเบนสายตาไปที่แสงแดด “ถ้ามีอะไรก็บอก ฉันฟังได้”
ปันยิ้มบาง ๆ แล้วเปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมา สองเพื่อนซี้ทำงานคู่เงียบ ๆ ในห้องสมุด เสียงขูดปากกากับกระดาษดังประปรายขณะแสงอาทิตย์เคลื่อนลับขอบฟ้า
วันต่อมา ทั้งสองเดินข้ามสะพานลอยหน้ามหาวิทยาลัย ท่ามกลางเครื่องแบบนักศึกษา ปันชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีเมฆขาววิ่งผ่าน “รู้ปะ ฉันอยากไปอิตาลี ไปดูภาพเขียนของดาวินชีจริง ๆ สักครั้งก่อนตาย”
“แล้วทำไมไม่ลองสมัครทุนดู?” ข้าวฟ่างว่า พลางกัดยาดมออกจากกล่องในมือ ลมบนสะพานพัดผมเธอปลิว
“กลัว…กลัวไปไม่ได้ กลัวผิดหวัง กลัวด้วยว่ะ ว่าถ้าไป…อะไร ๆ มันจะไม่เหมือนเดิมอีก”
ข้าวฟ่างยิ้มมุมปากแล้วหยุด เดินช้าลง “แต่บางอย่างมันก็ต้องเปลี่ยน ไม่ใช่เหรอ” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่เหมือนทิ้งค้างอะไรไว้ ปันเงียบ ฟังแต่เสียงหัวใจตัวเองที่ดังจังหวะหนักหน่วงเฉพาะเขาได้ยิน
ช่วงปลายเทอม ปันติดโปรเจกต์ออกแบบตึกกับอาจารย์ที่ขึ้นชื่อว่าดูโหด ข้าวฟ่างแวะมาหาเขาตอนค่ำที่ห้องสตูดิโอ ปันนั่งหน้าคอมพ์ ผมยุ่งเหยิง ใต้ตาคล้ำ
“พักบ้างไหม เธอจะตายก่อนส่งโปรเจกต์” ข้าวฟ่างหยอก พลางดันกล่องข้าวใส่หน้าปัน
“ขอบคุณมาก เสียดาย มีแต่เธอที่ห่วงฉันขนาดนี้” ปันพูดขำ ๆ แต่ในดวงตากลับเจือจางไปด้วยบางอย่างที่ข้าวฟ่างมองไม่เห็น
ข้าวฟ่างนิ่ง เสียงแอร์ดังคล้ายความเงียบแปลกประหลาดในห้อง “เธอรู้ไหมฉันก็กลัวเหมือนกัน ฉันกลัวต้องอยู่ตัวคนเดียว…กลัวว่าเพื่อนจะเปลี่ยน”
ปันหยุดช้อนข้าวค้างไว้กลางอากาศ เธอแค่มองตาเขานาน ๆ แล้วถอนหายใจปนยิ้มเศร้า “ฉันเชื่อในเธอวะ — แค่นั้นแหล่ะ”
เย็นวันหนึ่ง หลังการบ้านกองเท่าภูเขา ข้าวฟ่างนั่งเรื่อยเปื่อยที่ริมระเบียงแฟลต ปันโทรมาหา “ข้าว…วันนี้ว่างไหม ไปเดินเล่นริมแม่น้ำกับฉันหน่อย”
เสียงแม่น้ำไหลเอื่อย สลับกับเสียงจั๊กจั่นและดนตรีจากร้านริมทาง ทั้งคู่เดินข้ามสะพานเงียบ ๆ ดูผู้คนเดินสวน ปันยื่นมือไปรับถุงขนมในมือข้าวฟ่างโดยไม่ได้พูดอะไร ข้าวฟ่างปล่อยให้เขาหยิบไปเฉย ๆ สองคนเดินเคียงข้าง แค่ทอดสายตาไปยังแสงกรุงเทพฯ ที่สะท้อนในน้ำ
“ขอบคุณนะ ที่อยู่ด้วยกันเวลานี้” ปันพูดเสียงแผ่ว ข้าวฟ่างหันมามองนาน ๆ ก่อนรับเบา ๆ “ฉันก็เหมือนกัน” ทั้งสองต่างเงียบ แต่ระยะห่างของไหล่กับมือช่างใกล้จนอึดอัดบางอย่าง
วันต่อมา ข้าวฟ่างได้รับอีเมลตอบรับไปฝึกงานที่เชียงใหม่ ใจหนึ่งดีใจ อีกใจเหมือนคนถูกกระชากออกจากบางอย่าง เธอเดินไปหาเพื่อน ขณะปันกำลังฟังเพลงอยู่ตรงสนามหญ้า
“ปัน…ฉัน…ฉันจะไปเชียงใหม่ สองเดือนนะ”
ปันหยุดฟังเพลงทันที สีหน้าแปลกไป แต่รีบปรับให้ดูปกติ “เยี่ยมเลย ถือว่าท้าทายใหม่ ๆ ดีเนอะ” ไม่มีคำถามซักต่อ ข้าวฟ่างรอฟังบางประโยคที่ไม่เคยได้ แต่ปันเงียบ
ช่วงเวลาห่างกัน สองคนคุยกันน้อยลง ปันเข้าใจว่าข้าวฟ่างกำลังมีโลกใหม่ เธอเองก็วุ่นวายกับงาน ฝนเหน็บเย็นและหมอกยามเช้าทำให้ข้าวฟ่างคิดถึงเสียงหัวเราะของปันตอนดูคลิปตลก เธอส่งข้อความไปว่า “เชียงใหม่หนาวกว่าใจฉันตอนนี้อีก” ปันอ่านข้อความแต่ไม่ได้ตอบทันที
สายวันหนึ่ง ปันนั่งขีดเขียนโปรเจกต์ เขาเหลือบดูโทรศัพท์ ลังเลอยู่นาน ก่อนกดโทรออก “คิดถึงว่ะ ข้าวฟ่าง”
ปลายสายเงียบข้าง ๆ เสียงรถวิ่ง “ฉันก็คิดถึงนาย บางที…ฉันอยากบินกลับไป แต่ทำไม่ได้”
“ไม่เป็นไร เราโอเคนะ” ปันบอก แต่คำว่าโอเคนั้นเหมือนเศษแก้วบาดใจตัวเอง
เมื่อจบการฝึกงาน ข้าวฟ่างกลับกรุงเทพฯ ปันดูเหมือนห่างเหินไปกว่าเดิม เธอเดินหาปันในคืนหนึ่ง คืนที่แสงไฟริมแม่น้ำสวยเป็นพิเศษ ปันยืนพิงรั้วเหล็กหน้าแม่น้ำเจ้าพระยา เธอเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“บอกหน่อยว่าช่วงที่ฉันไม่อยู่ เป็นยังไง”
ปันเม้มปาก สายตาเลื่อนไปบนผิวน้ำ “ฉันเรียนรู้ว่าบางอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม…”
ข้าวฟ่างน้ำตาซึมตั้งแต่ยังไม่จบประโยค เธอสูดลมหายใจ “ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันยากขนาดนี้นะปัน”
เขายิ้มบาง พลางหลบสายตา “เธอไม่ได้ผิดอะไร ฉันเอง…ฉันกลัวไปเอง — กลัวว่าถ้าเราข้ามเส้นเพื่อนกันไป มันจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีก”
“แล้วเรายังต้องกลัวไปตลอดชีวิตเหรอ”
ปันเงียบไปนานขณะที่เสียงเรือหางยาวแล่นผ่าน เธอดูเหมือนอยากวิ่งเข้ากอดเขา แต่กลับเลือกที่จะยืนนิ่ง
เวลาค่อย ๆ พาสองคนห่างเหินกันไป ปันได้รับทุนให้ออกเดินทางไปต่อปริญญาโทตามฝัน ข้าวฟ่างเห็นว่าเขากำลังจะไปไกล แต่ใจเธอรู้สึกเหมือนมีอะไรค้างคา เธอเดินสวนเขาที่สนามหญ้า ตัดสินใจเรียกไว้
“ปัน…นายกลัวจะเสียฉันไปใช่ไหม”
ปันพยักหน้า แต่สายตายิ้มเศร้า “ฉันไม่ได้กลัวเธอหายไปหรอก ฉันกลัวใจตัวเองที่อาจไม่ได้รักเธอเท่าเดิม…หลังจากฝันมันเปลี่ยน”
ข้าวฟ่างเดินเข้าหาเขา “งั้นเราเลือกได้ไหม ว่าจะลองอะไรใหม่ ๆ แทนที่จะกลัวตลอดไป”
ปันหลับตา ลมหายใจสั้น ๆ “เธอแน่ใจเหรอ ถ้าเปลี่ยนไป…เราก็กลับมาไม่ได้อีกแล้วนะ”
ข้าวฟ่างยื่นมือไปแตะมือเขาอย่างแผ่วเบา “ลองดูสักครั้ง…ให้ใจเรายืนยัน
ปันกำมือแน่น ตอบกลับ “โอเค…แต่ขอให้เรากล้าพอกันสำหรับสิ่งที่เปลี่ยนไป”
วันสุดท้ายก่อนเขาเดินทาง แสงแดดยามเย็นลอดผ่านกระจกหอพัก ข้าวฟ่างนั่งกอดเข่ารออยู่หน้าประตู ปันเดินออกมา กระเป๋าสะพายบ่าและมือแนบไปที่หน้าซองจดหมายเขียนถึงเธอ
“สัญญาได้ไหม…ว่าไม่ว่าจะเป็นยังไง เรายังเป็นคนสำคัญของกันและกัน”
ข้าวฟ่างยิ้มทั้งน้ำตา “ฉันสัญญา”
ทั้งสองกอดกันแน่น ท่ามกลางเสียงผู้เดินทางคึกคักรอบตัว
เดือนต่อมา ข้าวฟ่างโพสต์ภาพใต้สะพานข้ามเจ้าพระยา พร้อมข้อความว่า “สุดท้ายทางเดิน…สำคัญที่คนข้าง ๆ”
ปันส่งข้อความกลับ “ถึงอยู่คนละฟ้า ใจเราก็ไปด้วยกัน”
ภาพสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ คือแสงสุดท้ายที่สองเพื่อนรักเลือกเดินออกจากความกลัว เพื่อเก็บรักที่เติบโตจากมิตรภาพอย่างแท้จริง