เสียงของใจกลางสายฝน
เสียงฝนดังกลบเสียงรถบนถนนสายสุขุมวิท เจนยืนหลบฝนอยู่ใต้ชายคาอาคารเก่า เธอสวมสูทสีดำผมเปียกและสายตาเคร่งขรึมมองออกไปนอกขอบฟ้าที่สีเทามัว แทน หนุ่มร่างสูงใส่เสื้อเชิ้ตขาวเปื้อนละอองฝนเดินเข้ามาข้าง ๆ ไม่มีใครพูดอะไร นอกจากเสียงตบของเม็ดฝนที่พื้นคอนกรีต
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เจนขมวดคิ้ว มือชูร่มที่พับอยู่ในมือขึ้นลง แต่ก็ดูเหมือนลังเลจะกางปล่อยไป ริมฝีปากเธอขยับเบา ๆ “ฝนนี่มันช่างเลือกเวลา”
แทนยิ้มจาง ล้วงมือลงกระเป๋ากางเกง มองถนนสายหลักที่น้ำขัง เจนอาจจะไม่รู้ แม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรมาก แต่หัวใจกำลังเต้นแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตั้งแต่เห็นเธอในห้องประชุมวันแรก
“มีงานเร่งใหญ่มากหรือเปล่า?” น้ำเสียงของเขาอ้อมแอ้มและดูประหม่า
“เปล่า ฉันแค่… เบื่อที่ต้องรอแบบนี้ ไม่ชอบความไม่แน่นอน”
เงียบงันสั้น ๆ เขาขยับร่มของตนเองเพื่อค้ำร่มให้อีกคน แล้วมองมือที่ยุ่งเหยิงของหญิงสาว “งั้นรอให้ฝนซาก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อน”
เจนปรายมองเสี้ยวหน้าชายหนุ่ม เธอจำได้ว่าคนคนนี้เป็นวิศวกรคนใหม่ในโปรเจกต์ ไม่ค่อยพูด แต่ชอบถามคำถามแปลก ๆ จนทำให้อึดอัดใจ บางครั้งเขาก็เงียบราวกับอยากจางหายไป
“รู้มั้ย คนอย่างพี่น่ะ ไม่ชอบรอนาน” เสียงเธอเบาและแข็ง
แทนหัวเราะแผ่ว “คนเราไม่เหมือนกันหรอกครับ บางทีผมก็อยากให้บางอย่างมันอยู่นาน ๆ เหมือนกัน”
เจนหรี่ตา แล้วถอนหายใจเบา ๆ ฝนยังไม่มีทีท่าจะหยุด ทั้งคู่ยังคงยืนเคียงกันใต้ชายคาอาคาร กลิ่นเปียกชื้นปะปนกับกลิ่นกาแฟจากร้านข้าง ๆ
ในห้องประชุมวันถัดมา เจนเดินเข้ามาด้วยท่าทางมั่นใจ ทุกคนในทีมยืนล้อมรอบโต๊ะยาว เธอยกโน้ตบุ๊คขึ้นวางหน้าตรง ผู้อำนวยการถามไอเดียใหม่ ๆ สำหรับโครงการคอนโดมิเนียมที่สมาชิกต้องเสนอภายในอาทิตย์หน้า
แทนนั่งเงียบจดโน้ต ช่วงหนึ่งเขาปรายตามองดูเจนขีดเส้นโครงสร้างในแบบแปลน เขาชื่นชมความแม่นยำและตรงไปตรงมาของเธอ แม้จะได้ยินเสียงลือกล่าวว่าผู้หญิงคนนี้ “ปากร้าย” จนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
การประชุมจบลงด้วยการแลกเปลี่ยนไอเดียคุกรุ่น เจนขัดแย้งกับความเห็นหลายคน เธอหงุดหงิดที่สมาชิกบางคนไม่กล้าฟังเหตุผล เธอรีบเดินออกจากโต๊ะประชุม แทนลังเล แต่ตัดสินใจลุกตามออกไป
เขาเจอเธอยืนเงียบอยู่ริมระเบียงออฟฟิศ ลมเย็นพัดผมยาวปลิว “พี่เจน… เหนื่อยเหรอ?”
เจนตวัดคอขึ้นมอง “นี่คุณจะถามทุกครั้งที่เห็นฉันอยู่คนเดียวเลยรึเปล่า?”
“เปล่าครับ… แค่อยากรู้ พี่ดูเครียด”
เงียบอีกครั้ง เจนพยายามซ่อนน้ำเสียงเด็ดขาดไว้ “ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ เพราะถ้าไม่สตรอง คนก็จะข้ามหัว”
“แต่พี่ก็มีสิทธิ์เหนื่อยเหมือนกันนะ” น้ำเสียงของเขานุ่มขึ้น
เจนชะงัก นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนพูดแบบนี้กับเธอ เธอถอนหายใจยาวแล้วหันหลังให้
วันต่อมา ทีมต้องไปดูไซต์ก่อสร้าง เจนถือหมวกนิรภัยเดินนำหน้า สมาชิกในทีมต่างก้าวตามอย่างเกรงใจ แทนเดินห่าง ๆ กับเพื่อนวิศวกร แต่สายตาเขาลอบมองเจนเป็นพัก ๆ
“พื้นตรงนี้ต้องแก้—” เจนพูดพลางชี้ ไม่ทันขาดคำ เธอลื่นเพราะเศษน้ำ เจนเซจะล้ม แทนรีบคว้าข้อมือไว้ทัน
“ขอโทษครับ พื้นมันลื่น” มือที่จับไว้แน่นแต่เขาก็รีบปล่อยสาวทันที เจนกัดริมฝีปาก ไม่พูดอะไร ถูกเพื่อน ๆ หัวเราะแซว
หลังวันนั้น ทุกอย่างดูเหมือนเป็นปกติ แต่เจนกลับพบว่าอยู่ ๆ เธอก็คิดถึงสายตาอ่อนโยนและสัมผัสของแทนเวลาที่เธอเกือบล้ม ในเวลาเดียวกัน แทนเองก็รู้สึกว่าเจนไม่เหมือนใคร เขาไม่ได้แค่ชอบเวลาพวกเขาอยู่ด้วยกัน เธอทำให้เขาอยากเป็นคนที่ดีกว่านี้
ค่ำวันหนึ่งฝนกลับมาตกหนัก เจนกับแทนติดอยู่ในสำนักงาน เพราะถนนน้ำท่วมไม่สามารถกลับบ้านได้ ทีมงานทยอยกลับจนเหลือสองคน ทั้งคู่จิบกาแฟใกล้หน้าต่าง ดูสายฝนร่วงหล่น แทนเริ่มเล่าเรื่องบ้านเกิดว่าแม่ป่วย พ่อจากไปตั้งแต่เด็ก เขาต้องดูแลน้องชายด้วยตนเอง
เจนนิ่งฟัง น้ำเสียงและสายตาของเขาเปิดเปลือยกว่าทุกที “แล้ว…ไม่คิดกลับไปบ้านบ้างเหรอ? พักหน่อยอะไรยังงี้”
“ผมไม่มีวันหยุดให้ตัวเองได้ พี่เคยรู้สึกเหมือนต้องเก่งตลอดเวลาไหม?”
เจนหลบสายตา เสียงเธอเบาปนเศร้า “เคยสิ… พี่ก็กลัว… กลัววันหนึ่งจะไม่เหลือใคร เชื่อใจใครไม่ได้”
ความเงียบเข้ามาแทนที่ แต่ครั้งนี้ไม่อึดอัด กลับเป็นความอุ่นคล้ายสายฝนในห้องสมุด
หลังจากวันนั้น ช่วงเวลาสั้นระหว่างเลิกงานหรือกินข้าวกลางวัน ทั้งคู่มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้น เป็นเรื่องงานบ้าง เป็นเรื่องส่วนตัวบ้าง เจนเริ่มขี้เล่นกับเขาทีละน้อย เวลาพูดเธอจะชอบทำเสียงสูงเสียงต่ำพลางหลบสายตา ในขณะที่แทนก็มักจะเงียบฟัง ส่วนใหญ่เวลาถูกดุจะอมยิ้มกับตัวเองอย่างไม่ถือสา
เวลาผ่านไป มีโปรเจกต์ใหม่เข้ามา ทีมต้องทำงานดึกบ่อย เจนในฐานะหัวหน้าทีมเคี่ยวเข็ญจนบางวันสมาชิกก็ทนไม่ไหว แทนเริ่มเห็นเจนเหนื่อยและเครียดขึ้นเรื่อย ๆ วันหนึ่งเขาแอบซื้อซาลาเปาไส้หมูแดงวางไว้บนโต๊ะเธอ ทิ้งโน้ตสั้น ๆ “พักบ้างก็ได้”
เจนค้นพบซาลาเปาในเช้าวันถัดมา ตอนแรกเธอคิ้วขมวดเหมือนไม่พอใจ แต่เมื่อเหลือบเห็นลายมือลวก ๆ ก็เผลอยิ้มออกมา เธอเดินไปหาแทนที่กำลังประชุมเล็กกับวิศวกรอื่น สีหน้าเรียบนิ่งอดขำไม่ได้ “นี่จะตามจีบหรือว่ากลัวฉันตายกลางออฟฟิศ?”
แทนยิ้ม “ตามจีบคงต้องหมั่นใจมากกว่านี้… แต่ถ้าอยากให้ยิ้มบ้างก็ดีแล้วล่ะ”
ช่วงเวลาสั้นเหล่านี้เบ่งบานในใจทั้งคู่โดยไม่รู้ตัว กระนั้นในเวลาเดียวกัน ความลับบางอย่างก็เกิดขึ้น เจนแอบโทรศัพท์คุยกับใครบางคนเสียงเบาช่วงเย็น ๆ เธอดูหวั่นไหวใจ เหมือนกำลังปกปิดอะไรกับทั้งออฟฟิศ ทุกครั้งเธอพยายามเก็บสีหน้าเฉยชาไว้แต่สายตากลับวิตก แทนสังเกตเห็น แม้ไม่พูดอะไรแต่เขาเริ่มสงสัยว่าเจนมีปัญหาหนักใจหรือเปล่า
วันหนึ่ง หลังเลิกงาน แทนเห็นเจนนั่งเงียบอยู่ริมถนน ข้างกายเธอมีกระเป๋าเอกสารและขนมปังในห่อขาว เขาตัดสินใจนั่งลงข้าง ๆ
“พี่เจน เป็นอะไรหรือเปล่า?” น้ำเสียงอ่อนโยนกว่าทุกที
เจนลังเล เธอหลุบตา ริมฝีปากขบแน่น “บางทีฉันก็อยากหายไปเลย… บางวันรู้สึกเหมือนไม่ได้เป็นตัวเอง”
“ถ้าพี่กลัว ก็ไม่ต้องฝืนหรอกครับ ผมนั่งตรงนี้ได้”
ความเงียบยาว เจนไม่พูดอะไรนาน จนกระทั่งฝนเริ่มตกปรอย ๆ แทนยื่นร่มไปให้เจน เธอรับมาแต่ไม่ได้กาง นั่งอยู่อย่างนั้นจนฝนข้ามไปความทรงจำเก่า เธอสูดลมหายใจลึก ๆ
“คนเราหลายแบบนะ พี่เคย… ทำร้ายใครบางคนไปโดยไม่ตั้งใจ แล้วต้องอยู่กับความผิดนั้นตลอดเวลา”
“ทุกคนก็มีอดีตที่อยากแก้ไข พี่ไม่จำเป็นต้องเกลียดตัวเองขนาดนั้นหรอกครับ”
เจนยิ้มเศร้า สองคนนั่งฟังเสียงฝน เธอซ่อนความลับบางอย่างไว้ในใจที่แม้แต่แทนก็เอื้อมไม่ถึง
เวลาผ่านไป ทีมงานต้องนำเสนอแบบแปลนครั้งสุดท้ายก่อนประมูล เจนรับผิดชอบหัวหน้าโปรเจกต์ แทนรับหน้าที่ควบคุมเทคนิค ทั้งสองคนช่วยเหลือกันมากกว่าครั้งใด ผูกพันจนใคร ๆ ในออฟฟิศเริ่มกระซิบกันว่าคู่นี้น่าจะมีอะไรกันมากกว่าหัวหน้า-ลูกน้อง
แต่ทันทีที่งานใกล้สำเร็จ ความลับของเจนก็เปิดเผยออกมา เธอรับโทรศัพท์ฉุกเฉินจากคนในครอบครัวกลางที่ประชุม สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ท้ายที่สุด เธอสารภาพกับแทนด้วยเสียงเบาหวิวว่าตนเองกำลังจะลาออกเพื่อกลับไปดูแลแม่ที่ป่วยหนักต่างจังหวัด
แทนนิ่งงัน ไม่พูดอะไรนาน เฉพาะใจในห้องที่หนาวเหน็บ “พี่ไม่คิดบอกผมเลยเหรอ?”
“คิด… แต่ฉัน… กลัว ถ้าคุณรู้แล้วจะคิดว่าฉันอ่อนแอ”
“ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย พี่… ไม่ต้องเก่งตลอดเวลาก็ได้”
เจนหลบสายตา ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย “ขอโทษนะที่ทำให้คุณไว้ใจไม่ได้”
ทั้งคู่เงียบ เสียงฝนโปรยปรายลงบนหลังคา ความห่างของความสัมพันธ์เหมือนถูกตัดขาด ช่วงเวลาที่ทั้งคู่หันหลังให้กันนั้นรู้สึกยาวนานเจ็บปวด
หลายสัปดาห์ผ่านไปโดยไม่มีใครติดต่อ เจนเริ่มต้นชีวิตใหม่กับงานเล็ก ๆ บ้านต่างจังหวัดช่วยดูแลแม่ ส่วนแทนยังคงทำโปรเจกต์เดิมต่อไปด้วยใจที่ว่างเปล่า เพื่อนร่วมงานถามถึงเจน แต่เขาทำได้แค่ส่งยิ้มจาง ๆ
คืนหนึ่งฝนตกหนัก แทนนั่งเหม่อมองท้องฟ้าจากระเบียงบ้าน น้องชายถามว่า “พี่แทน… พี่คิดถึงใครหรือเปล่า?” แทนไม่ตอบ นิ่งนานก่อนกระซิบบางเบา “ก็มีคนที่ทำให้หัวใจผมยังเต้นแรงเสมอ แม้ไม่ได้อยู่ข้าง ๆ”
ฝั่งเจนขณะที่นั่งดูแลแม่ ความทรงจำเกี่ยวกับแทนผุดขึ้นซ้ำ ๆ เธอเริ่มใจอ่อนกับตัวเอง คิดถึงรอยยิ้มที่เคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย ความกลัวในอดีตเริ่มจางลง เมื่อแม่ถามว่า “ลูกไม่อยากกลับไปหาอะไรที่เป็นของตัวเองเหรอ?” เจนนิ่งงัน และรู้ตัวว่าเธอหนีความรู้สึกเพราะกลัวจะสูญเสียมันอีก
เวลาล่วงเลยไปเดือนหนึ่ง เธอกลับเข้ากรุงเทพฯ คราวนี้รู้สึกเบามากขึ้น เธอไม่ได้ทิ้งหน้าที่เป็นลูก แต่ไม่ขังใจตัวเองกับอดีตอีกต่อไป
หลังฝนหยุดในเช้าวันใหม่ เจนมองเห็นแทนนั่งอยู่ใต้ต้นไม้หน้าอาคารบริษัท เธอเดินเข้าไป มือเรียวกุมร่มอยู่แน่น
แทนเงยหน้า ยิ้มน้อย ๆ “พี่… กลับมาแล้วเหรอ”
เจนพยักหน้า ความเงียบนั้นอบอุ่น “ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดี… แต่ถ้ายังพอมีที่ให้ฉันอยู่ อยากจะเริ่มใหม่ดูอีกครั้ง”
แทนยิ้มกว้าง น้ำตาคลอเบ้า “ผมรอพี่ทุกวัน”
เจนหัวเราะน้ำตาคลอ “เริ่มช้าก็ยังดีกว่าไม่เริ่ม” เธอเดินเข้ามาใกล้ ใช้ร่มบังแดดที่เริ่มทอแสงใหม่
เสียงฝนหยุด โลกกลับมาเงียบสงบ แต่ในหัวใจของคนทั้งสองกลับดังก้องด้วยเสียงของใจที่ได้ยินกันและกันอย่างชัดเจนเสมอ