ระยะห่างระหว่างสองเรา
เสียงล้อรถไฟเสียดสีกับรางดังแทรกเข้ามาในค่ำคืนกรุงเทพฯ ที่เปียกฝน แพรยืนอยู่ใต้หลังคาสถานีหัวลำโพง เม็ดฝนไหลลงตามเส้นผม หยดใส่ชายเสื้อ เธอกำมือแน่นกับสายสะพายเป้ ก้อนความรู้สึกติดค้างอัดแน่นอยู่ในอก ขณะที่อิฐเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทที่สุด กำลังตรวจนาฬิกาและเหลือบมองขบวนรถไฟที่จะพาเขาเดินทางไปต่อในอีกเมืองหนึ่ง…ห่างจากที่นี่หลายร้อยกิโลเมตร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ฝนมันตกหนักเลยนะวันนี้” แพรพูดเสียงเบา มองละอองฝนละลานตา ไม่กล้าประสานสายตาตรง ๆ กับเขา
อิฐหันมา เงียบไปชั่วครู่ “ปีนี้ฝนก็แปลก ๆ ทุกวันนั่นแหละ…เหมือนคนบางคนน่ะ”
“แกว่าฉันแปลกเหรอ” แพรแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน กลัวจะเผลอพูดอะไรเกินกว่านั้น
“บางช่วง…แต่ก็เท่าดี” อิฐยิ้มมุมปากอย่างที่แพรเห็นจนชินใจ แต่คืนนี้รอยยิ้มของเขาดูเศร้ากว่าทุกที
อิฐชนไหล่แพรเบา ๆ “ไปเถอะ เดี๋ยวรถจะออกแล้ว เดี๋ยวจะต้องลากลากันทั้งสองคน โดนดุดิ”
แพรกลืนน้ำลาย หัวใจเธอขมวดเป็นเงื่อนตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา นานเท่ากับที่เธอรู้ว่าอิฐจะต้องไปเรียนต่อหัวเมืองเหนือ เมืองที่เหมือนจะใกล้กรุงเทพฯ หากแต่ในความเป็นจริง มันห่างไกลจนทำให้เธอกลัวมาตลอด
“ขอให้โชคดีนะ อย่าลืมโทรศัพท์กลับมาบ้างล่ะ”
เขาพยักหน้า มองหน้าเธอนิ่ง “แล้วถ้าฉันไม่โทรล่ะ”
“ก็…ก็แปลว่าแกยุ่งมากไงล่ะ” แพรแกล้งหัวเราะอีกครั้ง กลืนน้ำตาไว้
อิฐมองเธอ ยกมือยีผมแพรเบา ๆ เหมือนเด็ก ๆ “อย่าดื้อ อย่าเศร้า รู้มั้ย”
“เหรอ ฉันดื้อด้วยเหรอ”
“หรือไม่จริง?”
แพรเงียบไป มองดูเขาก้าวขึ้นรถไฟกับกระเป๋าใหญ่ ไม่พูดหรือแม้แต่กล้าทำอะไรสักอย่าง ตอนนั้นเธอเพิ่งรู้ ตอนนี้ไม่กล้าหยุดเขา ต่อให้ใจจะอยากขอไว้ก็ตาม
เสียงหวูดลากยาวแทบจะแทรกผ่านหัวใจ ทุกวินาทีบนชานชาลาเหมือนยาวนานไร้ที่สิ้นสุด จนกระทั่งรถไฟค่อย ๆ เคลื่อนห่างจนเป็นแค่แสงสลัวท้ายขบวน
แพรยืนกอดตัวเองอยู่พักใหญ่ ก่อนสีสันไฟสถานีจะกลืนเงาเธอไป เธอเดินกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่ไม่รู้จะเริ่มเรียกมันว่าอะไรดี
วันต่อมา…โลกหมุนตามปกติ แพรตื่นเช้าขึ้นมาด้วยใจล่องลอย เธอไปเรียนหนังสือ ทำหน้าที่ลูกสาว เช็คข่าวในกลุ่มเพื่อน ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่าง
เมื่อเธอเปิดกล่องข้อความ พบแต่ความว่างเปล่า ไม่มีข้อความใหม่ ๆ จากอิฐ นอกจากข้อความย้อนเก่าสั้น ๆ “ถึงแล้ว เดินทางปลอดภัย”
แพรอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา เธอกดไลก์แต่ไม่กล้าตอบอะไรกลับไป
ช่วงเย็น เธอเจอเพื่อนในคณะ ลิลลี่ เพื่อนสนิทที่อารมณ์ดีพูดตรง
“หน้าบูดแต่เช้า มีอะไร ไม่สบายน่ะ”
แพรส่ายหน้า “แค่คิดมากเรื่องเพื่อนน่ะ”
“เพื่อน? เพื่อนคนไกล หรือเพื่อนคนเดิม?”
แพรเงียบสักพัก ก่อนจะตอบ “…ก็เพื่อนคนเดิมนั่นแหละ”
ลิลลี่มองหน้าเหมือนล้อ “นี่แก…อย่าบอกนะว่าแอบเศร้าเพราะเขาเดินทางไป?”
แพรหัวเราะในลำคอ หยอกล้อกับลิลลี่ แต่ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกอัดอั้น เธอฟังเพื่อนเม้าท์คนนู้นคนนี้ พยายามไม่สนใจข้อความที่เงียบจนน่ากลัว
หลายวันผ่านไป แพรเริ่มจมอยู่กับกิจวัตรใหม่ ๆ กินข้าว ทำการบ้าน ฟังเพลง ดูวนแชตเก่า ๆ กับอิฐ เธอแทบไม่ได้คุยกับเขานอกจากทักทายกันสั้น ๆ ซึ่งฟังดูห่างเหินกว่าตอนเด็ก ๆ เสียอีก
ค่ำหนึ่งแพรกำลังอ่านหนังสือแม่เข้ามานั่งด้วย แม่แกล้งหัวเราะ “แอบมีความรักล่ะสิถึงนั่งยิ้มอยู่คนเดียว”
“ไม่มี๊…” แพรปฎิเสธทันที สับสนกับตัวเองด้วยซ้ำว่าใจตัวเองยืนอยู่ตรงไหน เหลือบมองโทรศัพท์ที่ยังไร้เสียงแจ้งเตือนใหม่ ๆ
คืนต่อมา แพรได้รับสายวิดีโอจากอิฐ เธอกดรับลนลาน ตื่นเต้นไม่ต่างจากจะไปประกวดร้องเพลง
อิฐในหน้าจอดูเหนื่อย เขานั่งอยู่บนเตียงห้องพักใหม่ “นอนได้หรือยัง?”
แพรหลบตา ยิ้มจาง ๆ “ก็เกือบแล้วน่ะ”
“ฝนที่นี่ก็ตกเหมือนเดิม ไม่มีใครคุยนาน ๆ เหมือนกรุงเทพฯ เลย เงียบจนหลับง่ายมาก”
“เหรอ ดีจัง” แพรพยายามหาเรื่องคุยต่อ
อิฐมองเธอ เงียบ ๆ ก่อนจะพูด“คิดถึงเพื่อนว่ะ”
“…คิดถึงเหมือนกัน” เธอรีบเปลี่ยนเรื่อง “ตั้งใจเรียนนะ อย่าทำงานจนดึก”
“พยายามอยู่ เจ้านายใหม่ใจดีแต่โหดกว่าตอนฝึกงานเยอะเลย”
แพรยิ้มเจื่อน “เอาใจช่วยนะ”
“ขอบใจ จะโทรหาถ้าว่างนะ”
เมื่อวางสายไป แพรนั่งนิ่งอยู่หน้าจอ รู้สึกผิดหวังกับความห่างเหินที่ค่อย ๆ ทวีมากขึ้น วันต่อมาเธอเริ่มทบทวนว่าความสัมพันธ์นี้คืออะไร และทำไมถึงไม่กล้าพูดความในใจสักที
เวลาผ่านไป อิฐเริ่มยุ่งขึ้นเรื่อย ๆ โทรหาน้อยลง ข้อความตอบกลับสั้นกว่าที่เคย แต่แพรก็ยังคงรอและเฝ้ามองเขาจากระยะไกล ต่อให้แกล้งทำเป็นไม่สนใจก็ตาม
อยู่ ๆ ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มเฟซบุ๊กมหาลัยอิฐแอดเฟรนด์และมาคุยกับแพร เธอแนะนำตัวว่าเป็นเพื่อนร่วมหอพักอิฐ
“เขาพูดถึงเธอบ่อยนะ” หญิงสาวคนนั้นทักมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
แพรหัวเราะเหวอ ๆ “พูดอะไรล่ะ”
“ก็…ว่ามีเพื่อนสาวจากกรุงเทพฯ ที่สนิทที่สุด ไม่มีใครแทนที่ได้”
ประโยคนี้ทำให้แพรชะงัก เกิดความรู้สึกคลุมเครือปนดีใจและเศร้า คืนนั้นเธอนอนไม่ค่อยหลับ พยายามปัดความรู้สึกที่ทำให้ตัวเองกลัวจะเจ็บ
หลายเดือนผ่านไป อิฐกับแพรยังคงวีดีโอคอลกันห่าง ๆ บางทีอิฐโทรมาระบายความเหนื่อยจากงาน บางทีก็เป็นแพรที่เล่าเรื่องวิชาที่เรียน หนึ่งในนั้นคือความฝันที่เธออยากจะไปแลกเปลี่ยนเมืองนอกสักครั้ง
“แกกล้าจริงเหรอ” อิฐถามขำ ๆ ระหว่างคุยกันสายหนึ่ง “เคยเห็นพูดอยากไป แต่ไม่กล้าก้าวออกสักที”
“ฉันแค่…กลัว” แพรอ้ำอึ้ง “กลัวไปแล้วจะเหงา เหมือนที่แกเหงาอยู่ไหม…”
“ถึงจะไปไกลแค่ไหน ก็ยังคุยกันได้ไม่ใช่เหรอ” อิฐพูดพลางหัวเราะ “ถ้าฉันยังรับโทรศัพท์แกอยู่น่ะนะ”
แพรหน้าแหย “อย่าแกล้งกันสิ”
แต่ในใจของแพรมันไม่ใช่แค่นั้น ทุกครั้งที่เธอกล้วคำพูดที่แฝงอยู่เสมอว่า ‘อย่าผูกพัน’ กับใครที่ไม่มีวันรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะทันได้พบกันไหม
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เหมือนจะดีวันดีคืน แต่ใจจริงกลับห่างขึ้นทุกวันโดยไม่มีใครพูดตรง ๆ อิฐกลายเป็นคนประหลาดใจยากขึ้น ยุ่งกับงาน สนุกกับคนใหม่ ๆ ส่วนแพรเองก็เริ่มหมกมุ่นอยู่กับการเตรียมสอบและกิจกรรมใหม่ในมหาลัย
มีวันหนึ่งเพื่อนในกลุ่มของแพรชวนไปเขียนโปรเจ็กต์ในร้านกาแฟข้ามวัน แพรลังเลจะไปรึเปล่า กระทั่งสังเกตได้ว่าเธอเองเริ่มปลีกตัวจากคนรอบข้างมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ลิลลี่ถามขึ้นมาอีกครั้ง “แกแน่ใจเหรอว่าไม่ได้คิดอะไรกับเขา?”
“เพื่อนกัน” แพรตอบพลางก้มหน้า “แค่…คิดถึงก็เท่านั้น”
วันหยุดยาว แพรนั่งอ่านหนังสือแต่ก็เปิดมือถือดูรูปเก่า ๆ คู่กับอิฐบ่อยขึ้น เธอลังเลจะทักหาเขาหรือไม่ แต่สุดท้ายก็แค่ส่งสติ๊กเกอร์ ทว่าคืนนั้นอิฐก็โทรมาตอนดึก
“หลับยัง?”
“ยังน่ะ”
เสียงอิฐมีความเหนื่อยหน่ายบางอย่าง “บางทีฉันก็คิดว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปเร็วมาก แกว่ามั้ย?”
แพรนิ่งคิด ก่อนจะตอบเสียงเบา “ใช่…แต่เปลี่ยนยังไงฉันก็ยังเป็นเพื่อนเหมือนเดิมนะ”
“แกรู้มั้ย ฉันกลัวว่าตัวเองจะเปลี่ยนไป…จนกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้”
แพรกลืนก้อนสะอื้น เงียบอยู่นาน ก่อนหลุดปากถามว่า “กลัวอะไรนักหรือ?”
“กลัวเสียอะไรบางอย่างไป…ที่มันสำคัญกว่าทุกอย่าง”
คืนนั้นพวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันอีก ต่างคนต่างเงียบ การโทรหายังคงอยู่ ไม่นานอิฐต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ชั่วคราวด้วยข้อผูกพันของครอบครัว
การกลับมาครั้งนี้ทำให้ทั้งคู่ได้พบหน้ากันอีกครั้งในร้านขนมประจำที่เคยไปด้วยกันสมัยมัธยม
“เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ ร้านนี้” แพรพูดขึ้น
“แต่แกยังเหมือนเดิม” อิฐหัวเราะเสียงแผ่ว
แพรเหลือบตา “เหมือนอะไร”
“ดื้อเหมือนเดิม”
ทั้งสองต่างหัวเราะกลบเกลื่อนความอึดอัดใจ กระทั่งอิฐพูดขึ้นว่า “บางที…ฉันเคยคิดว่าเราอาจจะไม่ควรเจอกันมากกว่านี้”
แพรสะอึก “เพราะอะไร”
“เพราะมันยากที่จะเป็นแค่เพื่อนมั้ย” อิฐสบนัยน์ตาเธออย่างหาคำตอบ
ทั้งคู่เงียบไปนาน จนแพรเปลี่ยนเรื่อง ไม่กล้าก้าวข้ามเส้นแบ่งที่ทั้งสองกลัวจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
หลังจากอิฐกลับต่างจังหวัด การสื่อสารระหว่างทั้งคู่ห่างน้อยลงทุกวัน มีความเข้าใจผิดเมื่อแพรเห็นรูปอิฐกับเพื่อนผู้หญิงใหม่ในสตอรี่ อิฐไม่ได้อธิบาย เธอเลือกจะไม่ถาม ตัดสินใจปลีกตัวไปใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ความรู้สึกทั้งกลัวทั้งโกรธตีกันอยู่ในใจ โดยไม่ได้คุยกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์
ช่วงเวลานั้นแพรเขียนอีเมลยาวถึงอิฐ ระบายความรู้สึกที่ไม่เคยกล้าบอก แต่เธอก็ลบมันทิ้ง ไม่ส่งให้เขา
วันหนึ่งอิฐส่งข้อความมาสั้นๆ “ยังอยู่ตรงนั้นใช่มั้ย”
แพรอ่านซ้ำ เธอนั่งคิดจนตะวันตกดิน สุดท้ายพิมพ์กลับไปว่า “อยู่”
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ ทั้งสองเริ่มเรียนรู้จะอยู่กับความคิดถึง พอถึงช่วงส่งท้ายปี แพรได้รับโอกาสไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมนีเหมือนฝันที่พูดค้างไว้นาน เธอลังเล จะไป จะทิ้งทุกอย่างไว้ หรือจะรอให้บางสิ่งกลับมาเป็นเหมือนเดิม
แพรโทรหาอิฐเป็นครั้งแรกรอบหลายเดือน น้ำเสียงเธอฟังกล้าแกร่งขึ้น “ฉันจะไปต่างประเทศ จะหายไปพักหนึ่ง…แกจะลืมฉันมั้ย”
“ไม่มีวัน” อิฐตอบทันที “แต่ฉันอยากให้แกทำให้ดีที่สุด อย่ายอมแพ้เรื่องของตัวเอง อย่าห่วงฉัน”
“แค่นี้เหรอ”
“แค่นี้…แต่สำคัญที่สุด”
ทั้งคู่ต่างยิ้มทั้งน้ำตาในสาย แพรเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่เธอกลัวไม่ใช่ระยะทาง ไม่ใช่เวลาห่าง แต่คือความกลัวจะรักแล้วต้องเจ็บ
เมื่อเธอเดินทางไปยังแผ่นดินใหม่ ได้เรียนรู้มิตรภาพ ผู้คนใหม่ ๆ อิฐเองก็ค้นหาความฝันและเติบโตในเส้นทางของตนเอง
กลับมาอีกครั้งในอีกหนึ่งปีต่อมา ที่สนามบินสุวรรณภูมิ แพรลากกระเป๋าด้วยแววตาใหม่ โลกหมุนไปและใจเธอแข็งแกร่งกว่าเดิม อิฐปรากฏตัวที่ทางออกผู้โดยสาร ในมือนั้นถือดอกทานตะวันหนึ่งดอก
“กลับมาแล้วเหรอ” เสียงอิฐแผ่ว ๆ จนแทบไม่ได้ยินท่ามกลางเสียงผู้คน
แพรยิ้มกว้างตาแดง “กลับมาแล้ว…คิดถึงนะ”
อิฐเดินเข้ามา ยื่นดอกไม้ให้เธอ พร้อมพูดว่า “คิดถึงเหมือนกัน…ขอโทษที่บางช่วงฉันหายไป แต่ฉันไม่เคยเลิกรอแกเลย”
แพรยืนอยู่ตรงนั้น น้ำตาคลอ “เราจะเริ่มใหม่กันได้มั้ย…ในเวอร์ชั่นที่โตขึ้น”
อิฐยิ้ม ยื่นมือมาให้ “ฉันพร้อมเสมอ ในทุกระยะห่าง ตราบเท่าที่แกยังอยู่ข้าง ๆ”
มือทั้งสองจับกันไว้ แม้จะยังไม่มีคำว่า ‘รัก’ หรือต้องซึ้งอะไรใหญ่โต แต่ในแววตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยสัญญาเงียบ ๆ ที่จะเติบโตไปพร้อมกัน อยู่ข้าง ๆ ในแบบที่กล้าก้าวข้ามความกลัว และเชื่อในระยะห่างที่ไม่มีวันพรากใครจากกันได้จริง ๆ