เมื่อวันฝนโปรยในซอยเก่า
เสียงฝนไหลพรำลงกระทบสังกะสีหลังคาร้านขายของชำมุมซอย อิงดาวนั่งวาดรูปอยู่ในห้องเล็กริมหน้าต่าง เธอเงยหน้ามองหยาดน้ำกำลังแข่งกันไหลลง จากกระจกฝ้ากว้างนั้น ภาพเงาคนหนึ่งในชุดกันฝนสีฟ้าเดินผ่านไปช้า ๆ คนคนนั้นคือปุณณ์ นักดนตรีหนุ่มข้างบ้านที่เธอเคยเห็นเขานั่งเล่นกีตาร์ริมระเบียงเวลาฝนตก อิงดาวเก็บดินสอเงียบ ๆ ก่อนจะเดินออกไปตรงระเบียงหลังบ้านอย่างที่เธอมักทำประจำเมื่อฝนมาเยือน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ตอนที่เธอเดินกึ่งวิ่งไปตามร่มของระเบียงเพื่อยืนมอง ปุณณ์เองก็เอนกายอยู่ตรงขอบรั้วของบ้านตัวเอง เขามองฝนพรำ มือเรียวหยิบเอาโน้ตเพลงเก่า ๆ ออกมาเปิด รอยเศร้าเบาบางแฝงอยู่ในรอยยิ้มมุมปาก เขากดสายกีตาร์เบา ๆ เสียงเพลงเศร้าดังคลอ อิงดาวแกล้งก้มหน้าวาดต่อ แต่ใจยังแอบเฝ้ามองทางหางตา สายฝนกับเพลงพาใจให้อยากพูดแต่ไร้ถ้อยคำ
“เธอวาดอะไรทุกวันนะ” ปุณณ์ถามเสียงแผ่วข้ามรั้วมา ราวกับฝนจะกลบเสียงไปเสียครึ่ง
อิงดาวชะงัก มือหยุดขยับ “รูปน่ะค่ะ…ที่เห็นจากตรงนี้” เธอพูดเบา ๆ ไม่กล้าส่งเสียงดังมาก เพราะกลัวเขาจะฟังออกถึงความสั่นในเสียง
ปุณณ์ยิ้มน้อย ๆ ส่วนความเงียบไหลผ่านชั่วครู่ “ไม่เคยเห็นใครเก็บอะไรไว้เยอะขนาดนั้น” เขาพูดเหมือนแซว แต่ไม่กล้าสบตาตรง ๆ เช่นกัน
ฝนตกเหมือนสร้างมิติแปลกแยกในซอยเก่า เรื่องราวของคนในพื้นที่เล็ก ๆ ราวกับออกไปไหนไม่ได้ …ทั้งเขาและเธอก็เช่นนั้น
อีกเช้า ฝนหยุดตก อิงดาวแขวนรูปที่วาดไว้นับสิบรูปบนผนังห้อง กลิ่นสีและกระดาษใหม่ ๆ ยังอวลอยู่ในอากาศ เสียงเปิดประตูไม้เก่าจากข้างบ้านดังขึ้น ปุณณ์เดินเข้ามาเงียบ ๆ ในมือมีข้าวกล่องกับกาแฟที่เวียนซื้อจากร้านป้าแถวซอย
“กินข้าวหรือยัง?” เสียงที่ถามไม่ได้สนิทนัก แต่ก็ไม่ห่างเหิน
“ยัง… อะ เอ่อ…” อิงดาวชะงักเมื่อปุณณ์ยื่นมาให้ เธอยิ้มเก้อ ๆ รับกล่องข้าวไว้ ทั้งสองนั่งคนละมุมของโต๊ะไม้กลางห้อง
“ฝีมือของป้าหวาน อีกแล้ว…เราเหมือนวงเวียนอยู่แถวนี้เนอะ” ปุณณ์หัวเราะ
“ซอยนี้ออกก็รู้สึกแปลก ๆ” อิงดาวพูด กล่องข้าวเบา ๆ ในมือดังเมื่อถูกกดแรงเกินไปเล็กน้อย
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง ตลอดอาหารเช้านั้น ทั้งสองแทบไม่ได้คุยกัน มีแต่เสียงส้อมถูกจานที่ฟังดูผิดที่ผิดทางในบรรยากาศฝนเพิ่งหยุด
หลังอาหารเช้า อิงดาวส่งกล่องเปล่าคืน ปุณณ์รับไป สายตาเขาหลุบต่ำก่อนจะพูด “เธอคิดจะออกไปข้างนอกมั้ย ออกจากซอย”
อิงดาวนิ่งงัน จุดนี้คือความฝันที่เธอเองก็ยังกลัวจะพูดออกมาเต็มเสียง เธอก้มหน้าลูบหัวปากกาสีน้ำเงินในมือ “อยาก…แต่กลัว ไม่รู้จะไปที่ไหน จะเริ่มยังไง”
ความหวาดกลัวและหุ้นส่วนของชีวิตดูจะดึงรั้งทั้งคู่ไว้ในซอยเก่าแห่งนี้
วันหนึ่ง ปุณณ์ได้รับโทรศัพท์จากอดีตแฟน เขาหลบออกไปทางหัวมุมซอย แม้อิงดาวจะไม่ได้ยืนใกล้ แต่เสียงหัวเราะของหญิงสาวปลายสาย กระแทกใจเธอโดยไม่ตั้งใจ ตอนเขากลับมา เธอถามไม่ได้ ได้แต่เดินผ่านหน้าเขาอย่างเงียบ ๆ
ในคืนนั้น ปุณณ์ตัดสินใจไลฟ์สดเล่นกีตาร์จากระเบียงบ้าน เสียงเพลงเศร้าแทรกไปในซอย เงาอิงดาวทาบอยู่ในห้อง วาดรูปมือสั่น เสียงหัวเราะของหญิงอีกคนยังคงก้องในความรู้สึก
“เพลงคืนนี้… สำหรับคนที่กลัวจะเริ่มต้นใหม่” เสียงของเขาในไลฟ์สดสั่นไหว อิงดาวกดหัวใจส่งไปในแอปฯ มือถือนั้น กลิ่นน้ำฝนโชยผ่านหน้าต่าง
ช่วงเช้า ฝนซาบซึ้งอีกวัน อิงดาวเดินเก็บดอกเข็มขาวที่หล่นจากต้นหน้าบ้าน ปุณณ์เดินมาใกล้ เห็นเธอหยิบกลีบดอกขึ้นมาติดผมให้ตัวเองแล้วแอบยิ้ม
“รู้มั้ย…” ปุณณ์พูดเบา “เคยมีคนบอกว่าดอกเข็มมันแข็งแรงมาก ถึงจะโดนฝนแต่ก็ไม่เหี่ยวเร็ว”
อิงดาวเงียบ ดูเหมือนจะอยากพูดอะไร แต่ก็แค่ยิ้ม “ดอกเข็ม…เหมือนคนบางคน”
ปุณณ์ชะงัก มองหน้าอิงดาวตรง ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน จนเสียงวินมอเตอร์ไซค์บีบแตรผ่านมากลบความอึดอัดของสายตานั้น
จู่ ๆ อิงดาวก็ตัดบท “วันนี้จะไปซื้อมือสีใหม่ เป็นเพื่อนไหม?”
“ได้!” ปุณณ์ตอบทันทีเหมือนรออยู่แล้ว
ทั้งสองเดินเคียงกันไปทางร้านขายอุปกรณ์ศิลปะ ความเปียกชื้นในอากาศทำให้เสียงพูดเบาผิดปกติ อิงดาวเลือกสีอย่างใจลอย ส่วนปุณณ์ก็เอาแต่ยืนข้าง ๆ เงียบ ๆ คอยยื่นหลอดสีให้ เธอขำ “นี่จะเป็นผู้ช่วยวาดรูปหรือไง”
“ฉันแค่… อยากอยู่ด้วยนาน ๆ” เขาพูดก่อนจะสะดุ้งเบา ๆ กับความจริงที่หลุดปาก
อิงดาวอึกอัก รีบเปลี่ยนเรื่อง “งั้นขอแปรงเบอร์ 2 ด้วย”
ระหว่างเดินกลับ ปุณณ์ชวนคุยเรื่องเพลง อิงดาวพูดเรื่องศิลปะ มีความต่างของเป้าหมาย เช่นเดียวกับรอยยิ้มเงียบ ๆ ที่แฝงความกลัวและอบอุ่นระหว่างทาง
คืนต่อมา อิงดาวกำลังลงสีภาพ แต่หยุดเพราะเสียงเต้นของหัวใจตัวเองเมื่อได้ยินเสียงซ้อมเพลงจากอีกฝั่ง ปุณณ์เริ่มแต่งเพลงใหม่ ใช้เนื้อหาสะท้อนเรื่องราวของคนกลัวการเปลี่ยนแปลง เธอฟังเงียบ ๆ ไม่ได้เคาะประตูไปร่วมวง แต่เขารู้ว่าเธออยู่ข้าง ๆ
เช้าวันต่อมา ทั้งสองมาพบกันที่ร้านกาแฟตรงหัวมุมซอย ปุณณ์เห็นอิงดาวมาแต่เช้า เขานั่งลงพร้อมกับหนังสือเพลงในมือ
“เมื่อคืนแต่งเพลงใหม่… แต่ไม่แน่ใจว่าจะกล้าเล่นบนเวทีจริง ๆ” ปุณณ์สารภาพเสียงอ่อย
“ก็ดีแล้วนี่ ที่กล้าทำอย่างน้อยเธอยังเดินไปข้างหน้า” อิงดาวพูดเบา ขณะที่จ้องแก้วกาแฟในมือ
ปุณณ์คิ้วขมวด “ถ้ากลัวทำผิดพลาดอีกล่ะ…อย่างที่เคยผิดกับใครบางคน”
อิงดาวนิ่งงัน เธอแอบรู้อะไรบางอย่าง แต่ยังไม่เคยพูด สุดท้ายแค่ยิ้มจาง “คนเราทำผิดกันได้ สำคัญคือยังมองตัวเองในกระจกได้อยู่ไหม”
ช่วงสุดสัปดาห์ ปุณณ์ได้รับการชวนไปเล่นดนตรีที่ร้านกลางเมือง อิงดาวเห็นเขาฝึกซ้อมมากขึ้น ในขณะที่เธอกังวลใจลึก ๆ ว่าถ้าเขาไปจากซอยนี้จริง ๆ อะไรจะเปลี่ยนแปลงบ้าง
ฝนเริ่มโปรยลงอีกครั้งในเย็นวันเสาร์ ปุณณ์ออกบ้านช้า ๆ พร้อมกีตาร์และเสื้อกันฝน อิงดาวมองจากระเบียง เธอเดินลงไปส่งที่ปากซอย
“โชคดีนะ” เธอพูดเบา ๆ พลางกลั้นน้ำตา
“มาดูฉันไหม” ปุณณ์ถามโดยไม่สบตา
อิงดาวส่ายหน้า …แต่แล้วก็พูดออกมาเสียงเบาที่แทบไม่ได้ยิน “กลัวเห็นเธอมีความสุขกับที่นั่น…แล้วฉันยังอยู่ที่นี่”
ปุณณ์ชะงัก แต่ไม่ได้บอกความรู้สึกของตัวเอง เขาเพียงแค่ยิ้ม และเดินจากไป
อิงดาวเฝ้ารอฝนหยุดจนค่ำ เธออยากโทรหา อยากถามว่าเป็นยังไงบ้าง แต่ไม่กล้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เวลาไหลผ่านไปอย่างช้า ๆ เหมือนในวันที่ฝนพรำ เดินออกไปที่ระเบียง เห็นแต่เงาและแสงไฟไกล ๆ
หลายวันต่อมา ปุณณ์เริ่มหายไปจากซอยบ่อยขึ้น เขากลับดึก ไม่วาด ไม่เล่นกีตาร์ อิงดาวรู้สึกว่าโลกแคบลง ซอยดูเงียบเหงา ทั้งที่ฝนยังตกเหมือนเดิม
คืนหนึ่ง ฝนตกหนัก อิงดาวนั่งวาดรูปที่ระเบียงจนดึก ดวงไฟหรี่ สายฝนขาวพร่า เธอสงสัยว่าปุณณ์หายไปไหน ทันใดนั้นมีเสียงเคาะประตูเบา ๆ ปุณณ์เปียกปอนยืนอยู่ ด้วยสีหน้าเศร้าสลับดื้อดึง
“ขอโทษที่กลับดึก… เลิกจากร้านแล้วรู้สึกหายใจไม่ออก เลยเดินกลับบ้าน”
อิงดาววางพู่กันช้า ๆ “เป็นอะไรไหม?”
“เหนื่อย…แต่ไม่อยากให้ใครรู้” เขานั่งลงตรงขอบระเบียงข้างเธอ ทั้งสองมองสายฝนไหลยาวลงรางน้ำ ไม่มีใครพูดอะไรอยู่นาน
“บางที…เธอกลัวอะไรบ้างไหม” ปุณณ์ถามขึ้นมาแบบไม่มองหน้า
“กลัว…หลายอย่าง ทั้งกลัวออกไปข้างนอก กลัวว่าวันหนึ่งจะไม่มีใครเหลือข้าง ๆ กลัวเธอจะหายไป…” เสียงอิงดาวสั่น มือเธอซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ
ปุณณ์เงียบ ก้มหน้ากัดปากแน่น “ฉันแค่…เคยทำพลาด ทำให้ใครบางคนเสียใจจนเขาจากไป มันเลยไม่กล้าเริ่มใหม่จริง ๆ สักที”
เสียงฝนยังหยาดลงไม่หยุด อิงดาวขยับเข้าใกล้เล็กน้อย “ทุกคนเคยพลาด…แต่ถ้าเราไม่ให้อภัยตัวเอง จะกล้าก้าวต่อไปได้ยังไง”
ช่วงถัดมา อิงดาวไม่ค่อยได้เจอปุณณ์ เขาเหมือนเคว้งคว้างอยู่กับตัวเอง อิงดาวใช้เวลาวาดภาพชุดใหม่เกี่ยวกับซอย ฝน และความรู้สึกค้างคา หวังว่าสักวันจะรวมใจกล้าที่จะแสดงมัน
ฤดูกาลเปลี่ยนจากฝนไปสู่ปลายหนาว อิงดาวตัดสินใจสมัครงานกับแกลเลอรีเล็ก ๆ นอกซอย เธอฝืนใจไม่บอกปุณณ์ ราวกับเป็นจุดเริ่มต้นขยับออกจากโลกปลอดภัยของตัวเอง
วันหนึ่ง ขณะที่จัดนิทรรศการภาพวาดซอยฝน อิงดาวเห็นปุณณ์เดินเข้ามาในงาน เธอชะงักไปนิด ก่อนจะฝืนยิ้มให้ เขามีท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ กลางห้องนิทรรศการ
“คิดถึงเสียงฝนของซอยน่ะ…” ปุณณ์พูด ช้า ๆ เงียบ ๆ
อิงดาวมองภาพวาดบนผนัง “ทุกรูป ฉันวาดตอนคิดถึงบางคน”
เขายิ้มน้อย ๆ “แล้ววันนี้…ยังกลัวอะไรอยู่ไหม”
อิงดาวนิ่ง หัวใจเต้นแรง “ยังกลัว…แต่ถ้าไม่ก้าวไปข้างหน้า ฉันจะได้เจอกับอะไรอีกล่ะ”
ปุณณ์เหลือบมองรูปที่ชื่อ ‘ฝนพรางใจ’ “ถ้าวันหนึ่งฉันกล้าขอให้ใครสักคนอยู่ในเพลงที่ฉันเขียน… จะยอมฟังจนจบไหม”
อิงดาวหัวเราะเบา “ขอแค่ไม่หยุดเล่นกลางทาง ฉันจะฟังจนจบ”
เสียงฝนพรำเบา ๆ ข้างนอกหน้าต่างราวกับเป็นพยาน เงาของทั้งสองคนเคียงข้างกันท่ามกลางสีสันของนิทรรศการ และความกล้าที่เพิ่งเบ่งบานในวันที่ลมฝนเก่าเริ่มสงบ