สิ่งที่ไม่เคยกล้าพูด
เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้าร้านกาแฟ “บ้านไม้สีขาว” ดังอย่างไม่ขาดสาย จิมนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ รสขมเจือหวานที่เลือกเองทุกวัน เจ้าของเสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินเข้ามาวางคุ้กกี้จานเล็กบนโต๊ะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วันนี้ดูเงียบ ๆ นะจิม” มินกล่าว ขยับผมหางม้า ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนเก้าอี้ตรงข้าม เธอไม่สบตาเขาตรง ๆ แค่ทอดสายตาไปยังสายฝนข้างนอก
จิมยิ้ม ยักไหล่ “เปล่า แค่ฝนมันทำให้คิดไปเรื่อยเฉย ๆ น่ะ”
ความเงียบไหลเวียนในร้าน สองคนฟังเสียงระฆังลมที่กระทบเบา ๆ ใจจิมเต้นรัวกับสิ่งที่ไม่เคยพูดออกไป คำถามหลากหลายวนเวียนอยู่ในหัวว่า ถ้าพูดออกไป มันจะทำลายสิ่งดีดีจนหมดหรือเปล่า
มินลอบมองสีหน้าจิม ทุกครั้งที่เขาเงียบก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาคิดอะไร อยากรู้ใจเขาเสมอแต่ทำเป็นไม่ใส่ใจ “นายทำงานเสร็จหรือยัง?” เธอเปลี่ยนเรื่อง
จิมพ่นลมหายใจ “เกือบเสร็จ เหลืองานสุดท้ายที่ลูกค้ายังไม่ตอบกลับ”
มินหัวเราะเบาๆ “ลูกค้าประเภทชอบเปลี่ยนดีไซน์ทุกวันน่ะเหรอ?”
“ยิ่งกว่าข้าวแกงเปลี่ยนกับข้าวในถาดซะอีก” จิมตอบพลางระบายรอยยิ้มบาง ๆ บนมุมปาก มินหัวเราะจริงจังขึ้นมา คลายความตึงเครียดไปชั่วขณะ
อีกสัปดาห์เดียวมินต้องไปต่างประเทศตามความฝัน อยากเรียนชิมกาแฟและเปิดร้านเอง แต่ไม่มีใครพูดถึงมัน ทั้งที่ทุกวันรู้ว่ากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง
มินจู่จงถาม “จิม…ถ้าเราไปจริง ๆ นายจะมาเยี่ยมเราบ้างไหม?”
จิมอึกอัก “…ถ้ามีตังค์อะนะ” ฝืนยิ้ม
“ตรงดีจัง นายคนนี้” มินเผลอยิ้มและเงียบไปกะทันหัน สายตาทอดยาวไปยังทางออก
เสียงประตูร้านเปิด เพื่อนร่วมรุ่นที่มินเคยแอบชอบเดินเข้ามา ทุกสิ่งดูชะงักในอากาศ จิมสบตาแซว “ดูเหมือนคนนี้จะไม่ได้ดีไซน์เปลี่ยนทุกวันสินะ”
มินหัวเราะแห้ง “ถ้านายดูไม่ออกก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว” แล้วเดินไปทักเพื่อนคนนั้น สองคนคุยกันสนุกสนาน ทิ้งจิมกับแก้วกาแฟรสขมที่เหมือนจะขมขึ้นทันใด
เย็นวันนั้นร้านใกล้ปิด มินเก็บร้านเงียบ ๆ จิมนั่งแก้ดีไซน์บนแล็ปท็อป มือขยับแต่ใจล่องลอย มินเดินมาใกล้ ปิดไฟครึ่งหนึ่งของร้าน
“วันนี้ขอบคุณนะจิม…” เสียงเธอสั่นเล็กน้อย “…ที่อยู่ตรงนี้เสมอ”
จิมอยากพูดความรู้สึกออกไป แต่แค่หัวเราะ ฮัมเพลงเบาๆ “เดี๋ยวฝนหยุด เดี๋ยวก็กลับบ้านได้”
จังหวะนั้นเอง มือทั้งสองแตะกันที่ขอบโต๊ะ เล็กน้อย เหมือนไม่ตั้งใจ มินชักมือกลับแต่ไม่ทันใจ กลิ่นอายของบางสิ่งล่องลอยในอากาศ
วันต่อมา จิมนั่งรถกลับบ้าน นึกถึงวันที่เคยตัดสินใจปฏิเสธความรู้สึกผู้หญิงคนหนึ่ง เพียงเพราะกลัวว่ามิตรภาพจะหายไป กลัวความเจ็บช้ำที่เสี่ยงเกินไป อดีตย้ำเตือนให้ซ่อนสิ่งที่อยู่ในใจ ต่อให้มันชัดเจนแค่ไหน
ตลอดทั้งสัปดาห์ ร้านคึกคักกว่าปกติ มินยุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเตรียมเอกสารเดินทาง ฝึกภาษากับลูกค้า ทั้งขอคำแนะนำจากคุณแม่ จิมยังแวะมาเหมือนเดิม แต่ช่วงหลังเป็นแค่เวลาไม่นาน เขาเริ่มเงียบ ยิ้มจางลง
วันหนึ่งระหว่างที่จิมยกมือจะโบกมินแต่โดนคนอื่นขัดจังหวะ เธอทำมือท่าโทรหาด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย เขาหัวเราะน้อย ๆ แล้วเดินออกจากร้านฝ่าฝนที่พรำลงมาโดยไม่รอร่มของเธอเหมือนเคย
วันเดินทางของมินมาถึง ท่ามกลางความวุ่นวาย ครอบครัวและเพื่อนมาล่ำลา มินมองหาใครบางคนแต่ไม่เจอ จิมไม่ได้มาที่สนามบิน เธอกลั้นใจโทรหาขณะเปิดประตูขึ้นเครื่อง เสียงฝากข้อความของเขาดังขึ้น “จิม นายหายไปไหน…” เธอเงียบ “…ถ้ายังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะ”
ในคืนนั้น จิมนั่งดูคลิปวิดีโอสั้น ๆ ที่มินถ่ายไว้ในร้าน วันแรกที่เธอชงกาแฟราดนมให้ผิดสูตรจนลูกค้าขำกันเอง จิมหัวเราะเบา ๆ แล้วปาดน้ำตาโดยไม่รู้ตัว
กาลเวลาเนิ่นนาน มินส่งข้อความหาจิมในบางคืน “ที่อังกฤษหนาวกว่าที่คิด” หรือ “วันนี้เทสกาแฟได้คะแนนแค่ 7/10 เอง” จิมตอบรับสั้น ๆ บ้าง บางทีก็ไม่ตอบ เขากลัวเจ็บซ้ำ ๆ เก็บรูปถ่ายเธอไว้แต่ไม่กล้าเปิดดู
จิมจมอยู่กับงาน วาดดีไซน์แต่เหมือนขาดแรงบันดาลใจ ทุกอย่างผ่านไปอย่างสงบแบบแปลกประหลาด เขาสังเกตว่าสีในงานของตัวเองเริ่มหม่นลง กาแฟรสเดิมในร้านใหม่ ๆ กลับไม่เข้าใจหัวใจเหมือนแต่ก่อน
ผ่านไปหลายเดือน เมื่อจิมรู้ข่าวว่ามินจะกลับไทยเพื่อคุยอนาคตกับครอบครัวหลังเรียนจบ จิตใจเขาว้าวุ่น คืนหนึ่งเขานั่งจ้องหน้ากระจก สะท้อนความกลัวเดิม ๆ “อย่าปล่อยให้ทุกอย่างหายไปจากแค่ความกลัวอีกแล้ว” เขาครุ่นคิดในเงียบงัน
บ่ายวันหนึ่ง จิมเดินไปที่ร้าน “บ้านไม้สีขาว” ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เขาเห็นมินอยู่ในร้านคนเดียว เธอชิมกาแฟของตัวเอง แววตาดูเศร้ากว่าที่เคย เมื่อจิมเข้าไป เธอมองขึ้นทันที ใจเต้นแรงซ่อนอยู่หลังสายตาที่เหมือนกำลังเฝ้ารอ
“กลับมาแล้วเหรอ” จิมหยั่งเชิง
“กลับมาคิดอะไรใหม่ ๆ” มินยิ้มบาง ๆ
ต่างคนต่างเงียบ มองแก้วกาแฟในมือตัวเอง เสียงลมหายใจและนาฬิกาบนผนังขีดเขียนเวลาช้า ๆ
“นายไม่มาส่งเราวันนั้น” มินพูดเบา ๆ
“เรา…กลัวพูดอะไรผิดแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนไป” จิมตอบ เงยหน้าสบตาเธอเป็นครั้งแรกที่ยอมปล่อยความรู้สึก
มินส่ายหน้า “…เราไม่ได้อยากให้นายพูดสิ่งที่มั่นใจ เราอยากให้พูดสิ่งที่อยู่ข้างในจริง ๆ”
อีกความเงียบระหว่างคนสองคนในร้านเปล่า ๆ มินลุกขึ้นเดินออกหลังร้าน ทิ้งจิมให้นั่งกับแก้วกาแฟ รู้สึกเหมือนจะเสียเธอไป แต่ไม่อยากเสียไปอีกแล้ว
ค่ำนั้น มินเอาเสื้อกันฝนพาดบ่าเดินขึ้นดาดฟ้า ทิ้งตัวลงนั่งมองแสงไฟราง ๆ ของถนน จิมตามขึ้นไปอย่างลังเล และนั่งข้าง ๆ เธอ ไม่มีใครพูดอะไรอีกครู่ใหญ่
“เราคิดถึงกลิ่นฝนตอนนั่งอยู่กับนาย” มินพึมพำ
จิมกลืนน้ำลายอย่างฝืด “เราคิดถึงเสียงหัวเราะของเธอ เราคิดถึง…ทุกอย่างที่เคยเป็นเรา”
มินหันมา น้ำตาซึม “ทำไมนายถึงกลัวนักล่ะ?”
จิมยิ้มเศร้า “ตอนเด็กเราบอกทุกอย่างกับเพื่อนคนหนึ่ง แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป…กลายเป็นเราไม่ใช่เพื่อนกันอีก…เรากลัวว่าเราจะเสียเธอ เหมือนเสียคนนั้นไป”
มินนิ่งไปนาน “แล้วถ้าเราเองก็กลัวเหมือนกัน แต่เรากลัวมากกว่าว่าสิ่งดี ๆ จะหายไปถ้าไม่พูดออกไป นายจะโอเคมั้ยถ้าเราลองพูดดู?”
จิมหัวเราะในลำคออย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “ถ้าวันนี้เราไม่พูด เราจะไม่พูดมันอีกเลย”
มินกัดริมฝีปากตัวเองแน่น “เรารักนาย” น้ำตาไหล รู้สึกทั้งเสียวซ่าและโล่งอกพร้อมกัน
จิมหลบตา น้ำตาคลอ “เราก็รักเธอ…แต่เรายังกลัว กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเธอไปอีก เราจะต้องเจ็บ”
มินยิ้มผ่านน้ำตา “ไม่มีใครรับปากอนาคตได้หรอก แต่ขออยู่กับปัจจุบันกันได้มั้ย?” เธอยื่นมือมา จิมเอื้อมมือไปกุมไว้แน่นเป็นครั้งแรกที่ไม่ปล่อยและไม่ซ่อน
ฝนเทลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ทั้งคู่หัวเราะไปด้วยกันบนดาดฟ้า ข้างกลิ่นความกล้าและน้ำตา สองหัวใจได้เรียนรู้ว่าบางครั้งการพูดในสิ่งที่เคยกลัวที่สุด อาจทำให้ได้เริ่มต้นใหม่ในแบบที่ไม่เคยกล้าฝัน