สิ่งที่ไม่กล้าบอกในฤดูฝน
เสียงโทรศัพท์ในออฟฟิศโฆษณาแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเสียงฝนที่พรำมาไม่หยุดเป็นวันที่สามติดต่อกัน นทนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ สายตาเขามองข้ามหน้าจอไปยังโต๊ะทำงานตรงข้าม ขิม เพื่อนร่วมทีมฝ่ายครีเอทีฟที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ได้สักสามเดือน กำลังเท้าคางเหม่อออกไปนอกหน้าต่างเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ยินเสียงใด ๆ รอบตัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขิม พรีเซนต์สไลด์ประชุมพรุ่งนี้เสร็จหรือยัง?” นทถามเสียงเรียบพลางหยุดพิมพ์ เขาไม่แสดงอารมณ์ แต่ลึก ๆ หงุดหงิดที่เห็นอีกฝ่ายดูไร้ความรับผิดชอบ
ขิมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนเงยหน้ามอง “ยัง เกือบเสร็จแล้ว นายช่วยดูหลังเลิกประชุมวันนี้หน่อยได้ไหม”
เขาชะงัก นทเอียงคอเล็กน้อย “แต่เรามีนัดคุยไฟนอลกับลูกค้าสามทุ่มนะ”
ขิมถอนหายใจ เบือนหน้ากลับไปทางหน้าต่าง ฝนยังคงตก นทอดจ้องหน้าขิมนานเป็นพิเศษไม่ได้ เธอดูหม่น ๆ ฝังลึกด้วยอะไรสักอย่าง คล้ายเก็บซ่อนอะไรไว้
เสียงฝนทำให้บรรยากาศออฟฟิศอึมครึมลง ขิมลุกขึ้นถือแก้วกาแฟ เดินออกไปชงเพิ่ม นทเหลือบดูนาฬิกา หัวใจเต้นแรงแบบที่ไม่เข้าใจตัวเอง
กลางคืนนั้น นทกับขิมต้องนั่งอยู่ด้วยกันหน้าจอคอมจนเกือบเที่ยงคืน ห้องประชุมเงียบจนได้ยินเสียงฝนกระทบกระจก นทตัดสินใจเอ่ยขึ้นแบบเงอะงะ
“พักสักสิบนาทีไหม เดี๋ยวเราซื้อของกินในเซเว่นมาให้”
ขิมเม้มปากส่ายหน้า “ไม่เป็นไร ขิมอยากทำให้เสร็จไว ๆ จะได้รีบกลับบ้าน”
ยังคงมีช่องว่างระหว่างทั้งสอง แม้จะต้องเจอกันทุกวัน การพูดคุยติดขัดเหมือนต่างหาคำที่ใช่ไม่เจอ สองคนนั่งกันเงียบ ๆ ไม่มีเสียงหัวเราะเหมือนในทีมอื่น
เช้าวันต่อมา ฝนยังไม่หยุด ขิมเข้าบริษัทสายเพราะรถติด นทเห็นขิมเดินเข้ามาตัวเปียกเล็กน้อย รอยคล้ำใต้ตาบอกว่าเมื่อคืนอีกฝ่ายคงไม่ได้นอนดี
“ขิม เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมโทรมแบบนี้”
ขิมเม้มปาก “ก็…เมื่อคืนฝันแปลก ๆ น่ะ”
นทพยักหน้ารับ แต่เขาเองก็ไม่ได้ถามต่อ ในหัวมีแต่คำถามที่อยากถามแต่กลัวจะล้ำเส้น
ตอนบ่าย นทและขิมต้องไปพรีเซนต์งานกับลูกค้าใหญ่ นทเห็นขิมเกร็ง มือสั่นเล็กน้อย ก่อนขึ้นพูดเขาลูบหลังมือขิมเบา ๆ
“ถ้าเริ่มติดขัด มองหน้าฉันไว้”
ขิมพยักหน้างง ๆ มุมปากยกขึ้นนิดหนึ่ง สองคนผลัดกันพูด สอดประสานราวกับเคยซ้อมกันมานับสิบรอบ แม้ในใจต่างฝ่ายจะกังวลกันคนละแบบ พรีเซนต์ผ่านไปด้วยดี แต่เมื่อกลับถึงออฟฟิศ ขิมก็รีบเดินหนีไปเข้าห้องน้ำโดยไม่พูดกับนทเลย
เย็นวันนั้น สองคนกลับพร้อมกัน นทชวนขิมเดินตากฝนมาหลังออฟฟิศ เธอปฏิเสธ แต่นทยังเดินตามมาจนถึงใต้ต้นจามจุรีใหญ่ใกล้ประตูข้าง
“ขิม เราไม่ได้ตั้งใจจะกดดันนะ… แต่…” เขาเงียบไป คำพูดหายไปกับเสียงฝน
“ไม่เป็นไรหรอกนท ขิมผิดเอง ขิมไม่ค่อยดีเรื่องพูดกับคนอื่น” เธอส่ายหน้า “นายคงรู้สึกเสียเวลาทำงานกับคนแบบขิม”
“ขิม… ทำไมคิดแบบนั้น” นทลังเล เสียงเขาแผ่วลง “ที่จริงเรารู้สึก…เอ่อ ช่างเถอะ”
ขิมไม่พูดอะไรเพิ่ม มองเขาตาหลุบต่ำ นทอยากพูดว่าชอบขิมแต่กลัวจะเสียสิ่งที่มี ทั้งคู่แยกย้ายโดยไม่มีคำลา
วันต่อมา ฝนยังตกไม่หยุด นทเห็นขิมนั่งคนเดียวที่คาเฟ่ใกล้ออฟฟิศ เขาตัดสินใจเดินไปนั่งด้วย ขิมขมวดคิ้วแต่ไม่ได้ไล่
“เมื่อคืนฝันอะไร” นทถามด้วยเสียงเบา
ขิมนิ่ง เธอวางแก้วกาแฟลง “ขิมฝันถึงตอนเด็ก ๆ … แม่ขิมไม่เคยให้ขิมทำตามใจตัวเอง ขิมเลยไม่แน่ใจว่าทุกเรื่องในชีวิตมันใช่สิ่งที่ขิมอยากเป็นจริง ๆ หรือเปล่า”
“งั้นขิมอยากทำงานนี้มั้ย”
ขิมยิ้มบาง “ขิมชอบวาดรูป ชอบคิดคอนเซปต์…แต่ขิมไม่มั่นใจในตัวเองเลย”
“แต่เราว่า…ขิมเก่งนะ”
ขิมหัวเราะขึ้นจาง ๆ ครั้งแรกในรอบหลายอาทิตย์ “ขอบใจ”
คืนนั้น นทนั่งคิดถึงขิมจนดึก เขาเองก็เคยตัดสินใจผิดพลาดในอาชีพครั้งใหญ่ เขาเคยเปลี่ยนสายงานหลังโดนทรยศจากเพื่อนสนิท และกลัวผิดซ้ำอีก
ผ่านไปอีกหลายวัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองค่อย ๆ ดีขึ้น นทสังเกตว่าขิมเริ่มถามความคิดเห็นเขามากขึ้น เวลาทำงานก็ถกเถียงกันบ่อยแต่ลุ้นกันมากขึ้น มีเสียงหัวเราะแทรกบ้างในแต่ละวัน
ในขณะเดียวกัน ทุกครั้งที่ทีมต้องพรีเซนต์โปรเจกต์ใหม่ ขิมยังคงลังเล มือไม้อ่อน แต่วางใจให้นทเป็นคนซัพพอร์ตเสมอ
กระทั่งคืนหนึ่งหลังส่งงานใหญ่เสร็จ ทั้งทีมไปฉลองกันที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ขิมดูมีความสุข เห็นรอยยิ้มในตาเธอ นทเองก็เริ่มลังเลน้อยลงกับความรู้สึกข้างใน
หลังงานเลี้ยงจบ สองคนนั่งรถไฟฟ้ากลับด้วยกันโดยไม่ได้วางแผน ขิมหลับตาพิงกระจก นทมองเสี้ยวหน้ามีแสงไฟเมืองสะท้อน เขาอยากเอื้อมมือไปจับมือแต่กลัวจะเกินเลยจุดที่ควร
“ขิม…”
“หือ?” เธอลืมตาช้า ๆ
“เราว่า… ถ้าเหนื่อยหรือมีอะไรอยากแชร์ก็บอกเรานะ”
ขิมพยักหน้าช้า ๆ “ขิมกลัวจะเป็นภาระ นายไม่ต้องฝืนสนใจขิมหรอก”
รถไฟถึงสถานี ขิมลุกขึ้น โบกมือเบา ๆ “คืนนี้ฝันดีนะนท”
หลังจากนั้น ทั้งคู่ดูเหมือนใกล้แต่ห่าง ไม่ค่อยได้คุยกันบ่อยเท่าเดิม งานใหม่เข้า ขิมต้องเป็นหัวโปรเจกต์เอง เธอเครียด ไม่กล้าถามใคร นทพยายามไม่เข้าไปยุ่งเพื่อไม่ให้ขิมคิดว่าเขากำลังเวทนา
เวลาผ่านไป ขิมจึงเริ่มห่างนท พยายามเลี่ยงช่วงพัก กลับบ้านเร็ว บางครั้งปฏิเสธไลน์กลุ่มด้วยความเหนื่อย นทได้แต่มองจากที่ไกล ๆ ไม่รู้จะเข้าใกล้อย่างไร
ในคืนวันศุกร์ นทเห็นขิมเดินฝ่าฝนหน้าบริษัท น้ำตาของขิมปะปนกับละอองฝน เธอหยุดอกเสียกลางทาง นทวิ่งตามไป
“ขิม! เกิดอะไรขึ้น”
เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น “ขิมมันแย่ นายพูดถูก…ขิมทำให้พังหมดเลย”
นทเงียบนิ่ง เข้าไปใกล้ๆ “ขิม… ไม่มีใครไม่เคยผิด นายรู้ไหมว่าฉันเคยทำโปรเจกต์ล้มเหลวจนหมดความมั่นใจ… นายไม่ต้องสู้คนเดียวนะ”
ขิมนิ่งไป น้ำตาไหลอาบแก้ม “ขิมกลัว กลัวเป็นเหมือนแม่ที่ไม่เคยรับฟัง กลัวคนอื่นจะทิ้งขิมเพราะขิมไม่ได้เรื่อง”
เขาใจเต้นแรง สองคนยืนนิ่งใต้หลังคาป้ายรถเมล์ เมืองเงียบสงัดยามดึก นทวางมือบนบ่าอีกฝ่ายเบา ๆ
“เราขอโทษที่วางระยะห่าง เราแค่ไม่กล้า” เสียงเขาแทบแผ่วหาย “ไม่กล้าบอกขิมว่ารู้สึกมากขนาดไหน”
ขิมเม้มปาก เหลียวหนีแววตา “นายจะกลัวอะไร”
“กลัวจะเสียขิมไป”
ขิมนิ่งไปนาน “ขิมก็กลัว…”
สายฝนเบาบางลง นทกล้าจับมือขิมไว้เบา ๆ ขิมไม่ได้ปฏิเสธ เธอเงยหน้ามองเขานาน ก่อนพูดเสียงเบา “ขิมดีใจที่ยังมีนาย”
หลังจากคืนนั้น ทั้งสองยังไม่ได้พูดถึงความรู้สึกชัดเจน แต่เวลาร่วมกันเปลี่ยนไป นทใจเย็นขึ้น ขิมกล้าขอความคิดเห็นมากขึ้น ผ่านโปรเจกต์ยาก ๆ ด้วยกันหลายครั้ง
มีคืนหนึ่ง ฝนตกหนัก นทขับรถไปส่งขิมที่บ้าน รถจอดหน้าคอนโด ขิมมองออกไปนอกกระจก เงียบอยู่นาน
“นท…”
“ครับ?”
“ถ้าวันหนึ่งขิมไม่เข้มแข็งพอ… นายจะยังอยู่ไหม”
“ขิมไม่ต้องเข้มแข็งคนเดียวก็ได้ แค่เป็นขิมในแบบที่ขิมเป็นก็พอ”
ขิมผงกหัว นาทั้งใจของขิมเบาขึ้นทีละน้อย ๆ
ฤดูฝนในปีถัดมา สองคนยังทำงานด้วยกัน แม้จะไม่โรแมนติกหวือหวาแต่แน่นแฟ้นกว่าเดิม พวกเขายังต้องผ่านปัญหาในชีวิต แต่ต่างคนต่างรู้ว่าตัวเองกล้าที่จะเผชิญกับใจของตัวเองมากขึ้น ความสัมพันธ์รักและเข้าใจเติบโตทีละวัน พร้อมฤดูฝนใหม่ที่กำลังจะเริ่มอีกครั้ง