ระยะทางของความกล้า
เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นในห้องพักพนักงานกลางบริษัทไอทีแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ธนินนั่งก้มหน้าอยู่ที่โต๊ะมุมห้อง มือข้างหนึ่งหมุนปากกาไปมา รอยคล้ำใต้ตาบอกว่าเมื่อคืนคงทำโอทีจนดึก เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีซีดที่ดูถูกรีดไม่เรียบร้อยนักและยีนส์สีซีด ตรงข้ามกันคือเกน หญิงสาวผมหยิกสั้น ใส่เสื้อยืดสีเข้มกับกระโปรงยาวลายสก็อต เธอดูสดใสแต่ในสายตาแฝงความดื้อรั้นและไม่ยอมใครง่ายๆ เกนเอียงคอ ฟังเสียงโทรศัพท์ ก่อนจะละสายตาจากหน้าจอแล้วเปรยขึ้นว่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พี่คิดว่าพวกเราได้แค่โปรเจกต์นี้เพราะโชคหรือเปล่า?”
ธนินเงียบนาน เหมือนจะลังเล ค่อยๆ มองขึ้นมา “คิดว่า ไม่หรอก มันก็… เพราะไม่มีใครอยากทำมากกว่ามั้ง”
เสียงหัวเราะเบาๆ หลุดจากลำคอเกน เธอส่ายหน้า คำตอบนั้นออกจะถากถางแต่ตรงไปตรงมา
“พี่พูดยาก พี่เคยฝันอยากทำอะไรจริงๆ ไหม?”
ธนินนิ่ง กลืนน้ำลาย ก่อนจะพึมพำ “ฝันมันไม่ได้จ่ายค่าเช่าห้องน่ะ”
แววตาเกนจับจ้อง เธอเห็นเงาแปลกๆ ปรากฏวูบในจิตใจชายตรงหน้า
วันต่อมา ทั้งคู่นั่งประชุมกับหัวหน้าฝ่าย—โปรเจกต์ใหม่ต้องแข่งกับบริษัทใหญ่ รายงานต้องเสร็จในสี่สัปดาห์ ธนินรับหน้าที่วางแผนพัฒนา เกนดูตลาด งานนี้ใครพลาดอีกฝ่ายจะลำบากทั้งทีม
“ถ้าใครสื่อสารผิด งานนี้เจ๊งเลยนะ” หัวหน้าย้ำ รอยยิ้มของเกนกลายเป็นความกดดัน เธอสบตาธนิน แต่มือยังกอดอกแน่น
คืนวันนั้น เกนส่งข้อความในกรุ๊ปไลน์
“ขอข้อมูลยูสเซอร์เซกเมนต์จากไอทีหน่อย”
ธนินตอบสั้นๆ “รอพรุ่งนี้”
เธอถอนหายใจ กัดริมฝีปาก ไม่พอใจที่ธนินมักตอบแบบนี้ แต่ทำอะไรไม่ได้
สองวันผ่าน เกนเดินไปหาเขาที่โต๊ะ มือถือชี้หน้าจอ
“ถามดีๆ นี่เห็นฉันเป็นส่วนเกินเหรอ?”
ธนินมองหน้าเธอ “ไม่ได้คิดแบบนั้น เธอใจร้อนเองปะ”
“ใช่ ฉันใจร้อน ก็ทีมมันไม่เดิน” เกนสวน เงียบงันแทรกเข้ามาครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงลมหายใจและเครื่องปรับอากาศ
ธนินปล่อยปากกาลงบนโต๊ะอย่างเสียอารมณ์ “ก็ไม่ได้ว่าเธอผิด แต่มันต้องรอบคอบ เธอเคยลองคิดไหมว่าผลจะเป็นยังไงถ้าข้อมูลตกหล่น”
เกนกลอกตา แต่อ่อนเสียงลง “พี่เคยเสียอะไรจากความไม่รอบคอบหรือไง?”
วินาทีนั้นธนินนิ่งไป คล้ายความเจ็บเล็กๆ ตกค้างในใจ
หลังประชุมเสร็จ เกนนั่งอยู่ตรงระเบียงเล็กๆ ของบริษัท คอยลมที่พัดมากระทบหน้า ธนินเดินมาตาม กลีบดอกเหลืองร่วงหล่นไปบนพื้น เกนถามเบาๆ “พี่เศร้าเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่า”
เขาเว้นจังหวะ ก่อนพูดเสียงเงียบงัน “เมื่อก่อน… ผมเคยพลาดมากจนพ่อแม่ลำบาก”
“พ่อแม่เข้าใจไหม”
“เขาไม่พูด แต่เห็นจากตา” เธอพยักหน้าเบาๆ ไม่มีคำพูดแค่สายตาที่รับฟัง
“ฉันก็เคยตัดสินใจผิดเหมือนกัน” เธอยิ้มจางๆ “เคยเชื่อใจคนผิด เลยไม่กล้าพอเหมือนกัน”
ธนินมองเธอยาวนาน ไม่พูดอะไรอีก
คืนนี้ ธนินทำโอที เกนส่งกาแฟเย็นมาให้ถึงโต๊ะ เธอวางแก้วเงียบๆ “อย่าทำให้ตัวเองเหนื่อยไปกว่านี้อีก”
เขาชะงัก ไม่ตอบรับอะไร แววตาแปลกไปเล็กน้อย
เมื่อโปรเจกต์เดินหน้า งานหนัก ช่วงเวลาที่ยุ่งยาก ทั้งคู่เริ่มแลกเปลี่ยนความเห็นบ่อยขึ้น สีหน้าของธนินอ่อนโยนขึ้นทีละนิด เกนหัวเราะกับเรื่องเล็กๆ ได้มากขึ้นเมื่ออยู่กับชายหนุ่ม แต่เธอยังไม่เปิดใจเต็มที่เหมือนเดิม
วันหนึ่ง ธนินไปกินข้าวเที่ยงกับทีม ช่วงจังหวะที่คนอื่นลุกออก เหลือเกนกับเขาสองคน เธอจ้องเขานิ่ง
“ที่บ้านฉันอยากให้ไปเรียนต่อเมืองนอก ฉันไม่อยากไป”
“ทำไม”
“ฉันกลัวเปลี่ยว ฉันไม่เชื่อว่าอยู่คนเดียวได้” น้ำเสียงเธอสั่นน้อยๆ
“บางทีต้องลองดูเองมั้ง”
“มันก็ง่ายกับคนที่ชินกับความเงียบ ไม่ใช่เหรอ”
เขายิ้มบางเบา “เงียบก็เหงาเหมือนกัน”
ทั้งคู่สบตากันนาน ไม่มีใครพูดอะไร จนเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะ
ในงานพบปะบริษัท เกนกับธนินถูกจับให้เล่นเกมสลับบทบาท เธอต้องสลับมุมคิดกับเขา ได้เห็นโลกของกันและกันชัดเจนขึ้น และหัวเราะกับข้อผิดพลาดเล็กน้อยกันทั้งคู่ มีช่วงหนึ่งเกนเอื้อมมือหยอกล้อเขาเบาๆ “พี่เคยคิดไหมว่าบางครั้งชีวิตก็แค่เรื่องเล่นๆ เกมหนึ่ง”
ธนินยิ้ม โปรยความคิด “บางที ถ้าเกมนี้เล่นให้หมดใจก็น่าจะดีกว่ายอมแพ้แต่แรก”
กาลเวลาผ่านไป ความผูกพันค่อยๆ ก่อตัว โปรเจกต์เดินหน้าอย่างทุลักทุเล ธนินรู้สึกถึงความจริงจังจากเกนมากขึ้น ส่วนเกนเริ่มเปิดใจให้เขาเข้ามารู้จักตัวตนลึกๆ เธอเล่าเรื่องฝันในวัยเด็ก เรื่องอยากเป็นศิลปิน ความผิดหวังจากครอบครัวที่อยากให้มีอาชีพมั่นคง
มีคืนหนึ่งที่ฝนตกหนัก ไฟดับกลางสำนักงาน ทั้งสองคนนั่งรอเวลาจนเช้า เกนถามเสียงเบาว่ากลัวความมืดหรือเปล่า ธนินปฏิเสธ แต่ในแววตาเหมือนซ่อนความหวาดกลัวไว้
“เมื่อก่อนพ่อชอบปิดไฟลงโทษเวลาโกรธ” เขาบอกแผ่วเบา
“ฉันกลัวเสียงฟ้าร้อง” เธอตอบมองออกไปนอกหน้าต่าง กลุ่มเมฆดำหมุนวนช้าๆ
ธนินดึงผ้าห่มคลุมให้เธอ “เดี๋ยวเช้าเราจะออกไปพร้อมกัน”
อากาศยามเช้ามาถึง ทั้งสองเดินออกมายืนในแสงแดดจางๆ ต่างเงียบงัน แตะปลายนิ้วกันแวบหนึ่งก่อนแยกย้ายกับความอบอุ่นที่ยังค้างอยู่ในมือ
เมื่อใกล้เส้นตายโปรเจกต์ ท่ามกลางความเครียดและความกดดัน เกนตัดสินใจจะลาออกไปเรียนต่อ ทั้งที่ทีมต้องใช้เธอ ธนินผิดหวัง—เขาเงียบ ไม่พูดอะไรเลยหลายวัน
วันหนึ่งเธอตามหาธนิน เจอเขานั่งเหม่ออยู่ลานจอดรถ ก้าวไปใกล้ แต่อึดอัด ไม่แน่ใจว่าควรพูดอะไรดี
“ฉัน…ขอโทษที่ไม่ได้บอกพี่ก่อน”
“ไม่ต้องขอโทษ” ธนินพูดเบาราวกระซิบ “ผมแค่ไม่รู้จะอยู่ยังไงต่อโดยไม่มีเธอในทีม”
เธอนั่งลงข้างกัน เงียบ ต่างคนต่างรอฟังเสียงหัวใจตัวเอง
“จริงๆ ฉันก็กลัว… ไม่ใช่กลัวไปเรียน แต่กลัวเสียบางอย่างที่มีอยู่ตอนนี้”
“เสียอะไรก็ยังมีโอกาสได้คืน ถ้าเราไม่หนี”
เกนหันมามอง ความลังเลฉายชัด
“แล้วถ้าฉันไปจริงๆ”
“ผมก็ดีใจกับเธอ แค่… อยากให้รู้ว่าผมอยู่ตรงนี้ ถ้าเธอกลัว กลับมาเมื่อไรก็ได้”
สัมผัสของมิตรภาพและความหวังซึมแทรกในบรรยากาศ
งานเลี้ยงส่งท้ายที่บริษัท เกนพูดอะไรไม่ออกตอนอำลา ได้แต่ยิ้มเศร้า ธนินยืนริมประตู นิ่ง มองเธอเดินจากไป เงียบงันหนึ่งนาที
หลายเดือนผ่านไป ธนินใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่ข้างในเปลี่ยนไป—เขากล้าพูดคุยกับคนอื่น กล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น แม้ยังคิดถึงบางคนเสมอ
ในขณะที่เกนใช้ชีวิตใหม่ในต่างประเทศ เธอโตขึ้น ทบทวนตัวเอง รู้ว่าความกลัวที่แท้จริง คือกลัวที่จะเสียใจหากไม่กล้าพอจะคว้าโอกาสหนึ่ง
วันหนึ่ง เกนกลับไทยโดยไม่ได้บอกใคร เธอไปที่บริษัท พบรอบข้างเปลี่ยนไป เหลือธนินนั่งเงียบที่มุมเดิม เธอเดินไปยื่นสมุดเล่มเก่าที่สองคนเคยใช้จดไอเดียร่วมกัน
“ฉันคิดถึงทุกหน้าที่พี่เขียน” เธอยิ้ม ธนินรับสมุด—มือสั่นน้อยๆ
“มันยังมีหน้าขาวเหลืออีกเยอะ” เขาว่าโดยไม่กล้าสบตา
“เราจะเติมต่อด้วยกันไหม”
ธนินยิ้ม หัวใจเต้นแรง “ผมอยากลองดู”
ในแววตาทั้งคู่สะท้อนความกลัวและความกล้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของอนาคต แต่ต่างก็ยินดีจะเดินต่อแม้ด้วยความสั่นไหว
เพราะระยะทางระหว่างเขากับเธอ ไม่ได้มีไว้ให้ห่างออกไป แต่มีไว้ให้กล้าก้าวข้ามด้วยกัน