เสียงสะท้อนจากป่าช้าเก่า
รัตติกาลคลืบคลานเข้าครอบคลุมหอพักเก่าทรงไทยสองชั้นใกล้ป่าช้าในอำเภอเล็กๆ พื้นไม้ส่งเสียงครืดคราดใต้เท้าของนิดา ขณะที่เธอเดินลากกระเป๋าเดินทางขึ้นบันได แสงไฟสลัวจากโคมเก่าทำให้เงาของเธอยาวเหยียดไปตามฝาผนังราวกับถูกใครบางคนเฝ้ามอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เงียบจริง ๆ นะที่นี่” ก้องเอ่ย ขณะยกกล่องอุปกรณ์ถ่ายทำขึ้นชั้นสอง ดวงตาเขามองผ่านหน้าต่างไปยังเงาดำของต้นไม้เก่าแก่ที่เติบโตล้อมป่าช้า บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง
“ทำไมต้องเลือกหอเก่าติดป่าช้าด้วยเนี่ย” พิมบ่น ริมฝีปากเม้มแน่น ขณะวางสมุดบันทึกลงบนโต๊ะไม้ผุ ๆ
“ถ้าอยากได้ข้อมูลจริง โปรเจกต์สมาคมนิทานพื้นบ้านต้องมาลุยของจริง” แทนพูดเรียบ ๆ ดวงตาเขาซ่อนแววกังวลไว้ลึก ๆ “อาจารย์ก็ย้ำให้ไปสัมผัสบรรยากาศจริง”
“แต่ที่นี่เหมือนมีอะไรแปลก ๆ” เมย์กระซิบเบา ๆ มองประตูห้องที่เปิดค้างเองทั้งที่ลมสงบ
ทุกคนเงียบลง สัมผัสถึงบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ ลมหอบหนึ่งพัดผ่าน ทำให้ผ้าม่านสีขาวพลิ้วไหว เงาสะท้อนในกระจกชวนรู้สึกว่ามีใครอีกคนยืนอยู่เคียงข้าง
กลางคืนแรก ทุกคนรวมตัวในห้องนั่งเล่น พิมเปิดสมุดบันทึกดูรายละเอียดนักเรียนหญิงที่หายไปเมื่อยี่สิบปีก่อนในหอพักนี้
“ใครยังไม่รู้ว่าคืนนี้ต้องนอนกับอดีตบ้าง?” ก้องพยายามพูดเล่น แต่เสียงเขาสั่นจาง ๆ
“เราต้องแยกย้ายไปหาข้อมูลไหม?” เมย์ถามเบา ๆ สายตาเธอหลุกหลิกไปทางมุมมืด
“แบ่งกลุ่มสองคนพอ” แทนเสนอก่อนจะจ้องหน้าต่างบานหนึ่งนานผิดปกติ
นิดาเดินสำรวจชั้นสองกับเมย์ เสียงไม้ลั่นใต้ฝ่าเท้าทำให้อึดอัด ภาพในกระจกหน้าห้องน้ำดูเหมือนขยับตาม ทั้งที่เธอขยับตัวอยู่เพียงคนเดียว
“รู้สึกเหมือนใครมองอยู่ไหม” เมย์กระซิบ นิดาไม่ตอบแต่จับมือเพื่อนแน่น
อีกด้าน ก้องกับพิมเปิดตู้เก็บของเก่าในห้องครัว กลิ่นอับของกระดาษและไม้เปียกชื้นตลบอบอวล พิมหยิบกล่องไม้เก่าขึ้นมา กล่องนั้นมีรอยขีดเขียนคล้ายข้อความบางอย่าง
“อ่านไม่ออกเลย” พิมพึมพำ ก้องเอาไฟฉายช่วยส่อง เงาในตู้กลับทอดยาวคล้ายกับมีมือใครยื่นมาจับ
เสียงบางอย่างดังขึ้นเหนือศีรษะ คล้ายเสียงฝีเท้าลากช้า ๆ ทุกคนเงียบกริบ รับฟังเสียงนั้นอย่างหวาดระแวง ราวกับกำลังรอคอยบางสิ่งที่ไม่มีใครอยากพบ
คืนที่สอง ความเงียบยิ่งทวีคูณ นิดานอนไม่หลับ ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาเหมือนเด็กผู้หญิง “ช่วยด้วย…” เสียงนั้นแผ่วเบา ราวกับผ่านมาจากห้องข้าง ๆ
นิดาค่อย ๆ เดินไปใกล้ประตูห้อง เธอเอาหูแนบฟัง ได้ยินเสียงร้องไห้ดังขึ้นชั่วขณะ แล้วเงียบกริบ
เช้าวันถัดมา พิมเจอกระดาษแผ่นหนึ่งแทรกอยู่ในสมุดบันทึก เป็นตัวหนังสือสั่น ๆ ว่า “อย่าไว้ใจเสียงกระซิบ”
“เมื่อคืนใครเอานี่มาใส่สมุดเรา?” พิมถามเสียงสั่น ทุกคนมองหน้ากัน ไม่มีใครตอบ เมย์เริ่มมีอาการวิตกกังวล
“เมื่อคืนเราฝัน… แต่ไม่ใช่ฝันปกติ เหมือนถูกใครบังคับให้เห็นอะไรบางอย่าง” เมย์พูดเสียงเบา
ก้องถอนหายใจ “อย่าเพิ่งคิดมากเลย นี่มันแค่หอเก่า เสียงคงมาจากข้างนอก”
แต่ในใจของเขาเอง กลับไม่แน่ใจความคิดนั้นเลย
วันต่อมา นิดาสำรวจห้องเก็บของชั้นล่าง เธอพบลิ้นชักลึกสุดมีสมุดบันทึกเด็กผู้หญิงหน้าแรกเขียนว่า “ขออย่าให้ใครรู้ความลับของฉัน”
นิดานำสมุดไปให้แทนอ่าน แทนเงียบไปชั่วครู่ “ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวกับการหายตัวไป…อาจมีอะไรมากกว่าข้อมูลในข่าว”
กลางคืนที่สาม สายฝนโปรยปราย หอพักมืดสนิท ก้องกับแทนนั่งเฝ้าพิมที่เริ่มหวาดผวา “รู้สึกเหมือนเราถูกดึงเข้าไปในอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ของเรา” พิมกระซิบ
เสียงกระซิบดังขึ้นใกล้หูแทน “กลับไป…กลับไป…” แทนรีบหันหลังแต่เจอเพียงความว่างเปล่า
เช้านั้น พวกเขาพบว่ากระจกหน้าห้องน้ำมีข้อความเขียนด้วยไอน้ำว่า “ความลับต้องถูกชดใช้”
“ใครเล่นอะไรแบบนี้!” ก้องตะโกน แต่ในใจเขากลับรู้สึกกลัวจับขั้วหัวใจ
พิมเริ่มรำพันกับตัวเอง “เราคิดถึงน้องสาว…เธอก็เคยหายตัวไปในแบบนี้…” เมย์จับมือนิดาแน่น “บางที…ความลับของที่นี่มันเชื่อมโยงกับเราทุกคน”
คืนต่อมา นิดาได้ยินเสียงฝีเท้าลากช้าๆ ตรงโถงทางเดิน เธอเปิดประตูเจอเพียงแสงไฟวูบวาบและกลิ่นธูปจาง ๆ
แทนเดินออกมาเจอนิดา “ได้ยินเสียงเหมือนกันหรือเปล่า”
ทั้งสองหยุดนิ่ง ฟังเสียงลมหายใจของกันและกันในความเงียบอันหนักอึ้ง
หลังเที่ยงคืน เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นในทุกห้อง คำพูดวกวนซ้ำ ๆ ชวนให้สับสน “อย่าไว้ใจเสียงของใจตัวเอง…”
เมย์กลั้นน้ำตา “เหมือนมันบอกให้เราทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร”
ทุกคนเริ่มหวาดกลัวและระแวงกันเอง พิมแอบซ่อนสมุดบันทึกเด็กผู้หญิงไว้ใต้เตียง ขณะที่ก้องกับแทนสังเกตเห็นว่าในสมุดนั้นมีหน้าแทรกแปลก ๆ ที่เขียนเป็นรหัสลับ
“เธอเขียนถึงบางสิ่ง…ที่เกิดขึ้นในคืนฝนตก” ก้องสังเกต
เสียงฝนเริ่มตกหนักขึ้นทุกคืน เงาในห้องสะท้อนกับหน้าต่างราวกับมีใครยืนมองอยู่ภายนอกเสมอ
เมย์เริ่มพูดคุยกับ “บางอย่าง” ในเงามืด เธอเหมือนถูกครอบงำ พูดประโยคแปลก ๆ ว่า “พวกเขาโกหก…พวกเขาทุกคนโกหก…”
นิดาเริ่มเดินละเมอไปที่สวนหลังบ้านซึ่งติดกับป่าช้า เธอพบเศษผ้าขาวและเครื่องรางเก่า ๆ ฝังอยู่ใต้ต้นไม้
พิมตามนิดาไปเห็นว่าเศษผ้าขาวมีคราบน้ำตาและข้อความว่า “อย่าให้พวกเขาพบเจอ…” ทุกคนเริ่มระแวงว่าอาจมีใครสักคนในกลุ่มรู้ความจริง
“พวกเราต้องบอกกันแล้วว่าเคยทำอะไรไว้…” แทนพูดขึ้นกลางวงสนทนา เสียงของเขาติดขัด สายตาเลี่ยงหลบ
ก้องลังเลก่อนเอ่ย “ฉันเคยรู้จักเด็กที่หายไปเมื่อยี่สิบปีก่อน…แต่ไม่เคยบอกใคร”
นิดานิ่งงัน หัวใจเต้นแรง เธอจำได้ว่าแม่ของเธอเคยมีเพื่อนสนิทเป็นเด็กในสมุดบันทึก
พิมร้องไห้ “น้องสาวฉัน…ใช่คนนั้นหรือเปล่า”
เมย์เอามือปิดหู “หยุดพูดเสียงเหล่านั้นที!” เธอก้มหน้าร้องไห้ เสียงกระซิบยิ่งดังขึ้นในหัวของทุกคน
คืนนั้นเอง ประตูหอพักเปิดเองช้า ๆ ลมเย็นกรูเข้ามา เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้ดังขึ้น “คืนฝนตก…พวกเขาทิ้งฉันไว้คนเดียว…”
แทนรีบพาทุกคนหลบไปที่โถงใหญ่ แต่ไฟดับวูบ ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิด
เงาในห้องสว่างวูบด้วยแสงฟ้าแลบ ทุกคนเห็นเงาร่างเด็กผู้หญิงยืนอยู่ตรงบันได แววตาเศร้ากับแววโกรธปะปนกัน
เสียงร้องไห้ดังขึ้นจนทุกคนต้องปิดหู แต่นิดาสบตากับเงานั้นแล้วพูดว่า “พวกเราเสียใจ…”
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก้องกังวานขึ้นทั่วอาคาร ราวกับผู้คนมากมายเดินไปเดินมา เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกนโหยหวน “ความลับต้องถูกชดใช้…”
พิมหยิบสมุดบันทึกวิ่งไปยังบันได ยื่นสมุดไปหาเงานั้น “เอาคืนไป…โปรดหยุดเถอะ!”
เสียงร้องไห้หยุดลง เงาเด็กผู้หญิงหยิบสมุดไปอย่างช้า ๆ ก่อนจะหายวับไปกับความมืด ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง
เช้าวันใหม่ ทุกคนต่างอิดโรย เงียบงัน ไม่กล้าสบตากันเอง พิมกระซิบ “เสียงกระซิบ…มันยังอยู่ไหม?”
แทนมองกระจกบานเก่า เห็นเงาตัวเองบิดเบี้ยว ดวงตาสีดำสนิทจ้องกลับมา
ทุกคนตัดสินใจออกจากหอพัก เสียงกระซิบแผ่วเบายังคงตามมากระทบโสตประสาท “ความลับ…มันไม่เคยตาย…”
เมื่อเดินผ่านป่าช้า นิดาได้ยินเสียงเด็กหญิงกระซิบ “ขอบคุณ…แต่เธอจะไม่มีวันลืม”
ราวกับเงาและความทรงจำยังคงวนเวียนอยู่กับพวกเขาตลอดไป ความกลัวไม่เคยจางหาย เหลือเพียงเสียงกระซิบที่ไม่มีวันสิ้นสุด…