คืนเปลี่ยวในบ้านพรานป่า
สายฝนตกกระหน่ำลงมาท่ามกลางความมืดของป่าลึก รถกระบะคันเก่าสีซีดจอดแน่นิ่งอยู่ข้างทางดินแดงที่เต็มไปด้วยโคลนตม กลุ่มนักศึกษาสามคน—อิง นักศึกษาปริญญาโทด้านมานุษยวิทยา ใจร้อน ชอบลุยแต่เก็บซ่อนความกลัวบางอย่างไว้ลึก ๆ บอย เพื่อนสนิทของอิง เงียบขรึม ขี้ระแวง และกานต์ หญิงสาวสายตาสั้น พูดจาตรงไปตรงมาแต่แอบปิดบังความลับส่วนตัว—พากันลงจากรถพร้อมเป้ใบใหญ่ กระท่อมหลังเก่าตั้งอยู่ลึกเข้าไปในป่าซึ่งเรียกกันว่า “บ้านพรานป่า”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอาไงต่อดีวะอิง ทางมันเละไปหมดแล้วนะ” บอยพูดเสียงเบา พลางมองไปยังความมืดข้างหน้าที่มีแต่เสียงฝนกับเสียงกบร้องระงม
“จะกลับก็ไม่ได้แล้ว ฝนแบบนี้รถติดแน่ ๆ ไปพักบ้านพรานป่าก่อนแล้วกัน เดี๋ยวเช้าเราค่อยว่ากันอีกที” อิงพยายามกลบเกลื่อนความกังวลด้วยรอยยิ้มฝืน ๆ
กานต์ยืนกอดอก มองแสงไฟจากบ้านหลังนั้นที่สว่างวูบวาบราวกับมีคนอยู่แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงใด ๆ ออกจากในบ้าน
ทั้งสามเดินลุยฝนเข้าไป เสียงรองเท้าย่ำโคลนกับกลิ่นอับชื้นของป่าทำให้รู้สึกกระวนกระวาย เมื่อเข้ามาใกล้บ้าน พวกเขาพบประตูไม้เก่าที่เปิดแง้มอยู่ อิงเป็นคนแรกที่ผลักประตูเข้าไป ห้องโถงเงียบสงัด มีเพียงเสียงหยดน้ำจากหลังคารั่วหยดลงถังพลาสติกเก่า ๆ
“มีใครอยู่ไหมครับ?” บอยตะโกนถาม เสียงสะท้อนกลับมาว่างเปล่า อิงเดินสำรวจรอบ ๆ พบโต๊ะไม้วางข้าวของเก่า ๆ รูปถ่ายขาวดำและถ้วยชามเคลือบดินเผา
“แปลกเนอะ เหมือนบ้านนี้รอใครสักคนกลับมา” กานต์กระซิบเบา ๆ พลางลูบแขนตัวเองคล้ายจะไล่ความหนาว
อิงเดินขึ้นบันไดเสียงกรอบแกรบไปยังชั้นสอง มีห้องนอนสองห้อง ประตูห้องหนึ่งล็อกจากข้างใน ส่วนอีกห้องมีเพียงฟูกเก่า ๆ กับหน้าต่างที่เปิดแง้ม อิงวางเป้ลง พลางถอนใจลึก ๆ
“คืนนี้เรานอนที่นี่ก่อน พรุ่งนี้ค่อยกลับหมู่บ้าน” อิงพูดพลางนั่งลงที่ขอบฟูก บอยกับกานต์แลกสายตากันอย่างไม่สบายใจแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
ไฟฟ้าไม่มี ทุกคนต้องใช้ไฟฉายและตะเกียง เจ้าของบ้านไม่มีวี่แวว พวกเขานั่งรวมกันที่โถงกลาง พูดคุยเบา ๆ พยายามไม่พูดถึงความกลัวในใจตนเอง
กลางดึก กานต์ได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ อยู่หน้าประตูห้องนอน เธอแนบหูฟังอยู่นานแต่ไม่เห็นใคร พลันเหมือนมีเสียงกระซิบแผ่วเบา ดังลอดผนังไม้บาง ๆ เธอหลับตาแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยเรียกเพื่อน
เช้าตรู่ ทั้งสามตื่นขึ้นมาด้วยความกระสับกระส่าย อิงสำรวจรอบบ้าน พบรอยเท้าคนเปียกน้ำเดินวนอยู่รอบบ้าน แต่ไม่มีรอยนั้นเดินออกจากเขตบ้านเลยสักจุด
“เมื่อคืนมีใครลุกออกไปข้างนอกมั้ย?” อิงถามด้วยเสียงสั่น ๆ กานต์ส่ายหน้าทันที บอยนิ่งเงียบไปนาน ก่อนตอบเสียงเบา “ฝันร้าย…แต่ไม่ได้ลุกออกไปไหน”
อิงเดินไปที่ประตูห้องที่ล็อกจากข้างใน พบว่าประตูแง้มเล็กน้อย ทั้งสามมองหน้ากันอย่างลังเลก่อนตัดสินใจผลักเข้าไป ด้านในมืดสนิท กลิ่นอับโชยออกมาจนแทบหายใจไม่ได้
ในห้องมีโต๊ะเครื่องแป้งเก่า ๆ กับกล่องเหล็กขึ้นสนิมวางอยู่ อิงเปิดกล่องพบจดหมายเขียนด้วยลายมือหวัด ๆ เล่าเรื่องเจ้าของบ้านพรานป่าที่เคยออกล่ากับลูกชาย แต่ลูกชายหายไปในป่าอย่างลึกลับ
บรรยากาศภายในบ้านยิ่งขนลุกมากขึ้น ทุกคนตัดสินใจออกไปเดินสำรวจรอบบ้าน หวังหาทางกลับหมู่บ้าน แต่ป่าโดยรอบกลับดูเปลี่ยนไป ทางเดินที่เคยเห็นเมื่อวานหายไป กลายเป็นดงไม้ทึบและเงียบกริบ
“นี่มันอะไรกันวะ เหมือนเราเดินวนอยู่ที่เดิม” บอยเริ่มเหงื่อซึม กานต์ก็เริ่มเสียงสั่น “หรือบ้านนี้มัน…ไม่อยากให้เราออกไป?”
อิงพยายามตั้งสติ “ใจเย็นก่อน เดี๋ยวลองหาทางออกอีกที ตอนนี้กลับไปตั้งหลักในบ้านก่อนดีกว่า”
ขณะเดินกลับบ้าน เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังแว่วตามหลังมาเป็นระยะ ทุกคนหันหลังกลับแต่ไม่เห็นใคร
ตอนกลางวันบ้านดูสงบแต่กลับมีเงาแปลก ๆ อยู่ตามมุมห้อง ผ้าเก่า ๆ ที่คลุมเฟอร์นิเจอร์กระเพื่อมเองโดยไม่มีลม กานต์ไม่กล้ามองกระจกกลัวจะเห็นอะไรบางอย่าง
บอยนั่งเงียบอยู่ที่บันได ลอบหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาอ่าน เขาแอบจดข้อมูลแปลก ๆ ของบ้านไว้ ทั้งเสียงฝีเท้า เสียงกระซิบ และรอยเท้าประหลาด แต่ไม่กล้าบอกเพื่อนว่าเมื่อคืนเขาเห็นเงาคนเดินผ่านประตูห้องน้ำไปช้า ๆ
อิงเดินไปที่หลังบ้าน พบศาลไม้เก่า ๆ ถูกละเลยมาเนิ่นนาน ข้างศาลมีถ้วยข้าวแห้ง ๆ กับพวงมาลัยที่เหี่ยวเฉา เธอรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากที่ไหนสักแห่ง จึงรีบเดินกลับเข้าไปในบ้าน
คืนนั้น เมื่อแสงไฟจากตะเกียงริบหรี่ลง ความเงียบก็ปกคลุมอย่างน่ากลัว เสียงกระซิบและเสียงฝีเท้าเริ่มดังถี่ขึ้น กานต์ตื่นกลางดึกอีกครั้ง คราวนี้เธอเห็นเงาทะมึนขยับไปตามผนังบ้านและได้ยินเสียงเหมือนเด็กชายร้องไห้เบา ๆ เธอรีบเข้าไปปลุกอิงกับบอย
“ฉันว่าเราต้องออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้” กานต์พูดเสียงสั่น อิงพยายามปลอบ “เช้าเมื่อไหร่เราค่อยไป อย่าเพิ่งตื่นตูม”
บอยเงียบไปนานก่อนพูดขึ้น “ฉันรู้สึกเหมือนมีใครเดินตามเราอยู่ตลอด เราเห็นรอยเท้าคนแต่ไม่มีใคร…หรือมันคือเจ้าของบ้าน?”
เช้าวันถัดมา ฝนยังไม่หยุดตก บรรยากาศอับชื้นและอึดอัดหนักขึ้น อิงพบจดหมายใบที่สองซุกอยู่ใต้ฟูกเก่า ใจความเกี่ยวกับพิธีกรรมโบราณเพื่อเรียกวิญญาณผู้หายสาบสูญกลับบ้าน แต่พิธีกลับผิดพลาด วิญญาณเด็กชายเลยกลายเป็นสิ่งเร้นลับวนเวียนอยู่ในบ้านนี้
กานต์เริ่มมีอาการแปลก ๆ เธอนั่งเหม่อ มองออกไปยังป่าทึบ ดวงตาคล้ายขุ่นมัว ทุกคนเริ่มขัดแย้งกัน อิงอยากหาทางออก บอยอยากรอคนมาช่วย ส่วนกานต์กลับอยากอยู่ในบ้านต่อ พฤติกรรมของเธอเริ่มเปลี่ยนไป
คืนนั้นทั้งสามมีปากเสียงกันรุนแรง อิงตัดสินใจเดินออกไปในป่าเพื่อตามหาทางกลับ ขณะที่บอยเฝ้าดูกานต์ที่เริ่มพูดคนเดียวกับเงาของตัวเอง
อิงเดินวนอยู่ในป่าหลายชั่วโมงแต่กลับไปเจอบ้านหลังเดิมทุกครั้ง เธอเริ่มสิ้นหวัง เสียงกระซิบดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอแทบคลั่ง เธอรู้สึกเหมือนมีใครบางคนเดินตาม เห็นเงาเด็กชายลอดผ่านต้นไม้ใหญ่เป็นระยะ
บอยเริ่มกลัวกานต์ เขาพยายามพูดคุยแต่เธอเงียบและหัวเราะแปลก ๆ เขาสังเกตเห็นรอยขีดเขียนแปลก ๆ บนผนังบ้านเหมือนอักษรโบราณ และทุกคืนจะได้ยินเสียงเด็กชายร้องไห้ใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ
วันถัดมาอิงกลับเข้ามาในบ้านในสภาพอ่อนแรง เธอสารภาพกับบอยว่าเธอเป็นคนขอให้ทุกคนเดินทางมาที่นี่เพราะหวังจะหาข้อมูลพิธีกรรมโบราณที่เชื่อว่าจะช่วยปลดปล่อยวิญญาณลูกชายพรานป่า เธอแอบเก็บความรู้สึกผิดไว้ตลอดมา
“ขอโทษนะ ฉันแค่อยากช่วยวิญญาณเด็กคนนั้น…ฉันไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงขนาดนี้” อิงพูดน้ำตาซึม
บอยนิ่งเงียบ เขาไม่ยอมให้อิงเข้าใกล้กานต์อีกต่อไป ตอนนี้ทุกคนต่างแยกตัวด้วยความหวาดกลัวและไม่ไว้ใจกันเอง
กานต์เริ่มพูดด้วยเสียงแปลก ๆ เหมือนเสียงเด็กชายผสานกับเสียงตัวเอง “พวกเธอ…ไม่ควรมา…ไม่ควร…”
อิงกับบอยพยายามปลุกสติของกานต์ เธอร้องไห้และหัวเราะในเวลาเดียวกัน ก่อนจะลุกวิ่งออกไปยังหลังบ้าน ทั้งสองรีบตามไป เห็นเธอคุกเข่าหน้าศาลไม้และพูดซ้ำ ๆ ว่า “กลับบ้าน…กลับบ้าน…กลับบ้าน…”
บอยพยายามดึงกานต์กลับมาแต่เหมือนมีแรงบางอย่างต่อต้าน เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ส่งผ่านมาจากตัวเธอ
ท่ามกลางสายฝนและความมืด อิงตัดสินใจนำของในกล่องเหล็ก—ถ้วยข้าวแห้งกับพวงมาลัย—ไปวางที่ศาลไม้ แล้วกล่าวขอขมาออกเสียงชัดเจน “ถ้าพวกเราเข้ามารบกวน ขอให้ทุกสิ่งที่ผิดพลาดยุติแต่วันนี้”
ทันใดนั้น เสียงเงียบลงอย่างน่าขนลุก ทุกอย่างหยุดนิ่ง เงาเด็กชายปรากฏขึ้นข้างศาล ไร้ใบหน้าแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เงานั้นค่อย ๆ ซึมหายไปในหมอกขาวที่ลอยขึ้นจากพื้นบ้าน
กานต์หมดสติลงทันที อิงกับบอยช่วยกันประคองเธอกลับเข้าบ้าน เช้าอีกวัน ฝนหยุดตก ฟ้าโปร่ง กระท่อมพรานป่าดูเงียบสงบแต่กลับไม่มีใครกล้าอยู่ต่อ
ทั้งสามเดินออกจากบ้านได้สำเร็จ คราวนี้ทางกลับหมู่บ้านกลับมาอย่างเหลือเชื่อ เสียงป่าเงียบสนิท ไม่มีแม้แต่เสียงนกหรือกบ
ขณะเดินผ่านสะพานไม้ริมลำห้วย อิงหันกลับไปมอง เธอเห็นเงาเด็กชายยืนอยู่หน้าบ้านมองตามมา เงานั้นไม่ไล่ ไม่กรีดร้อง แต่ค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับสายหมอกไม่เหลือร่องรอย
บอยกุมมืออิงแน่น กานต์ตื่นขึ้นช้า ๆ เธอจำอะไรไม่ได้เลยตั้งแต่คืนแรกที่เข้าบ้าน ทั้งสามไม่พูดถึงเหตุการณ์บ้านพรานป่าอีกเลย แต่ในใจของแต่ละคนรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
บ้านหลังนั้นยังคงอยู่กลางป่า รอใครสักคนที่กล้าพอ…จะก้าวเข้ามาเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเอง—และกับเงาที่ไม่มีวันลบเลือน