เสียงกระซิบที่ปลายทาง
ฝนตกปรอย ๆ ตลอดทั้งวัน ท้องฟ้าสีเทาหม่นขมุกขมัว บ้านพักหญิงหลังเก่าตั้งตัวโดดเดี่ยวอยู่ปลายสุดของหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง เสียงลมพัดใบไม้กระทบหน้าต่างไม้ผุ ๆ ระคนกับเสียงน้ำหยดลงกระถางดินเผาในระเบียงร้าง รสขมของความชื้นลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อร เด็กสาววัยสิบเจ็ดปี ผมหยิกนุ่มดวงตาเศร้า เดินก้มหน้าเข้ามาในห้องพักหมายเลข 9 มือของเธอกำแน่นอยู่กับโทรศัพท์ที่จอแตก เธอหยุดยืน หายใจเข้าลึก ๆ เหมือนต้องรวบรวมกำลังจะเผชิญอะไรบางอย่าง
ที่เตียงถัดไป ปูเป้ กำลังนั่งจ้องสมุดบันทึกเก่า ๆ ด้วยแววตาขุ่นมัว หญิงสาวคนนั้นเป็นคนจริงจัง เงียบขรึม มีรอยแผลที่ข้อมือซึ่งมักถูกซ่อนด้วยปลอกแขนยาว ๆ ทุกคืน เธอเหลือบมองอรแวบเดียวก่อนจะก้มหน้าต่อ
บนเตียงริมหน้าต่าง มายด์ คนที่ดูเหมือนร่าเริงที่สุดในกลุ่ม กำลังคุยโทรศัพท์กับเสียงหัวเราะกลบเกลื่อนความอึดอัดทางอากาศ “ใช่ ๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะกลับ ก็กำลังเตรียมของอยู่…” แต่ดวงตาของมายด์จับจ้องไปยังมุมห้องที่มีเงาตะคุ่ม ๆ เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่
ทั้งสามไม่รู้สึกถึงความปกติเลยตั้งแต่เช้าวันนี้ เมื่อกี้ตอนทานข้าวเย็น อรสังเกตเห็นจานข้าวเหลือของ “แก้ว” เพื่อนร่วมห้องอีกคนที่หายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืน ไม่มีใครรู้ว่าแก้วหายไปไหน แม้แต่ยายใจ แม่บ้านหอพักผู้เคร่งขรึมก็เพียงแต่ถอนหายใจแล้วบอกว่า “เด็กวัยนี้มันก็แบบนี้แหละ”
คืนตกลงมาอย่างรวดเร็ว ลมพายุเริ่มแรงขึ้น เสียงบางอย่างดังขึ้นที่ระเบียงข้างห้อง อรชะโงกหน้าดูผ่านม่านขาด ๆ รอยน้ำตาที่เธอพยายามซ่อนเอ่อคลอที่ขอบตา
“มีใครอยู่ข้างนอกไหม?” เธอกระซิบเบา ๆ
ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงหอบลมหายใจของปูเป้ที่ขยับตัวใกล้หน้าต่าง มายด์วางโทรศัพท์ลงช้า ๆ หันมามองทั้งสองคน
“แก้วไปไหน?” มายด์ถามเสียงเบา
ความเงียบตกลงมาอีกครั้ง ปูเป้หลบสายตา “เมื่อคืน…ฉันได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินในห้องน้ำ”
อรขยับเข้าใกล้เพื่อนด้วยสีหน้าหวาด ๆ “เสียงเหมือนใคร?”
ปูเป้ส่ายหน้า “เหมือนแก้ว แต่…เหมือนก็ไม่ใช่”
เสียงน้ำหยดดังแปะ ๆ ตลอดเวลา มายด์กัดริมฝีปากแน่น เหลือบมองประตูที่เปิดแง้มอยู่ เงาของบางอย่างขยับไหวอยู่ตรงนั้น
“พวกเราควรโทรหาตำรวจมั้ย?” อรเอ่ยอย่างลังเล
มายด์กลอกตา “แล้วจะบอกว่าอะไร? ว่าเพื่อนเราหายไป? นี่มันไม่ใช่เรื่องใหม่…จำปีที่แล้วได้ไหม”
ปูเป้เงียบไปนาน “ปีที่แล้ว…มีคนหายไปคนหนึ่ง แล้วก็ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย”
เสียงลมดังวูบใหญ่ หน้าต่างสั่นจนเกือบหลุดจากวงกบ เงาของต้นไม้โยกส่ายพาดผ่านผนังห้อง
อรรู้สึกเหมือนมีใครยืนอยู่ข้างหลัง เธอไม่กล้าหันไปมอง
มายด์ถอนหายใจ “ฉันจะไปดูห้องน้ำ” เธอพูดเสียงแข็ง เหมือนพยายามกดความกลัวไว้
ปูเป้ลุกขึ้นตาม “ไม่ควรไปคนเดียว”
อรเดินตามหลังเพื่อนทั้งสองไปทางห้องน้ำที่ปลายทางเดิน แสงไฟเหลืองริบหรี่เปล่งแสงกระพริบ ๆ ตามจังหวะลม หัวใจของทุกคนเต้นแรงจนได้ยิน
ประตูห้องน้ำขาด ๆ เปิดอ้าอยู่ กลิ่นอับชื้นรุนแรงราวกับไม่เคยมีใครเข้ามาทำความสะอาด
มายด์ชะงักเท้า “แก้ว?” เธอเรียกชื่อเพื่อนเสียงเบา
มีเสียงฝีเท้าเบา ๆ อยู่ในห้องน้ำ เสียงน้ำหยดจากก๊อกเก่า ๆ ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ปูเป้ผลักประตูเข้าไปช้า ๆ แสงไฟกะพริบเห็นเงาบางอย่างขยับอยู่ในห้องน้ำช่องสุดท้าย
“ไม่เข้าไปดีกว่า” อรพูดเสียงสั่น
ทันใดนั้นประตูห้องน้ำช่องสุดท้ายก็ปิดเองอย่างแรง เสียงดังปัง! ทั้งสามคนผงะถอยหลัง หัวใจเต้นแรง มือเย็นเฉียบเหงื่อซึม
“มีคนอยู่ในนั้น…” มายด์กระซิบ
ความเงียบปกคลุม ทุกคนจ้องประตูนิ่ง ไม่มีใครกล้าขยับ
หลังจากนั้นไม่นาน พวกเธอกลับเข้าห้อง พยายามไม่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทว่าสายตาทุกคู่ยังจับจ้องไปที่ประตูห้องน้ำซึ่งมองเห็นจากหน้าต่างห้องนอน
ฝนยังคงตก เสียงกระซิบเบา ๆ จากที่ไหนสักแห่งดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ ๆ
อรตื่นขึ้นมากลางดึก จากเสียงกระซิบเหมือนมีคนเรียกชื่อเธอ ดวงตาแดงก่ำของเธอหลบอยู่ใต้ผ้าห่ม มือข้างหนึ่งจับโทรศัพท์แน่น
เธอลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปยังระเบียง เงาของร่างบาง ๆ เห็นลาง ๆ ในความมืด เธอขยับเข้าใกล้ เสียงกระซิบดังขึ้น “กลับบ้าน…กลับบ้าน…”
อรถอยหลังชนราวระเบียง หัวใจเต้นรัว เธอวิ่งกลับเข้าห้อง ปิดประตูดังปัง หอบหายใจแรง
เช้าวันถัดมา ยายใจแม่บ้านยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมสายตาเย็นชามองนักเรียนสาวทั้งสาม “เมื่อคืนพวกหนูออกไปเดินข้างนอกหรือเปล่า?”
อรส่ายหน้า “เปล่าค่ะ” เธอกลืนน้ำลาย พยายามไม่สบตา
“ห้ามออกไปตอนกลางคืนอีก…มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นที่นี่หลายปีแล้ว” ยายใจพูดแผ่วเบาก่อนจะเดินจากไป
ปูเป้หันไปกระซิบกับอร “ยายใจรู้เรื่องอะไรแน่ ๆ”
มายด์ขมวดคิ้ว “ทำไงดี เราจะแจ้งความมั้ย?”
บรรยากาศในห้องยังคงตึงเครียด ทุกคนหวาดระแวง เฝ้าระแวงเสียงกุกกักจากห้องข้าง ๆ เสียงกรีดร้องขาดห้วงในความเงียบของค่ำคืน
ช่วงบ่าย ปูเป้เดินไปตามทางเดินที่เปียกน้ำ พยายามหาเบาะแสการหายตัวไปของแก้ว เธอแอบดูสมุดบันทึกของแก้วที่ซ่อนอยู่ใต้เบาะนอนหน้าต่าง
ในสมุดมีเพียงข้อความซ้ำ ๆ “อย่าออกไปตอนกลางคืน” กับรอยขีดข่วนเหมือนคนพยายามขีดฆ่าบางอย่างออก
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าผิดปกติดังขึ้นที่ปลายทางเดิน ปูเป้ชะงัก รีบซ่อนสมุดแล้วเดินกลับห้อง
ค่ำคืนนี้ แสงไฟในห้องพักดับลงกะทันหัน ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดสนิท มายด์จุดไฟแช็ก มือสั่น
“ไฟดับ…” เธอพูดเบา ๆ พร้อมเสียงสั่น
อรเข้าไปจับมือปูเป้แน่น “มันต้องมีอะไรผิดปกติ”
เสียงฝนตกหนัก ผสมกับเสียงกระซิบที่เหมือนแว่วผ่านผนังบาง ๆ
“ได้ยินเสียงอะไรไหม?” ปูเป้ถาม
มายด์พยายามกลบเกลื่อน “เสียงฝนไง ไม่มีอะไร” แต่น้ำเสียงเธอสั่น เหงื่อไหลซึมขมับ
ท่ามกลางความมืด เงาของร่างหนึ่งเดินผ่านหน้าต่างไปอย่างช้า ๆ ทุกคนพร้อมใจกันนิ่งเงียบ
จู่ ๆ ประตูห้องน้ำเปิดออกอย่างช้า ๆ เสียงบานพับเก่า ๆ ดังเอี๊ยด ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน ไม่มีใครกล้าขยับ
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ฟังชัดเจน “อย่าออกไป…”
ปูเป้สะอื้นเบา ๆ อรเอื้อมมือมากอด
คืนที่สองผ่านไปอย่างอึดอัด ความเงียบและความหวาดระแวงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนเริ่มฝันร้าย พวกเธอมองเห็นเงาของแก้วอยู่ทุกที่ในห้อง ทั้งในกระจกและตามมุมมืด
อรเริ่มเห็นเงาร่างของแก้วยืนอยู่ข้างเตียงทุกคืน เธออยากจะตะโกนแต่เสียงติดอยู่ในลำคอ
ตอนเช้าอีกครั้ง ยายใจเข้ามาเคาะประตูห้อง “เมื่อคืนมีใครออกไปข้างนอกไหม?”
มายด์พูดเสียงแผ่ว “ไม่มีค่ะ”
ยายใจจ้องแต่ละคน แล้วพูดเสียงเบาราวกับจะบอกความลับ “อย่าออกไปตอนกลางคืน…ถ้าไม่อยากถูกตามไปด้วย”
หลังยายใจออกไป มายด์เดินไปหยิบโทรศัพท์เพื่อจะโทรหาครอบครัว แต่สัญญาณโทรศัพท์ขาดหาย ไม่มีใครติดต่อโลกภายนอกได้อีก
ปูเป้หยิบสมุดแก้วออกมาอ่านใหม่ ในหน้านั้นมีข้อความใหม่ “ช่วยด้วย…”
อรเริ่มสังเกตว่ามีรอยขีดข่วนบนพื้นไม้เป็นทางยาวลากจากเตียงแก้วไปจนถึงประตูห้องน้ำ เธอก้มลงแตะรอยอย่างระแวง
“รอยอะไรน่ะ?” มายด์ถาม
ปูเป้ขยับมาใกล้ “เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงขูดไม้…เหมือนมีใครลากอะไรบางอย่างอยู่”
ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง ทุกคนได้ยินเสียงหอบลมหายใจตัวเองชัดเจน
เย็นวันนั้น ปูเป้ตัดสินใจค้นห้องน้ำ เธอพบผ้าขนหนูของแก้วเปียกน้ำกองอยู่มุมห้อง มีรอยนิ้วมือแดงช้ำเหมือนคนพยายามเอื้อมคว้าบางอย่าง
“ทำไมผ้าถึงเปียกขนาดนี้?” ปูเป้กระซิบ
อรส่ายหน้า เดินเข้าไปหยิบผ้าขนหนู พบว่าใต้ผ้ามีเศษกระดาษชิ้นหนึ่ง เขียนไว้ว่า “เสียงกระซิบจะพาไป”
คืนที่สาม ฝนตกหนักมากกว่าทุกวัน ไฟฟ้าดับสนิท เสียงลมหวีดหวิวแทรกเข้ามาตามช่องหน้าต่าง เงาร่างของแก้วปรากฏในม่านฝน มายด์สะดุ้งสุดตัว
“เราต้องออกไปจากที่นี่” มายด์พูดเสียงดังทั้งน้ำตา
แต่ประตูหอพักเปิดไม่ออก เหมือนถูกล็อกจากด้านนอก ทุกคนพยายามผลักจนมือถลอก
เสียงกระซิบดังขึ้นรอบห้อง “อย่าออกไป…ใครออกไป…จะไม่กลับมา”
อรนั่งตัวสั่น หัวใจแทบหยุดเต้น
ปูเป้กัดฟันแน่น “มีบางอย่างที่ยายใจปกปิดอยู่แน่ ๆ”
รุ่งเช้า มายด์ตัดสินใจปีนหน้าต่างออกไป เธอปีนลงระเบียง หายไปในม่านฝน เพื่อนทั้งสองเฝ้ามองอย่างหวาดหวั่น
ผ่านไปนานกว่าชั่วโมง มายด์ไม่กลับมา อรกับปูเป้ใจคอไม่ดี
แล้วจู่ ๆ ประตูห้องน้ำเปิดออกเองอีกครั้ง เสียงฝีเท้าคนเดินลากผ่านไป ปูเป้ลุกไปดู พบเพียงความว่างเปล่า กับไอน้ำเย็นที่จับค้างอยู่บนกระจกเงา
ในกระจก อรเห็นเงาคนสี่คนในห้อง ทั้งที่เธอรู้ว่ามีแค่เธอกับปูเป้เท่านั้น
ตกเย็น อรกับปูเป้ตัดสินใจเผชิญหน้ากับยายใจ พวกเธอเดินไปหายายใจที่ห้องแม่บ้าน กลิ่นธูปลอยอวลในอากาศ
“พวกหนูอยากรู้เรื่องอะไร?” ยายใจถามเสียงเรียบ
“แก้วกับมายด์หายไปไหน?” ปูเป้ถาม สีหน้าเอาจริง
ยายใจหลบสายตา “ที่นี่…มันมีบางอย่างอยู่มานานแล้ว ถ้าฟังเสียงนั้นแล้วเดินออกไป…จะไม่ได้กลับมาอีก”
อรพูดเสียงสั่น “แล้วเราจะออกไปได้ยังไง?”
ยายใจถอนหายใจ เงียบไปนาน “มีทางเดียว…ต้องอยู่เงียบ ๆ อย่าเดินตามเสียง อย่าหันกลับไปมองในความมืด”
ปูเป้กลืนน้ำลาย “แต่…มันเหมือนเสียงของคนที่เรารู้จัก”
ยายใจพยักหน้า “มันล่อลวงคนอ่อนแอ…เหมือนทุกปี”
อรกับปูเป้กลับห้องไปด้วยความสิ้นหวัง จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของอรดังขึ้น เบอร์ของมายด์ปรากฏบนจอ แต่เมื่อรับสาย มีเพียงเสียงกระซิบ “ตามมาสิ…”
อรน้ำตาไหล พยายามจะลบเบอร์แต่ทำไม่ได้
คืนนั้น ปูเป้ฝันเห็นเงาแก้วมายืนอยู่ปลายเตียง เธอสะดุ้งตื่น รู้สึกเหมือนมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ แต่ไม่มีใคร
ในความเงียบ อรตัดสินใจเดินไปเปิดหน้าต่าง เธอเห็นเงาร่างของมายด์ยืนตากฝนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
“มายด์!” อรตะโกน แต่ร่างนั้นไม่ขยับ
ปูเป้ดึงอรไว้ “อย่าไป! มันไม่ใช่มายด์!”
เสียงกระซิบดังขึ้นในห้อง “กลับบ้าน…กลับบ้าน…”
อรทรุดตัวลงร้องไห้ ปูเป้กอดเพื่อนแน่น
เช้าวันถัดมา ห้องพักว่างเปล่า ยายใจเดินเข้ามาเห็นเพียงเตียงที่เก็บเรียบร้อยและสมุดของแก้ววางอยู่บนโต๊ะ หน้าสุดท้ายมีข้อความใหม่ “ใครที่ฟังเสียงนั้น…จะไม่มีวันกลับบ้าน”
ยายใจยืนเงียบ มือสั่น น้ำตาเอ่อ “ขอโทษนะ หนูแก้ว หนูมายด์ หนูอร หนูปูเป้…” เธอเดินออกไป ปล่อยให้ความเงียบกับเสียงกระซิบของผู้ที่ไม่มีวันกลับบ้านล่องลอยอยู่ในหอพักเก่าแก่ ปลายหมู่บ้านชนบทที่ไม่มีใครกล้าผ่านอีกเลย