เงาในห้องเสียงเงียบ
“เอ้า! พร้อมยังทุกคน?” เสียงของบีมดังฝ่าความเงียบ เสียงหัวเราะแห้งแล้งของเพื่อนร่วมแก๊งกระทบผนังปูนเปลือยของอาคารเรียนร้างที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าใหญ่ ไกลจากตัวเมืองเกินกว่าจะได้ยินเสียงใครอื่น บนกำแพงแตกร้าวมีรอยมือซ้อนกันหลายชั้น รอยเก่าบ้างใหม่บ้าง มองแล้วไม่แน่ใจว่าเกิดจากใครหรืออะไร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มึงแน่ใจเหรอว่าที่นี่มันไม่มีอะไรจริง?” พลพูดพลางขยับไฟฉายในมือ สายตาเขาวูบไหวอย่างไม่มั่นใจ แม้จะพยายามพูดให้ขำ แต่เสียงสั่นเบาๆ ยังหลุดเล็ดออกมา
“แก่แดดเว่อร์ กูบอกแล้วไง แค่จัดกิจกรรมรับน้องเฉยๆ กลัวอะไรกันนักหนา” บีมหัวเราะ แต่น้ำเสียงติดเครียด กวาดสายตาไปยังสมาชิกอีกสี่คนที่ตามหลังอยู่ ทั้งหมดยืนเรียงกันในห้องโถงมืด สายตาตื่นตระหนกกว่าที่คิดไว้
“แล้วถ้ามีคนหายล่ะ?” ฝนพูดเบาๆ แววตาไม่ยอมสบตาใคร มือกำสายคล้องคอเป็นปมแน่น เธอเป็นคนเงียบๆ ในกลุ่มแต่คืนนี้ยิ่งดูอึดอัดผิดปกติ
“อย่าพูดเรื่องไม่เป็นมงคลดิ!” โอมสวน เสียงสั่นเล็กน้อยเหมือนกัน ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน ทุกคนต่างรู้ดีว่าในอดีตเคยมีนักศึกษาหายตัวไปที่อาคารนี้ แต่ไม่มีใครกล้าพูดถึงตรงๆ
เสียงบางอย่างเคลื่อนไหวบนฝ้าเพดาน ทุกคนหยุดนิ่ง หันมองกันอย่างระแวง
“ลมมั้ง” เนตรพูดพลางยิ้มจางๆ แต่สายตาไม่ละจากเงาดำบนเพดาน สายลมเย็นพัดกรูเข้ามาในห้องโถง กลิ่นอับชื้นยิ่งแรงขึ้น
“งั้นเริ่มพิธีรับน้องกันเลยไหม?” บีมตัดบทก่อนที่บรรยากาศจะอึดอัดกว่านี้ ทุกคนจำต้องพยักหน้ารับ พวกเขานั่งล้อมวงบนพื้นคอนกรีตเย็นเฉียบ แสงไฟฉายไล้ไปตามใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยความกังวล
“นี่คือเกมเล่าเรื่องผี ใครแพ้ ต้องไปอยู่ในห้องข้างบนคนเดียวสิบห้านาที” บีมว่าพลางยกยิ้มขันๆ แต่เมื่อสายตาทุกคู่สบตากัน แววขำขันนั้นสั่นไหวทันที
ฝนถอนหายใจแรง “ขอให้มันจบเร็วๆ ได้ไหม” เธอพูดเสียงเบาในลำคอ แต่ไม่มีใครตอบกลับ
เกมเริ่มต้น เสียงเล่าเรื่องผีดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ เสียงลมกระทบหน้าต่าง เสียงน้ำหยดแว่วมาเป็นระยะ ทุกคนต่างพยายามจับผิดเงาบางอย่างที่ขยับไหวในความมืด
โอมแพ้ ต้องเดินขึ้นไปที่ห้องข้างบนคนเดียว เขาฝืนยิ้มก่อนจะถือไฟฉายเดินก้าวช้าๆ ขึ้นบันไดไป
เมื่อโอมลับสายตา ความเงียบก็ยิ่งทวีคูณ ทุกคนต่างจ้องมองกันอย่างหวาดกลัวโดยไม่กล้าพูดอะไร
เสียงเดินเบาๆ ดังลอดลงมาจากชั้นบน ทุกคนเงี่ยหูฟัง เงาดำบางอย่างผ่านแสงไฟฉายวูบหนึ่ง แต่เมื่อฝนสาดไฟขึ้นไป กลับไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น
เนตรลุกขึ้น “ขอไปห้องน้ำแป๊บ” เธอพูดเบาๆ แล้วเดินออกไปหลังอาคาร เหลือเพียงบีม พล และฝน
พลกระซิบ “รู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ตลอดเวลาเลยว่ะ”
บีมไม่ตอบ เพียงแต่เหลือบมองผนังแตกร้าวที่เหมือนจะขยับตัวเองได้
ผ่านไปหลายนาที โอมยังไม่กลับลงมา บีมจึงตัดสินใจเดินขึ้นไปตาม เขาพบห้องเปล่า ไฟฉายของโอมหล่นอยู่ที่พื้น แต่ไม่มีร่องรอยว่าโอมอยู่ที่ไหน
“โอม! ได้ยินมั้ย!” บีมตะโกน เสียงสะท้อนกลับมาเหมือนมีใครอีกคนกำลังเลียนเสียงเขา
เมื่อบีมหันหลังจะเดินกลับ เขารู้สึกเหมือนมีเงาบางอย่างลอยตามหลัง แต่หันไปก็พบเพียงความว่างเปล่า
บีมกลับลงมาในสภาพหน้าซีดเผือด “โอมไม่อยู่ข้างบน” เขาเอ่ยเสียงเบา ทุกคนตะลึงงัน ฝนสั่นเครือ น้ำตาซึมแต่พยายามกลั้นไว้
“อย่าเล่นอะไรแบบนี้นะ มันไม่ตลก!” ฝนพูดเสียงสั่น
พลเดินวนอยู่ในห้องโถงอย่างกระวนกระวาย “หรือโอมแกล้ง?”
บีมเงียบ ไม่กล้าตอบ
เนตรกลับเข้ามา พร้อมใบหน้าเคร่งเครียด “เจออะไรแปลกๆ ข้างนอก เหมือนมีคนยืนอยู่หลังต้นไม้” เธอพูดเสียงเบา ใบหน้าเครียดจัด สายตาวูบวาบไม่มั่นใจ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าลึกลับดังขึ้นที่ปลายทางเดิน ทุกคนหันไปมองอย่างตื่นตระหนก
ไม่มีใครกล้าขยับจนเสียงนั้นเงียบไปเอง
“เราควรออกไปจากที่นี่เถอะ” ฝนพูดเบาๆ
บีมหันไปถามพล “กุญแจรถอยู่กับใคร?”
พลค้นกระเป๋าอย่างร้อนรน แต่ไม่พบกุญแจ ทุกคนเริ่มแตกตื่น
“หรือโอมเอาไป?” บีมตั้งข้อสังเกต
เสียงกระซิบดังลอดมาจากชั้นล่าง เหมือนเสียงโอมเรียก “เฮ้…อยู่ไหน”
ทุกคนชะงัก สายตาเบิกกว้าง
“ลงไปดูมั้ย?” เนตรถามเสียงสั่น
พวกเขาตัดสินใจเดินตามเสียงไปยังชั้นล่าง ทางเดินแคบและมืดสนิท ไฟฉายส่องเห็นรอยฝุ่นเท้าซ้อนทับกันไปมา
พวกเขาเดินเข้าไปในห้องหนึ่ง เสียงหยุดลงทันที ในห้องมีเพียงเงามืดและกลิ่นอับชื้น
ฝนเริ่มร้องไห้ “เราออกไปกันเถอะนะ ได้โปรด”
บีมหยิบไฟฉายสำรองออกมา เขายื่นให้ฝน มือทั้งสองสั่น
“เรายังออกไปไม่ได้ถ้าไม่เจอโอม” บีมพูดเสียงเบา
เนตรนั่งลงกับพื้น “ลองโทรหาโอมสิ” พลเสนอ
ฝนหยิบมือถือมา โทรไป เสียงโทรศัพท์ดังแว่วอยู่ในอาคาร แต่ไม่มีใครรับสาย ทุกคนเริ่มหวาดระแวงกันเอง
“โอมอาจจะหลอกเราก็ได้” เนตรกระซิบ
“แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ…” พลพูดเสียงเบา จู่ๆ เขาก็เงียบไป ดวงตาเบิกโพลงมองไปที่มุมห้อง
ทุกคนหันไปตามสายตา เห็นเพียงเงาดำรูปร่างคล้ายคนยืนอยู่ในมุมห้อง แต่เมื่อบีมส่องไฟฉายไป กลับไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น
ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง ทุกคนต่างหวาดกลัวไม่กล้าพูดอะไร
ผ่านไปสักพัก เสียงประตูเหล็กที่ทางเข้าอาคารดังขึ้นเหมือนถูกปิดล็อกจากด้านนอก
“ใครทำวะ!” บีมรีบวิ่งไปดู พยายามเปิดประตูแต่ขยับไม่ได้ ทุกคนเริ่มตื่นตระหนก
เสียงบางอย่างเคลื่อนที่อยู่รอบตัว เสียงเท้าคล้ายวิ่งวนในอาคาร พลเริ่มหายใจหอบหนัก “พวกมันจะเอาเราไปทั้งแก๊งแน่เลย”
เนตรเขม้นมองไปยังเงาบนฝาผนังที่ดูเหมือนขยับเองได้ “ถ้าที่นี่มีอะไรสาปอยู่จริง เราอาจโดนลากเข้าไปแล้ว”
ฝนหยุดร้องไห้ สายตาจ้องมองบีม “ที่เธอเลือกจัดกิจกรรมที่นี่ เพราะอะไร?”
บีมเงียบไปนาน ก่อนจะตอบเสียงแผ่ว “…ฉันเคยมาอยู่ที่นี่เมื่อนานมาแล้ว”
ทุกคนตกใจ “บีมหมายความว่าไง?” เนตรถามเสียงเข้ม
บีมหลบสายตา “ตอนม.ปลาย…ฉันเคยมีเพื่อนหายตัวไปที่นี่…แล้วฉันไม่เคยบอกใคร”
ความเงียบหนักอึ้งเข้าปกคลุม ทุกคนต่างรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างจ้องมองอยู่จากความมืด
เสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามา ทุกคนชะงักงัน
พลกระซิบ “หรือพวกเราจะเป็นรายต่อไป?”
เนตรยืนขึ้น “เราต้องหาทางออกก่อนจะสายเกินไป”
พวกเขาแบ่งกันสำรวจอาคาร เสียงประหลาดยังคงดังอยู่เป็นระยะ มีบางครั้งที่เห็นเงาแปลกวาบไปวาบมาในมุมสายตา
ฝนเดินแยกไปคนเดียวที่ห้องน้ำหญิง กลิ่นเหม็นอับรุนแรงขึ้นมากจนน้ำตาไหล เธอได้ยินเสียงกระซิบดังแผ่ว “อย่าทิ้งฉัน” เธอรีบวิ่งกลับมา
ขณะเดียวกัน พลกับบีมสำรวจทางหนีแต่พบว่าทุกบานหน้าต่างถูกปิดตายด้วยเหล็กดัดเก่าๆ ที่เหมือนขึ้นสนิมมานาน
เสียงโทรศัพท์ของฝนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หน้าจอโชว์ชื่อของโอม แต่ไม่มีเสียงพูด มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วๆ แทรกเข้ามาในสาย
บีมกัดฟัน “ถ้าจะรอด เราต้องเผชิญหน้ากับมัน”
เนตรจ้องหน้าบีม “หมายความว่ายังไง?”
บีมพูดเสียงเคร่ง “พวกเราคงต้องไปที่ห้องเก่าข้างบน…ที่เคยมีคนหายตัวไป”
พลลังเลแต่ก็ตามไป ทุกคนรวมตัวกันเดินขึ้นไปบนชั้นสอง ห้องที่ว่าถูกขังแน่น แข็งแรงเกินกว่าจะงัดได้
ทันใดนั้น เสียงโอมดังออกมาจากในห้อง “ช่วยด้วย…อยู่ตรงนี้!”
ฝนร้องไห้ “โอม! เราอยู่ตรงนี้!”
บีมลองเคาะประตู เสียงเคาะสะท้อนกลับมาหลายครั้งเหมือนมีใครเคาะตอบจากหลายจุดในเวลาเดียวกัน
เนตรเอ่ยเบาๆ “ทำไมเสียงมันออกมาหลายที่?”
ทันใดนั้น ประตูห้องเปิดออกเองอย่างช้าๆ ทุกคนยืนตัวแข็งด้วยความตกใจ
ในห้องมืดสนิท มีแสงไฟฉายวูบวาบเห็นรอยมือรอยเท้าเต็มผนังและพื้น
พลเดินนำเข้าไปก่อน “โอม!”
แต่ห้องว่างเปล่า มีเพียงสมุดเก่าเล่มหนึ่งตกอยู่กลางพื้น ทุกคนนิ่งงัน
บีมหยิบสมุดขึ้นมา เปิดอ่าน พบว่าข้างในมีแต่ข้อความซ้ำๆ “อย่าทิ้งฉัน อย่าลืมฉัน” เขาเงยหน้ามองเพื่อน ทุกคนใบหน้าซีดเผือด
ฝนพึมพำ “นี่มัน…ข้อความของเพื่อนบีมใช่ไหม?”
บีมพยักหน้า น้ำตาไหลพราก “ใช่…เขาเคยเขียนไว้ก่อนหายไป”
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นรอบห้อง เหมือนมีเด็กหลายคนหัวเราะทับเสียงกัน ทุกคนกอดกันแน่นด้วยความหวาดกลัว
เนตรตะโกน “พอแล้ว! เราแค่อยากออกไป!”
เสียงประหลาดหยุดลงกะทันหัน ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง เงาดำรูปร่างคนปรากฏที่ผนัง ก่อนจะค่อยๆ กระจายออกมาหลายรูปร่าง ทุกคนค่อยๆ ถอยออกจากห้อง
ทันใดนั้น ประตูปิดเองเสียงดัง ทุกคนติดอยู่ในห้อง
เสียงกระซิบเริ่มดังมากขึ้นทีละน้อย “อย่าทิ้งฉัน อย่าลืมฉัน…”
บีมสะอื้น “ขอโทษ…ฉันไม่กล้าช่วยเขาในวันนั้น ฉันทิ้งเขาไว้ให้อยู่คนเดียว”
เงาดำหลายร่างค่อยๆ เข้ามาใกล้ ทุกคนร้องขอชีวิต เสียงประหลาดเงียบลง เหลือเพียงเสียงหายใจถี่ๆ ของพวกเขาเอง
ประตูเปิดช้าๆ เงาดำหายวับไป ทุกคนรีบวิ่งออกมา พบว่าอาคารทั้งหลังเงียบสนิทกว่าก่อนเข้า ไม่มีเสียงลมหรือเสียงอะไรเลย
เมื่อออกมาที่ลานนอกอาคาร พบว่าโอมยืนอยู่ที่เดิม ใบหน้าซีดเซียว ตาไร้แวว
“โอม! นายหายไปไหนมา!” พลถามอย่างดีใจแต่ยังแฝงความกลัว
โอมมองเพื่อนทีละคน ก่อนยิ้มแปลกๆ “ใครบอกว่านายรู้จักฉันดี?”
ทุกคนชะงักมองหน้ากัน โอมเดินจากไปช้าๆ หายเข้าไปในเงาไม้ ไม่มีใครกล้าตาม
ฝนพึมพำ “…เราจะปลอดภัยใช่ไหม?”
เงาในอาคารยังคงขยับไหวเบาๆ เหมือนมีใครเฝ้ารอให้ใครสักคนกลับมาอีกครั้ง
บีมยืนนิ่ง น้ำตาไหลอาบแก้ม รู้ดีว่าความรู้สึกผิดจะตามหลอกหลอนตลอดไป
เสียงกระซิบสุดท้ายแผ่วเบาลอยมาตามลม “อย่าลืมฉัน…”