เสียงกระซิบจากหอชั้นหก
สายลมเย็นพลิ้วผ่านฟ้าเมฆหม่นของเดือนตุลาคม ใบไม้ปลิวว่อนริมถนนร้าง มหาวิทยาลัยเงียบราวกับโดนกลืนหายไปกับฤดูฝน กลุ่มนักศึกษาสี่คนแบกกระเป๋าเดินเข้าไปในรั้วหอพักเก่า—ชื่อว่า “ศิลาเรือง”—ที่ตั้งโดดเดี่ยวท้ายมหาวิทยาลัย ป้ายสังกะสีขึ้นสนิม บันไดหน้าหอหยาบกร้านและเสียงกระทบกันของเหล็กดังกังวานในความเงียบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจนะว่าเอาที่นี่จริง ๆ?” วิน – เด็กหนุ่มผิวคล้ำหน้าตาขึงขังถามย้ำกับเพื่อนในกลุ่ม
“มันถูกและใกล้ห้องสอบ ห้องในเมืองเต็มหมดแล้ว” ตาล – ผู้หญิงร่างเล็กเสียงสั่นแผ่วพตอบ พลางมองขึ้นไปชั้นบนของอาคารที่เหมือนมีเงาเคลื่อนไหว
บิว – สาวผมยาวผู้หน้าตาดูไม่แยแส เดินดุ่มขึ้นบันไดโดยไม่รอใคร เธอพูดปัด ๆ ด้วยเสียงเบา “อย่าคิดมากน่า เรื่องผีมีแต่คนเล่า”
พวกเขาได้รับกุญแจห้อง 605 ห้องใหญ่สุดท้ายด้านมุมตึกจากป้าสาวเจ้าของหอ สายตาของเธอจับจ้องที่พวกเขาอย่างตอนเดินออกไป ใช้นิ้วจิ้มโต๊ะไม้เสียงดังแปลก ๆ
“ถ้ามีอะไรผิดปกติ อย่าออกไปเดินตอนดึกนะลูก” เธอพูดขึ้นมาเบา ๆ เหมือนไม่ต้องการให้ใครได้ยิน แต่กลับกลายเป็นว่าทุกคนได้ยินชัดเจน
ห้อง 605 อับชื้น ผนังมีคราบเหลืองและกลิ่นเก่าเหม็นเขียว ตาลเปิดหน้าต่างออกแต่ลมกลับไม่ถ่ายเท วินโยนกระเป๋าลงเตียง พยายามหาไฟฉายสำรวจห้อง
ขณะที่ทั้งสี่จัดของ แบงค์ – เด็กหนุ่มผิวขาวผู้เก็บตัว พึมพำกับตัวเองเบา ๆ “ที่นี่เหมือน… มีอะไรซ้อนอยู่”
เสียงของแบงค์หล่นหายไปในความเงียบ ทุกคนหยุดนิ่งชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยถึงการสอบและตารางเรียน พวกเขาพยายามไม่สนใจเสียงขลุกขลักที่บางครั้งดังมาจากหลังผนัง
คืนนั้น ขณะที่ตาลกำลังจะเข้านอน เธอได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ข้างหู “หนาว… อย่าออกไป…” เธอผวาหันขวับแต่ไม่มีใคร
วินยังไม่นอน นั่งจ้องไฟฉายบนโต๊ะ เขาถามเสียงกระซิบ “เป็นไรเหรอ?” ตาลไม่ตอบ ทำเพียงพยักหน้าแล้วห่มผ้าแน่นขึ้น
เสียงฝนตกกลางคืนคล้ายมีใครลากอะไรบนเพดาน ทุกคนเริ่มนอนไม่หลับ ต่างฝันร้ายแต่ไม่มีใครพูดถึง
เช้าวันต่อมา บิวตื่นขึ้นก่อน แววตาเศร้าแปลกไป เธอเดินออกไปทางระเบียง มือกำโทรศัพท์แน่น ก่อนจะเผลอหันไปสบตากับกระจกหน้าต่าง เห็นเงาตัวเองสะท้อนซ้อนทับกับเงาจาง ๆ ของหญิงสาวแปลกหน้า
บิวหันกลับมาอย่างรวดเร็ว พยายามหาเหตุผลแต่ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง เธอไม่พูดอะไร เดินกลับเข้าห้อง
สายวันเดียวกัน แบงค์เปิดลิ้นชักโต๊ะ เจอกระดาษแผ่นหนึ่งที่ดูใหม่ผิดกับของอื่น ๆ มีข้อความเขียนว่า “อย่าไว้ใจเสียงที่ได้ยิน…”
เขาพยายามถามบิวกับตาล แต่ทั้งสองคนต่างเมินเฉย วินก็ทำท่าไม่สนโลก พยายามเล่นเกมในมือถือหนีความรู้สึกอึดอัด
เวลาผ่านไปสองวัน เหตุการณ์ประหลาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คืนหนึ่งมีเสียงเคาะเบา ๆ ที่ประตูตอนดึก บิวลังเลก่อนค่อย ๆ เดินไปดู แต่เมื่อเปิดประตูกลับพบเพียงความว่างเปล่า
“ใคร… ใครแกล้งหรือเปล่า?” เธอถามในความมืด
แบงค์เดินตามมาเงียบ ๆ “เราว่า… มีใครสักคนอยู่ที่นี่”
วินตะโกนขัดขึ้น “เลิกมโนได้แล้ว พรุ่งนี้สอบ อย่าทำเรื่องไร้สาระสิ!”
บรรยากาศในห้องเงียบลงอีก ทั้งสี่แยกย้ายไปนอน แต่ไม่มีใครหลับเต็มตา
เช้าวันรุ่งขึ้น ตาลเดินออกจากห้องเพื่อไปซื้ออาหาร แต่เมื่อกลับมาพบไฟในห้องเปิดเอง กุญแจที่แขวนไว้หายไป ทุกคนเถียงกันเรื่องใครเป็นคนเก็บกุญแจ
“อย่ามาโยนความผิดให้กัน” ตาลน้ำเสียงขึ้นจมูก
บิวกระซิบเบา ๆ “เมื่อคืนได้ยินเสียงคนเปิดลิ้นชักด้วย…”
วินกลอกตา “พวกเธอคิดไปเองรึเปล่า?”
ในคืนนั้นเอง ขณะที่ทุกคนกำลังจะเคลิ้มหลับ เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นชัดเจน “…เปิดประตู… ออกไป…”
ตาลสะดุ้งลุกนั่ง หายใจถี่ วินขยับเข้ามาใกล้ “ได้ยินด้วยเหรอ?”
บิวส่ายหน้าแต่แววตาสั่นกลัว “มีอะไรอยู่ที่นี่แน่ ๆ”
แบงค์พูดแผ่ว “ห้องนี้… เคยมีคนตายใช่ไหม?”
ตาลรีบตอบปฏิเสธ “ไม่มี… ไม่มีใครพูดถึง…”
แต่ทุกคนรู้สึกถึงความอึดอัดและเย็นยะเยือกที่แผ่ขยายไปทั่วห้อง
วันต่อมา บิวเริ่มมีพฤติกรรมแปลก ๆ ไม่พูดจากับใคร จ้องกระจกบ่อยขึ้น แบงค์พยายามปลอบแต่ล้มเหลว
วินเริ่มหงุดหงิดใส่ทุกคน “พวกนายคิดมากไปเองหมดแล้ว!”
ตาลเริ่มเครียดจัด กลัวจนไม่กล้าออกนอกห้อง
กลางดึกวันนั้นเอง เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้ ทุกคนลุกขึ้นนั่งทันที
แบงค์เดินไปที่ประตูห้อง พบว่าประตูเปิดเองช้า ๆ
ข้างนอกทางเดินมืดสนิท มีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวช้า ๆ ผ่านปลายทางเดิน
บิวเดินตามเสียงแบบไร้สติ ตาลและวินรีบคว้าตัวไว้
“อย่าออกไป!” ตาลตะโกนเสียงสั่น
แต่บิวเหมือนถูกบางอย่างบังคับ จนวินต้องใช้แรงดึงกลับมา
เช้าวันถัดมา บิวพูดขึ้นเสียงแข็ง “…พวกนายไม่อยากรู้เหรอ ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่?”
แบงค์พยายามซักไซ้ “นายรู้เรื่องอะไร?”
บิวเพียงจ้องออกไปนอกหน้าต่าง คล้ายเห็นเงาบางอย่างยืนอยู่ไกล ๆ
ตาลเริ่มหวาดระแวงแต่ไม่กล้าถามต่อ ทุกคนเก็บตัวเงียบมากขึ้น
คืนต่อมา เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเย็นชาผสมเสียงร้องไห้ เสียงนั้นเหมือนจะดังมาจากผนังด้านข้างห้อง 605
ตอนเช้ามืด วินตื่นขึ้นมาเห็นว่าของใช้ส่วนตัวถูกย้ายที่เอง มีรอยเท้าเปียกน้ำลากผ่านพื้นห้อง
“ใครแอบเล่นอะไร?” วินตะโกนถาม
ไม่มีใครกล้าตอบ บรรยากาศตรึงเครียดยิ่งขึ้น
ตาลเริ่มค้นประวัติหอศิลาเรืองในอินเทอร์เน็ต แต่เจอเพียงข่าวเก่ากำกวมเรื่องนักศึกษาหายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน ไม่มีรายละเอียด
บิวจ้องภาพข่าวเก่า ๆ แล้วพูดเบา ๆ “ชั้นหกคือที่เกิดเหตุสินะ…”
แบงค์พูดเสียงสั่น “หรือเรากำลังเจอเรื่องเดียวกันอยู่?”
คืนนั้น วินตัดสินใจเดินสำรวจทางเดินนอกห้อง ท่ามกลางความมืดและเสียงว่างเปล่า เขาได้ยินเสียงกระซิบดังชัด “ชั้นหก… หลังผนัง…”
เขาหยุดข้างห้อง 607 ซึ่งปิดตายไว้ มีแม่กุญแจเก่าและคราบดำ
วินลังเลแต่ตัดสินใจไม่เปิด เขากลับมาห้องแล้วบอกเพื่อน “ห้องนั้น… เหมือนมีคนอยู่”
ตาลเริ่มหวาดกลัวจนร้องไห้ “เราจะหนีออกไปได้ไหม?”
แบงค์พูดอย่างเคร่งเครียด “ยิ่งพยายามหนี เสียงยิ่งดัง”
บิวเริ่มพึมพำกับตัวเองมากขึ้น เธอพูดถึงชื่อใครบางคนที่ไม่มีใครรู้จัก “พี่แก้ว… พี่แก้วอยู่ที่นี่…”
ทุกคนเริ่มตกอยู่ในสภาวะเครียดขั้นสูง กลางคืนนั้นเอง บิวเดินละเมอออกจากห้อง
ตาลกับวินตื่นขึ้นมารีบตามไป เจอบิวหยุดยืนหน้าห้อง 607 มือแตะลูกบิด
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวเย็นจัด เงาดำแผ่ขยายปกคลุมทางเดิน เสียงกระซิบดังขึ้นพร้อมกัน
“ช่วยเปิด… ช่วยด้วย…”
วินคว้าบิวไว้ ตาลร้อง “อย่าทำ!”
แต่บิวผลักออก แล้วบิดลูกบิดประตู 607 แม่กุญแจเก่าหลุดออกเอง ประตูค่อย ๆ เปิดขึ้น เผยให้เห็นห้องว่างเปล่า มีแต่กลิ่นอับ และความเงียบ
เสียงกระซิบเงียบไปชั่วขณะ ก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้โหยหวน ทันใดนั้น บิวล้มลงกับพื้น ตาลและวินรีบเข้าช่วย
แบงค์ตามมาถึง เขาเห็นบนผนังห้องมีข้อความขีดเขียนจาง ๆ ว่า “ขอโทษ… ฉันกลับบ้านไม่ได้…”
ทันใดนั้น ประตูปิดเองอย่างแรง ทุกคนติดอยู่ในห้อง 607
ในความมืด เสียงกระซิบดังล้อมรอบ “อย่าทิ้งฉัน… อยู่เป็นเพื่อนฉัน…”
บรรยากาศแน่นขนัดไปด้วยความกลัว ตาลเริ่มร้องไห้ วินทุบประตูแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แบงค์พยายามตั้งสติ “เราต้องคุยกับ… สิ่งนั้น”
บิวเริ่มพึมพำ “พี่แก้ว… พี่แก้วอยู่ที่นี่นานแล้ว…”
เสียงกระซิบตอบกลับ “อย่าทิ้ง… ฉัน… อย่า…”
ตาลพูดเสียงสั่น “เราขอโทษ… ขอโทษที่รบกวน…”
เสียงกระซิบเบาลง กลายเป็นเสียงสะอื้นหายไปช้า ๆ ก่อนที่ประตูจะเปิดเองในที่สุด
ทุกคนรีบออกจากห้อง 607 กลับไปที่ 605 ด้วยความหวาดกลัว
เช้าวันถัดมา ทุกคนเก็บของจะย้ายออก แต่เมื่อเดินมาถึงชั้นล่างกลับพบว่าทางออกถูกล็อก
ป้าสาวเจ้าของหอยืนรออยู่ที่มุมตึก เธอยิ้มบาง ๆ พร้อมพูดเบา ๆ “เสียงกระซิบ… มันไม่เคยหยุด… ใครที่ฟังมันแล้ว จะไม่มีวันลืม”
วินพยายามถามว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ แต่ป้าไม่ตอบ เพียงมองขึ้นไปยังชั้นหกอย่างเหม่อลอย
ทุกคนเริ่มได้ยินเสียงกระซิบในหัวดังขึ้นเรื่อย ๆ “อยู่ที่นี่… อยู่กับฉัน…”
กลุ่มเพื่อนพยายามหาทางออกแต่ไม่มีผล บรรยากาศในหอศิลาเรืองเต็มไปด้วยความอึดอัดและเสียงที่ไม่มีวันหายไป
เวลาผ่านไปแต่ละวัน พฤติกรรมของแต่ละคนเริ่มเปลี่ยนไป บิวกลายเป็นคนเงียบขรึม ตาลมีอาการหวาดผวาตลอดเวลา แบงค์เริ่มพูดกับตัวเอง วินเริ่มหลีกเลี่ยงสายตาของทุกคน
คืนสุดท้ายในหอศิลาเรือง กลุ่มเพื่อนนั่งเงียบในห้อง 605 เสียงกระซิบยังคงวนเวียน ซ้อนทับกับเสียงร้องไห้แผ่วเบา
ตาลพูดเบา ๆ “เราจะออกไปจากที่นี่ได้จริง ๆ ไหม?”
วินเงียบไปนาน ก่อนจะตอบ “บางที… เราออกไปไม่ได้… เพราะเราเอง… ก็ลืมไปแล้วว่ามาทำอะไรที่นี่”
บิวหันมาสบตา น้ำตาคลอ “เสียงนั้น… มันอยู่ในหัว… ไม่มีวันจาง…”
แบงค์นั่งพิงผนัง ดวงตาเหม่อลอย “หากเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของเสียงเหล่านั้นล่ะ?”
สายลมเย็นผ่านห้อง 605 อีกครั้ง ขณะที่เสียงกระซิบยังคงดังต่อเนื่อง ไม่มีใครในกลุ่มเพื่อนพูดอะไรอีก ตาแต่ละคนมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงเงามืดของชั้นหกสะท้อนในแสงจาง ๆ
เสียงกระซิบค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งในจิตใจของทุกคน ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาออกไปจากหอศิลาเรืองได้หรือไม่… หรืออาจจะไม่มีใครออกไปได้เลยตั้งแต่ต้น