เสียงในโถงว่าง
สายลมกลางฤดูร้อนปลายเดือนพฤษภาคมพัดเอาความร้อนอบอ้าวปะทะใบหน้าของขวัญ ขณะที่เธอลากกระเป๋าเดินทางเข้ามายังหอพักหญิง “โสภาวดี” ใจกลางเมืองขอนแก่น หอพักแห่งนี้ตั้งอยู่ในซอยเล็ก ๆ ที่ต้นไม้หนาทึบและตึกเก่าสูงสี่ชั้นกินพื้นที่ตรงกลางซอยราวกับเจ้าของมันมายาวนานกว่าทุกสิ่ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขวัญหยุดยืนหน้าทางเข้า ใจเต้นแรง เงามืดใต้หลังคาโค้งประตูราวกับอ้าปากต้อนรับเธอ เสียงหึ่งของแมลงวันแตะผิวกระจกหน้าต่างเก่า ๆ จางหายไปในความเงียบ หญิงวัยกลางคนท่าทางเคร่งขรึมชื่อป้าศรี เดินมารับกุญแจและทะเบียนรายชื่อแขก ขวัญมองแววตาของป้าศรี เหมือนเธอมีอะไรอยากถามแต่ไม่พูด
“ห้อง 204 อยู่ชั้นสอง ตรงสุดทางเดินค่ะ” เสียงแหบของป้าศรีดูเหมือนกล่อมให้ทุกอย่างเงียบไปอีก ขวัญเพียงพยักหน้าแล้วลากกระเป๋าผ่านโถงใหญ่ที่พื้นปูหินขาวแตก ๆ โถงนี้กว้างแต่กลับว่างเปล่า เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าตั้งกระจัดกระจาย มุมหนึ่งมีภาพถ่ายหมู่รุ่นเก่าแขวนฝุ่นจับหนาแน่น
ขวัญหยุดเหลียวมองตรงกลางโถง มีอะไรบางอย่างผิดปกติ—แสงไฟนีออนบนเพดานกระพริบวูบวาบ ทั้งที่ยังมีแสงแดดลอดเข้ามา เสียงบางอย่างคล้ายกับเสียงกระซิบกลืนหายไปในอากาศ
เธอขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทีละขั้น ระหว่างเดินผ่านประตูห้องต่าง ๆ ขวัญสัมผัสได้ถึงสายตาที่เพ่งมองจากรอยแง้มของประตูห้อง 202 มีหญิงสาวผมยาวพันกันยุ่งเหยิงโผล่ศีรษะออกมา ชั่วเสี้ยววินาทีก่อนรีบปิดประตูเสียงดัง
ขวัญหันกลับไปมองแต่ก็ไม่มีอะไรอีก เธอพยายามปัดความรู้สึกหวาดระแวงและรีบเดินไปยังห้อง 204 กุญแจหมุนลั่นในมือ เมื่อเปิดเข้าไปพบห้องโล่งที่มีเพียงเตียงไม้หนึ่งหลัง โต๊ะเขียนหนังสือเก่า ๆ และหน้าต่างบานเดี่ยวที่เปิดรับแสงจาง ๆ ได้เพียงน้อยนิด
เธอนั่งลงบนเตียง ถอนหายใจยาว แล้วหยิบภาพถ่ายใบเก่าออกจากกระเป๋า ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งยิ้มให้กล้องในชุดนักศึกษา—พี่สาวของเธอ “กิ่ง” หายตัวไปจากหอพักนี้เมื่อปีที่แล้ว ไม่มีใครรู้ว่าหายไปได้อย่างไร
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น ขวัญสะดุ้ง หญิงสาวที่แอบมองจากห้อง 202 ตอนนี้ยืนอยู่หน้าห้องของเธอ ใบหน้าใต้ผมยุ่งมองขวัญอย่างลังเล
“ขอ—ขอถามอะไรหน่อย…” เสียงของหญิงสาวสั่น เคลือบด้วยความระแวง “เธอ…เธอชื่อขวัญใช่ไหม?”
ขวัญพยักหน้าช้า ๆ “ใช่ค่ะ…เอ่อ แล้วคุณ—”
หญิงสาวไม่ตอบ เธอเหลียวมองไปทางโถง “ห้องนี้…อย่าออกไปเดินเล่นตอนกลางคืน อย่าลงไปโถงใหญ่…ถ้าได้ยินเสียงอะไร อย่าตอบกลับ”
ขวัญนิ่งงัน หญิงสาวรีบผละตัวไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งกลิ่นอับชื้นของเสื้อผ้าเก่า ๆ ไว้ในอากาศ ขวัญขมวดคิ้ว มองกลับไปยังภาพถ่ายพี่สาวในมือตนเอง ความกลัวเริ่มรุกคืบ เธอจดจำแววตาของหญิงสาวคนนั้น—เต็มไปด้วยความกลัวในสิ่งที่อธิบายไม่ได้
คืนนั้น ขวัญนอนไม่หลับ นักศึกษาคนอื่น ๆ ในหอพักดูเหมือนจะพูดคุยกันเบา ๆ ในห้องของตนเอง ไม่มีใครออกมาที่โถง เงียบราวกับทุกชีวิตในตึกนี้รับรู้กฎเดียวกัน
เวลาเกือบเที่ยงคืน ขวัญได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเบา ๆ จากทางเดินนอกห้อง เสียงฝีเท้าช้า ๆ ลากยาวราวกับใครเดินเท้าเปล่าบนไม้เก่า เสียงนั้นหยุดหน้าห้อง204 ขวัญกลั้นหายใจ ประตูไม้สั่นเบา ๆ ราวกับโดนเคาะจากภายใน
“กิ่ง…” เสียงกระซิบเบาจนแทบไม่ได้ยิน ดังขึ้นใกล้ประตู ขวัญขนลุกซู่ เธอเอื้อมมือคว้าผ้าห่มแน่น พยายามไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย เสียงนั้นค่อย ๆ หายไปในความเงียบ
รุ่งเช้า ขวัญเดินลงไปชั้นล่าง เห็นป้าศรีกำลังเช็ดรอยน้ำที่พื้นโถง ท่าทางคล้ายกับเช็ดอะไรที่ไม่มีอยู่จริง
“เมื่อคืนมีใครเดินเล่นหรือเปล่าคะ?” ขวัญถามเบา ๆ
ป้าศรีหยุดมือมองเธอ ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “ที่นี่…กลางคืนอย่าเดินออกมา ถ้าไม่จำเป็น”
ขวัญยังคงไม่เข้าใจ เธอเดินย้อนกลับขึ้นไปยังห้อง 202 เคาะประตู หญิงสาวผมยุ่งเปิดประตูอย่างหวาดระแวง เธอชื่อ “เพ็ญ” และดูไม่อยากพูดคุยอะไรนัก
“เมื่อคืนฉันได้ยินเสียง…ใครเรียกชื่อพี่สาวฉัน” ขวัญเริ่มเปิดประเด็น
เพ็ญเบิกตาโพลง “อย่าไปฟัง อย่าหันไปมอง—ถ้าคืนไหนมีเสียงนั้นอีก เธอต้องปิดหูไว้!”
ขวัญนิ่งไป “แล้ว…กิ่ง—พี่สาวฉัน—ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น?”
เพ็ญสั่นหัว “ไม่รู้…ไม่มีใครเห็นเธอเลย วันนั้นมีแค่เสียงเดียวกันนั่นแหละ…”
ขวัญกลับไปห้องตัวเอง เธอเริ่มค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับหอพักนี้ แต่พบเพียงข่าวลือเรื่องการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของนักศึกษาหญิง 3 คนในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ทุกคนนั้นหายไปกลางดึก ไม่มีหลักฐานหรือร่องรอยใด ๆ
เวลาผ่านไป ขวัญพยายามใช้ชีวิตตามปกติ ไปเรียน กลับห้อง ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร เธอสังเกตเห็นว่าในแต่ละชั้นมีห้องที่ไม่มีใครอยู่เสมอ—แต่ละห้องเหล่านั้นประตูถูกล็อกด้วยกุญแจสนิมเขรอะ มีตราประทับกระดาษสีน้ำตาลแปะอยู่ คล้ายกับต้องการปิดกันอะไรบางอย่างออกไป
หลายคืนต่อมา เสียงเดินลากเท้าและเสียงกระซิบก็กลับมาอีก บางครั้งเสียงนั้นดังขึ้นจากโถงว่าง กลางวันโถงนี้ดูเหมือนห้องรับแขกธรรมดา แต่กลางคืนกลับกลายเป็นช่องว่างมืดสนิทราวกับบรรจุอะไรไว้
ขวัญเริ่มวาดแผนผังหอพักเพื่อหาว่าทำไมโถงถึงว่างเปล่า—ไม่มีแม้แต่รูปปั้น โต๊ะ หรือของประดับ เหมือนไม่กล้าให้สิ่งใดอยู่ตรงนั้น เธอแอบเข้าไปยืนกลางโถงในเช้าวันหนึ่ง หลับตาฟังเสียงรอบตัว เงียบกริบ ราวกับห้องนี้ไม่อยู่ในโลกเดียวกับเธอ
วันหนึ่ง เพ็ญหายตัวไปจากห้อง 202 ขวัญเริ่มระแวง เธอเคาะประตูห้องเพ็ญ ไม่มีเสียงตอบกลับ ไม่มีแม้แต่เสียงขยับตัว ขวัญพบเพียงรอยเปื้อนสีดำจาง ๆ บนพื้นหน้าห้อง 202 รอยนั้นเหมือนเกิดจากน้ำหยดเป็นทางยาวไปยังโถงว่าง
ขวัญตามรอยไปจนหยุดอยู่ที่ขอบโถง เธอไม่กล้าเข้าไปกลางห้อง รู้สึกเหมือนความเย็นไหลผ่านร่าง เงาบนพื้นสะท้อนเป็นรูปร่างคนยืนกลางโถง ทั้งที่ในห้องว่างเปล่า
ขวัญรีบวิ่งขึ้นห้อง เธอเริ่มฝันร้าย—แต่ทุกครั้งเธอตื่นขึ้นมาในความเงียบที่หนาวเหน็บกว่าเดิม ทุกเช้าเธอสังเกตเห็นผู้อยู่อาศัยบางคนหายไปทีละคน สังเกตได้จากของใช้ที่ถูกเก็บออกจากหน้าห้อง และเสียงพูดคุยน้อยลงอย่างชัดเจน
คืนหนึ่ง ขวัญได้ยินเพ็ญกระซิบชื่อเธอจากทางเดิน “ขวัญ…ช่วยด้วย…”
ขวัญลังเลแต่สุดท้ายก็เปิดประตูออกไป ทางเดินมืดสนิท เธอเห็นเงาเพ็ญยืนอยู่ปลายทางเดิน หันหลังให้ขวัญ
“เพ็ญ? เป็นอะไร—” เสียงของขวัญเบาแหบ
เพ็ญไม่หันกลับมา ค่อย ๆ เดินนำขวัญไปยังโถงว่าง แสงไฟในโถงกระพริบวูบวาบ ขวัญหยุดที่ขอบห้อง เพ็ญยืนกลางโถง ก่อนจะชี้นิ้วลงพื้น
ขวัญก้าวเข้าไปทีละก้าว ความเย็นยะเยือกกัดกร่อนผิวหนัง เสียงกระซิบของใครหลายคนสอดแทรกในความเงียบ เพ็ญพูดเสียงพร่า “ฟัง…มันฟังเราอยู่…”
ทันใดนั้น แสงไฟดับวูบ เงาทึบคืบคลานจากขอบห้องล้อมขวัญไว้ เสียงเคาะประตูและเสียงเรียกชื่อของเธอดังจากทุกทิศทาง ขวัญกรีดร้อง วิ่งฝ่าออกมาอย่างบ้าคลั่ง เธอสะดุดล้มกลางโถง ร่างกายเหมือนถูกตรึงไว้กับที่
เสียงหนึ่งกระซิบข้างหู “มองสิ…มองให้ดี…”
ขวัญฝืนหันไปมองพื้น พลันเห็นเงาพี่สาวของเธอก้มหน้าร้องไห้อยู่ตรงนั้น เธอพยายามเอื้อมมือคว้าแต่กลับรู้สึกได้เพียงความว่างเปล่า
เมื่อไฟกลับมาติดอีกครั้ง ขวัญพบว่าตัวเองนอนอยู่กลางโถงว่าง ไม่มีร่องรอยของเพ็ญหรือใครทั้งนั้น
วันถัดมา ป้าศรีเรียกขวัญไปคุยในห้องทำงาน ป้าศรีส่งซองจดหมายเก่า ๆ ให้ มีชื่อกิ่งเขียนกำกับ ขวัญเปิดดูข้างในพบกระดาษแผ่นหนึ่ง เขียนด้วยลายมือสั่น ๆ “ถ้าคุณอ่านจดหมายนี้ แปลว่าฉันไม่รอด…เสียงในโถงนั้น ไม่ใช่ของเรา อย่าตอบ อย่าฟัง อย่าอยู่ที่นี่…”
ขวัญขยำจดหมายแน่น รู้สึกถึงน้ำตาไหลอาบแก้ม เธอพยายามตะโกนถามป้าศรี “ที่นี่เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเสียงนั้นถึงมีอำนาจมากขนาดนี้?”
ป้าศรีถอนหายใจ “เมื่อห้าสิบปีก่อน โถงนั้นเคยเป็นที่สำหรับพิธีกรรมลับ…พวกเขาเชิญวิญญาณมาเพราะความโลภ ต้องการอำนาจและโชคลาภ แต่ไม่มีใครควบคุมได้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหายไปทีละคน โถงนี้กลายเป็นช่องว่าง มันจะพยายามเติมเต็มด้วยผู้คนที่อ่อนแอ มีบาดแผลในใจ…”
ขวัญตัวสั่น “แล้ว—จะมีใครรอดออกไปได้ไหม?”
ป้าศรีหันหลัง เงียบไปนาน “ไม่มีใครหรอก ทุกคนเหมือนกันหมด…”
ขวัญกลับขึ้นห้อง เก็บข้าวของทั้งหมด ตั้งใจจะออกจากหอพักในวันรุ่งขึ้น คืนสุดท้าย—ขวัญได้ยินเสียงกระซิบชื่อเธอจากทุกมุมห้อง เสียงของกิ่ง เพ็ญ และอีกหลายคนที่ไม่รู้จัก
เธอปิดหูแน่น หลับตา แต่เสียงนั้นกลับดังขึ้นในหัว “ช่วยฉันด้วย…อยู่กับฉัน…อย่าไป…”
ขวัญตะโกนปฏิเสธ เธอเหวี่ยงกระเป๋าเปิดประตูออก วิ่งไปตามทางเดิน เสียงเท้าของใครหลายคนไล่ตามหลัง โถงว่างอยู่ตรงหน้า—ขวัญวิ่งฝ่าเข้าไปกลางโถง เงาบนพื้นแผ่ขยายล้อมรอบตัวเธอเหมือนเงื้อมมือแห่งความว่างเปล่า
ขวัญรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น เธอได้ยินเสียงตัวเองกระซิบซ้อนทับกับเสียงของทุกคนที่หายไป “ไม่เหลือใคร…ไม่มีที่ให้ไป…”
เช้าวันรุ่งขึ้น ป้าศรีเดินตรวจห้อง พบห้อง 204 ว่างเปล่า กระเป๋าของขวัญถูกทิ้งไว้ไม่มีใครมาเอา โถงว่างยังคงว่างเปล่า เงาสะท้อนบนพื้นหินแตก ๆ ปรากฏรูปร่างคนยืนเรียงรายอยู่ในนั้น ใครบางคนกำลังเรียกชื่อใหม่อีกครั้ง…