วันหนึ่งในอีกฟากของขอบฟ้า
เสียงโทรศัพท์สั่นอยู่ข้างหมอน ซินหลับตาอย่างไม่เต็มใจ มือควานหาโทรศัพท์แล้วเลื่อนขึ้นมาดูเวลาบนหน้าจอ 07:43 น. แจ้งเตือนแอปกลุ่มคณะ ศุกร์แรกของเทอมใหม่ ข้อความจากรุ่นพี่ว่าให้น้องปีสามเช็คชื่อก่อนเข้าเรียน เธอถอนหายใจยาว ยังคงขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มเหมือนปฏิเสธโลกภายนอก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงนกบนต้นหางนกยูงแดงหน้าต่างห้องพักดังลอดเข้ามา เธอลุกขึ้นช้า ๆ ใส่แว่นแล้วมองออกไป ถนนในหอพักหญิงยังเงียบงัน ซินหยิบเมจิกใส่กระเป๋า ไหล่เป้หนักด้วยสมุดจดแผนงานของชมรมศิลปะ เธอเดินออกจากห้องไปโดยไม่ได้มองย้อนกลับไปที่โปสเตอร์ฝัน อยากจะมีนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองสักครั้ง
ในห้องเรียนเช้าที่สดใส หัวข้อวิชา “ศิลปะกับสังคม” รุ่นพี่หญิงหน้าคมเดินแทรกมาพร้อมกลิ่นกาแฟเข้ม ซินนั่งที่เดิมหน้าต่างสุด โต๊ะข้าง ๆ ว่าง หนุ่มคนสุดท้ายกระชากกระเป๋าเป้โยนลงแล้วนั่งลงแรง ๆ เสื้อสำรวจผืนผ้าที่ถูกละเลย โต้ง เพื่อนร่วมคณะผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มกิจกรรมผู้ไม่เคยยิ้ม ซินหลบสายตามองกระจกหน้าต่าง แค่ขยับนิดเดียวเส้นขนานก็ยังห่างกันเหมือนเดิม
“โต้ง นายยืมปากกาฉันไป คืนด้วยนะ ยังไม่ได้คืนตั้งแต่ปลายเทอมก่อน” เพื่อนโต้งโวย โต้งไม่พูดอะไร หยิบปากกาด้ามเงินออกจากกระเป๋าโยนให้อีกฝ่ายอย่างไม่แยแส เสียงหัวเราะเย้าแหย่นอกวงสนทนา โต้งจ้องกระดาน ตาคล้ำอย่างคนนอนไม่พอ
เสียงอาจารย์เริ่มสอน โต้งเม้มปากขณะขีดเส้นดินสอ ซินแอบมองอยู่ เธอเห็นรอยขีดทับคำว่า “ความฝัน” ในสมุดเขา โต้งเหลือบตาเห็น ดึงสมุดกลับอย่างเร็ว ใบหน้าแข็งตึงทั้งที่ปากเหมือนกำลังจะเอ่ยบางอย่าง แต่ก็เงียบ
หมดคาบ ป้ายประกาศว่างานเฟรชชี่จะเริ่มเร็ว ๆ นี้ ชมรมศิลปะจะจัดซุ้มวาดภาพประกอบชื่อคณะ ซินถือกระดาษบรีฟไปแจ้งรายละเอียดให้โต้งและกลุ่มกรรมการ
“นายจะช่วยลงสีหรือเปล่า?” ซินถาม ขณะเพื่อนรอดูว่าจะโดนปฏิเสธอีกไหม โต้งสบตาแล้วเฉไฉเสียงเรียบ “ถ้ามีคนขาดก็เรียก”
“เดี๋ยวฉันช่วยลงชื่อให้ ก็เอาเป็นเย็นวันศุกร์นะ ทุกคนว่าง?” หญิงสูงผมยาวเสนอมา เสียงตอบรับสลับไปมา แต่โต้งเฉย ซินรู้สึกแปลก ๆ ที่โต้งไม่ค่อยมีปฏิกิริยาอะไรเลย เธอเก็บความสงสัยไว้ในใจ
เย็นวันศุกร์ในห้องชมรม ซินหอบกระดาษแบบร่างมาเป็นตั้ง โต้งนั่งอยู่อีกมุม กำลังเก็บจานพลาสติกสีอะคริลิก เพื่อนบางคนเริ่มวาดร่างซุ้มจำลอง เสียงฮัมเพลงคลอเบา ๆ โต้งไม่ได้พูดอะไร เพียงจัดสีเงียบ ๆ มือเปื้อนสีแดงแต่ยังคงตั้งใจ ซินเดินเข้าไปใกล้แล้วหยิบผ้าเปียกส่งให้โดยไม่พูดอะไร โต้งเหลือบตามอง นิ่งไปชั่วครู่ก่อนรับไปใช้
เวลาผ่านไป ทีมแยกย้ายกันกลับเกือบหมด เหลือเพียงซินกับโต้ง ซินแกะเทปติดภาพออก มือเผลอแตะสีฟ้าแล้วเลอะข้อมือ
“เดี๋ยว” โต้งพูดขึ้นเป็นคำแรกในรอบสามชั่วโมง หยิบผ้าเปียกอีกแผ่นมาเช็ดมือให้เธอ เธอสะดุ้ง เสียงหัวใจเต้นแรงโดยไม่ตั้งใจ
“ซุ่มซ่ามนี่” โต้งพูดแบบแข็งกระด้างก่อนลุกขึ้นรวบอุปกรณ์ ซินมองตาม เธออยากจะชวนคุยแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง โต้งเดินออกจากห้องไป รอยมือยังอุ่นบนข้อมือเธอ
ในค่ำคืนนั้น ซินนั่งอ่านสมุดสเก็ตช์ของตัวเอง ภาพที่เธอวาดเมื่อสองปีก่อนนั้นแตกต่างจากปัจจุบันมากนัก เสียงโทรศัพท์ดังอีกครั้ง คราวนี้เป็นข้อความในกลุ่ม “งานกิจกรรมซุ้มเฟรชชี่”
“ขาดคนจัดแสดงงาน หน้าเวที ใครมีกล้องดีบ้าง เห็นโต้งชอบถ่ายภาพ”
ซินนั่งลังเลจะแท็กชื่อเขาหรือไม่ สุดท้ายเลือกไม่ทำอะไร เพียงอ่านข้อความที่เพื่อนคนอื่น ๆ ทิ้งไว้ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ในชีวิตคนอื่นมากกว่าผู้ลงมือ
เช้าวันเสาร์ โต้งโดนเรียกไปช่วยงาน พอถึงวิทยาลัยก็พบว่าทีมงานทั้งหมดแห่กันมาเลี้ยงขนมปังปิ้ง โต้งพยักหน้ารับเฉย ๆ ซินอยู่มุมโต๊ะ กำลังติดกระดาษโปสเตอร์ลงบนบอร์ด พวกเพื่อนกลุ่มอื่นเดินมาเย้าแหย่ ขณะที่โต้งแค่ยืนมองเงียบ ๆ รอเวลาจะกลับบ้าน
“นายโต้ง ไม่ชอบงานคนเยอะ ๆ เหรอ?” เพื่อนคนหนึ่งยิงคำถาม
“เปล่า แค่… ไม่รู้จะคุยอะไร” โต้งตอบสั้น ๆ แล้วหลบตา ทุกคนหัวเราะบางเบา
หลังงาน ซินเดินกลับกับโต้งเป็นครั้งแรก ถนนในมหาวิทยาลัยเงียบสงบผิดคน ซินขวยเขินเดินชิดฟุตบาท โต้งแบกกระเป๋าเป้เดินนำ เงียว ๆ ไม่มีใครพูดอะไรจนถึงหน้าหอพักหญิง ซินหยุดเหงื่อตกที่ขมับ โต้งทำท่าจะพูดแต่ก็กลืนคำลงคอ ก่อนจะพูดเสียงเรียบ
“ขอบใจที่ช่วยเรื่องสีวันก่อน”
ซินผงกหัว แอบยิ้มตรงมุมปาก”อืม ยินดี” เธอเดินเข้าตึกไปโดยไม่กล้ามองย้อนกลับ
ในวันฝนตก โต้งมักนั่งในโรงอาหารคนเดียว สายฝนพรั่งพรูใส่สนามหญ้าแดนซ์ราวกับซาวด์แทร็กชีวิต ซินมานั่งตรงข้ามอย่างเงียบ ๆ ขณะรอให้ฝนหยุด พยายามจะชวนคุยแต่ทุกครั้งก็มีแต่ความเงียบ
“นายชอบฝนเหรอ?”
โต้งส่ายหน้า “ไม่ ชอบเวลาฝนหยุดแล้วฟ้าเปิดมากกว่า”
ซินนิ่ง นั่งเล่นซองน้ำตาลบนโต๊ะ เสียงฝนซาแตะม่านหน้าต่าง
เวลาผ่านไป ทั้งสองคนต้องร่วมกันเตรียมงานซุ้มมหาวิทยาลัย ซินเริ่มสังเกตว่าโต้งจริงจังกับทุกอย่างแต่ไม่เคยมีรอยยิ้ม เวลาโต้งวาดรูป เขามักจะขีดเส้นกั้นเสมอ ดูเหมือนเก็บงำบางอย่างที่ไม่มีใครเข้าใจ
เย็นวันหนึ่งโต้งนั่งวาดภาพอยู่ในห้องชมรม ซินเข้ามาเงียบ ๆ หยิบสมุดวาดแล้ววาดข้างโต้งโดยไม่ได้คุยกัน โต้งเหลือบตามอง ซินเผลอถามเสียงเบา
“ถ้านายไม่มีอะไรจะวาด นายจะทำอะไร”
โต้งนิ่ง “ไม่รู้”
“ฉันคิดว่านายวาดสวยที่สุดในคณะ”
โต้งหัวเราะเบา ๆ “สวยก็ไม่ได้ช่วยอะไร แค่ไม่มีใครมองเห็นจริง ๆ” เขาวางดินสอลง แล้วลุกขึ้นออกจากห้อง เธอมองตามไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
ดึกคืนนั้น ซินได้รับข้อความไลน์จากโต้ง
“ซ้อมวาดภาพคือพยายามลืมอดีตป่ะ”
ซินนิ่งไปนานก่อนจะกดตอบกลับ
“นายอยากลืมอะไรงั้นเหรอ”
ไม่มีคำตอบจากเขา แม้จะอยู่ในออนไลน์
เวลาผ่านไป งานนิทรรศการใกล้เข้ามา โต้งดูเหมือนจะถอนตัวจากกิจกรรม ซินเป็นกังวล เธอเข้าหาโต้งระหว่างนั่งกินข้าวที่โรงอาหาร
“นายหายไปไหนมา ทำไมไม่มาร่วมซ้อมงานล่ะ”
โต้งไม่สบตา “ขอเวลาหน่อย… ฉันยังไม่โอเค”
ซินลังเล “ถ้าต้องการช่วย บอกได้ตลอดนะ”
โต้งแค่พยักหน้าแล้วกลับไปนั่งเงียบ ๆ เหมือนเดิม
ซินรู้สึกเจ็บใจอย่างบอกไม่ถูก เธอเริ่มสงสัยโต้งมากขึ้น ทุกคนรอบข้างต่างก็พูดถึงปัญหาครอบครัวของเขาเมื่อเทอมก่อน แต่ไม่มีใครรู้รายละเอียดจริง ๆ
คืนวันหนึ่ง เธอนั่งอยู่บนหอพัก เหม่อมองดาว ซินส่งไลน์หาโต้งแต่ไม่ได้รับการตอบ กลางดึกคืนนั้น โต้งโพสต์ภาพท้องฟ้ายามค่ำพร้อมประโยคว่า “อยู่ตรงนี้ก็โดดเดี่ยวเหมือนกัน”
ผ่านไปหลายวัน ซินกับโต้งแทบไม่คุยกัน ซินคิดถึงช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกันพอสมควร แต่ตอนนี้เหมือนมีอะไรบางอย่างคั่นกลางใจทั้งสองคน
เมื่อถึงวันจัดซุ้มมหาวิทยาลัย โต้งกลับมาทำงานพร้อมกับเสนอไอเดียภาพถ่ายที่แตกต่าง ทุกคนประหลาดใจ โต้งแอบถ่ายรูปซินขณะเธอกำลังวาดรูปหัวใจเล็ก ๆ ลงบนกระดาษ เขาส่งรูปนั้นไปให้
“นายถ่ายฉันตอนไหน”
“ตอนที่เธอยิ้มแบบไม่รู้ตัวไง”
ซินหน้าแดง รีบเบนสายตาไปทางอื่น ไม่มีใครพูดอะไรต่อ แต่บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เหมือนเปลี่ยนไป เงาอดีตและความลับยังไม่หายไป แต่ครั้งนี้มันอ่อนลงเพราะมีแสงบางอย่างเล็ดลอดเข้ามา
พลันก็เกิดความเข้าใจผิด เนื่องจากซินเห็นโต้งนั่งอยู่กับหญิงคนหนึ่งหน้าคณะ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเธอคือพี่สาวโต้งที่กลับมาจากต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยม ครั้นซินแอบเห็นทั้งสองพูดคุยกัน สนทนาเคร่งเครียด เธอหลีกเลี่ยงจะพบหน้าโต้งหลังจากนั้นไม่กี่วัน
โต้งสังเกตท่าทีของซินเปลี่ยนไป เขาพยายามเข้าหาซินแต่เธอลังเล และห่างเหินกว่าเดิม
เย็นวันศุกร์ ซินนั่งเงียบคนเดียวบนม้านั่งสวนข้างหอ โต้งเดินมาหา ลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยเบา ๆ
“เธอโอเคไหม”
ซินสะดุ้ง เหลือบตามองพลางตอบเสียงสั่น “ก็ดี”
ทุกอย่างเงียบลง ทั้งคู่ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ โต้งนั่งลงข้าง ๆ
“ฉันเข้าใจถ้าเธอไม่อยากคุยด้วย”
ซินลังเล ก่อนหันมามองโต้งอย่างจริงจัง
“ฉันแค่ไม่เข้าใจ… นายกับผู้หญิงคนนั้น…”
โต้งหัวเราะขื่น ๆ ก่อนถอนหายใจ
“พี่สาวฉันเอง เธอลองถามได้นะ ชื่อพี่เตย”
ซินหน้าแดงเล็กน้อย เงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนขอโทษ
บรรยากาศระหว่างทั้งคู่คลี่คลายลงเล็กน้อย ซินกลับรู้สึกโล่งอกแปลก ๆ จากนั้นทั้งสองคุยกันมากขึ้น
คืนวันนั้น โต้งนั่งเล่าเรื่องในครอบครัวให้ซินฟังเป็นครั้งแรก ว่าต้องหาเงินเรียนเองตั้งแต่มัธยม พ่อแม่ทะเลาะกันตลอดจนเขารู้สึกไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ
“ฉันเองก็เคยกลัวเหมือนนาย กลัวไม่มีใครเห็นค่าฝันของตัวเอง” ซินเอ่ยเสียงเงียบ
โต้งหันไปมองซินด้วยแววตาอ่อนโยนกว่าทุกที
หลังจากคืนนั้นทั้งสองคนเริ่มเปิดใจพูดคุยกันมากขึ้น ช่วยเหลือเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ จนถึงเรื่องใหญ่ขึ้น โต้งมีรอยยิ้มแรกหลังคุยกับซิน
เวลาผ่านไปไม่นาน ปัญหาใหม่ก็ปรากฏ พ่อแม่ของโต้งมาตามเขากลับบ้านเพราะต้องการให้โต้งกลับไปสืบทอดธุรกิจครอบครัว เลิกเรียนศิลปะ โต้งสับสนอย่างหนัก ซินเห็นแต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
ความฝันของโต้งขัดกับความต้องการของครอบครัว ส่วนซินเองก็ต้องเผชิญการถูกคาดหวังจากบ้านให้เป็นวิศวกร ไม่ใช่ศิลปิน ทั้งสองแลกเปลี่ยนความเจ็บปวดนี้ในวันฝนตกหยุดซา
“เธอว่าถ้าเลือกตามใจ จะทำให้ใครผิดหวังไหม” โต้งถามเสียงเครือ
“ต้องผิดหวังทั้งสองฝ่ายแหละ ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน… แต่สุดท้ายเราต้องอยู่กับตัวเอง” ซินตอบ ชาในมือสั่นเล็กน้อย
บรรยากาศหนักอึ้ง โต้งถอนหายใจ นั่งเงียบยาว
“แล้วถ้าวันหนึ่ง ฉันไม่มีวันได้เป็นศิลปิน… เธอจะยังอยากรู้จักฉันไหม”
ซินยิ้มอ่อน ก่อนจะพูดเบา ๆ
“เราไม่ได้เลือกเพราะอาชีพหรอก เราเลือกเพราะเป็นนาย…”
โต้งนิ่งงัน มองหน้าซินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มแน่นแฟ้นมากขึ้น ผ่านช่วงเวลากล้า ๆ กลัว ๆ และลังเลหลายหน ซินกับโต้งใช้เวลาวาดรูป นั่งคุย ฝึกถ่ายภาพ ทำกิจกรรมร่วมกัน แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ทั้งสองหลบหน้า ห่างเหิน เพราะแต่ละคนยังติดกับความกลัวในใจตัวเอง
โต้งลังเลจะสารภาพความรู้สึกกับซินหลายครั้ง แต่ก็ถอยเสมอ เพราะกลัวเสียเธอไป ซินเองก็ไม่กล้าพูดความในใจออกไป เพราะกลัวถูกปฏิเสธ ความอึดอัดก่อตัวแน่นขึ้นทุกวัน
เมื่อวันสอบปลายภาคมาถึง โต้งเครียดจัดเพราะกลัวไม่จบปี สาม ซินเองก็ยุ่งกับโปรเจกต์ใหญ่ ทั้งคู่ไม่มีเวลาเจอกันเหมือนเคย ความห่างแนบแน่นขึ้นจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้เดินเข้าหากันใหม่
วันหนึ่งหลังสอบเสร็จ ฝนตกหนัก ซินยืนรอรถเมล์อยู่หน้าคณะ โต้งเดินผ่านมา ทั้งคู่สบตากัน เงียบไปครู่ใหญ่ โต้งก้มลงมองน้ำขังบนถนนก่อนเดินไปยืนใกล้ ๆ ซิน
“เหนื่อยไหม” โต้งเอ่ยเสียงเบา
ซินพยักหน้า น้ำตาคลอ เธอยิ้มฝืน ๆ ก่อนหันหน้าหนี
“ฉันคิดถึงนะ” โต้งพูดเบาทว่าชัดเจน
ซินนิ่ง หันกลับมามองโต้งจนสายตาสองคนประสานกัน
“ฉันก็คิดถึงนาย”
ความเงียบงันนั้นอบอวลด้วยความรู้สึกที่ไม่ต้องการคำบรรยาย ทั้งสองมองหน้ากันอย่างเข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไรเพิ่ม
เวลาผ่านไป ผลสอบออก โต้งสอบผ่านปีสามได้ ครอบครัวยอมให้เขาตามฝันต่อ ซินเองก็ได้ทุนทำโปรเจกต์ศิลปะของเธอสำเร็จ
ค่ำวันงานนิทรรศการ โต้งเดินเข้ามาหาซินขณะที่แกลเลอรี่แน่นขนัดด้วยผู้คน
“ขอบใจที่ไม่ปล่อยมือ” โต้งกระซิบเสียงแผ่ว
ซินยิ้ม ทั้งสองเดินเคียงข้างกัน เงาของอดีตถูกแทนที่ด้วยแสงใหม่ที่ยังไม่รู้จบ