รอยยิ้มของฤดูฝน
เสียงฝนโปรยลงกระจกห้องประชุมราวกับเม็ดข้าวโพดคั่ว กระทบกับบรรยากาศอึมครึมเช้าจันทร์ในออฟฟิศชั้นสี่ เด็กใหม่ยืนลังเลอยู่หน้าประตู ก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วเปิดเข้าไปด้วยท่าทีมั่นใจที่ฝืนสีหน้าเล็กน้อย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“สวัสดีค่ะ ชื่อพิมพ์ชนกนะคะ เพิ่งย้ายมาเป็น Marketing Strategist ที่นี่ ฝากตัวด้วยค่ะ” เธอยิ้มกว้าง แต่สายตามีแววห่วงบางอย่างที่แฝงหลังรอยยิ้ม
อนุชิตมองไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ เขาผงกหัวสั้น ๆ ไม่ได้กล่าวอะไร ร่างสูงที่นั่งใกล้หน้าต่างดูเหมือนจะกลืนกับเงาร่ม ๆ ของห้องด้วยซ้ำ
“เอ่อ… วันนี้มีใครอยากพรีเซนต์แผนก้าวแรกไหมคะ?” พิมพ์ชนกเปิดสไลด์แบบเร่ง ๆ เมื่อเจอสายตานิ่งจากอนุชิต
“แผนคุณเน้นดิจิทัลมากไปไหมครับ? ผลิตภัณฑ์เรากลุ่มลูกค้าอายุเยอะ ดิจิทัลอาจจะไม่ใช่ทางที่เร็วสุด” อนุชิตพูดเสียงเรียบในที่ประชุม ท่ามกลางความเงียบจางๆ
“แต่ถ้าไม่เริ่มวันนี้ อีกปีข้างหน้าเราจะพลาดอะไรไปหรือเปล่าคะ?” เธอตอบติดลังเล น้ำเสียงไม่มั่นใจเท่าเดิม
“อย่างน้อย เราต้องเข้าใจลูกค้า ไม่ใช่เข้าใจฝันของตัวเอง” เขาเอียงศีรษะมองม่านฝนภายนอก พร้อมถอนหายใจเบา ๆ
การประชุมจบลงด้วยความอึดอัดเล็ก ๆ เพื่อนร่วมงานบางคนมองหน้าพิมพ์ชนกแบบงุนงง ขณะที่เธอรู้สึกเหมือนสะดุดเข้าที่ก้อนหินก้อนแรกในที่ใหม่
พักเที่ยงมาเยือน เสียงรองเท้ากระทบพื้นปูนในโถง ไม่ได้ช่วยให้ใจพิมพ์ชนกเบาขึ้น เธอนั่งกินข้าวคนเดียว พลางพิมพ์มือถือ อนุชิตเดินผ่านมาช้า ๆ เขาหยุดกลืนข้าวตรงข้ามโดยไม่ขออนุญาต เอี้ยวตัวเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็เงียบเดินไปเอาน้ำเปล่าแทน
“ถ้ายังไม่เข้าใจลูกค้า ฉันแนะนำให้อ่าน report ปีที่แล้วนะ มันมีข้อมูลพฤติกรรมกลุ่มสูงวัย” เขาพูดขณะเทน้ำใส่แก้ว ไม่สบตาเธอ น้ำเสียงฟังเหมือนสั่ง แต่ติดกังวลบางเบา
“…ขอบคุณค่ะ” เธอรับคำ มีรอยยิ้มจืดจางขอบริมฝีปาก
หลายสัปดาห์ผ่านไป เสียงฝนยังคงเคาะหน้าต่างสม่ำเสมอ พิมพ์ชนกเริ่มทราบชื่อเล่นเพื่อนร่วมงานบ้างแล้ว แต่กับอนุชิตมีแค่ความเงียบระหว่างงานที่เหมือนกำแพง
บ่ายหนึ่ง หลังเลิกประชุม เขาตามเธอออกมาหน้าลิฟต์
“คุณมีเวลาสักครู่ไหม?” เขาเอ่ยขึ้น ยังคงไม่สบตา
“มีค่ะ มีอะไรหรอคะ?” เธอฝืนยิ้ม แต่ไม่ได้สนุกกับมัน
“จะถาม ภาพ moodboard ที่คุณชอบ…มันต่างจากโจทย์ดีไซน์มาก คุณคิดอะไรตอนเลือก?”
“คิดถึงความรู้สึก ว่าถ้าคนเห็นจะรู้สึกเป็นเพื่อน ไม่ใช่โดนขายของ…”
เขาพยักหน้าเบา ๆ เสียงลิฟต์เปิด ตัวเลขน้อยลงแต่ความเงียบบนลิฟต์กลับหนาแน่นขึ้น พิมพ์ชนกสบตาเขานิ่ง ๆ แล้วหันไปมองตัวเองในกระจก
“ฉันก็แค่อยากจะทำให้ทุกเช้าของใครบางคนมีความหวังค่ะ”
เขาหลบสายตา “ก็…เข้าใจแล้ว” เสียงเบาแทบไม่ได้ยิน
อาทิตย์ต่อมา ห้องทำงานคล้ายจะซึมซึ่งยิ่งขึ้น ฝนตกเกือบทั้งวันจนบรรยากาศเหมือนเรือที่โดนขังไว้ ระหว่างเขียนงาน พิมพ์ชนกเห็นข่าวแฟนเก่าแต่งงานบนหน้าฟีด น้ำตาเอ่อคลอแต่รีบปาดออกให้ไว โชคดีที่ไม่มีใครเห็น
แต่อนุชิตที่แกล้งยุ่งกับเอกสาร กลับเหลือบเห็นเสียงสะอื้นเงียบ ๆ
“เป็นอะไรหรือเปล่า?” เขาเกือบเดินผ่าน แต่ก็ลังเลกลับมาถาม
“…เปล่าค่ะ แค่ข่าวเก่า ๆ” เธอเสียงสั่น แต่พยายามยืดหลัง แบกความเข้มแข็งบาง ๆ ไว้หน้าทุกคน
เขานึกรำคาญตัวเองนิด ๆ ที่จู่ ๆ ก็ห่วง ทั้งที่เป็นคนไม่ยอมเปิดใจกับใครง่าย ๆ
เย็นนั้น ฝนไม่หยุดตกง่าย ๆ อนุชิตยืนรอป้ายรถเมล์ข้างเธอ ต่างคนต่างเงียบ มีเพียงเสียงฝนกับกลิ่นดินเปียก หญิงสาวยืนกางร่มอย่างเงียบ ๆ เสนอแขนร่มครึ่งเดียวให้เขาโดยไม่ได้พูดอะไร
“ขอบคุณ…” เขารับแต่ไม่สบตา ใจค่อย ๆ อุ่นขึ้นอย่างแปลกประหลาด
วันต่อมา ในงานเวิร์กช็อปทีม อนุชิตต้องจับคู่ brainstorm กับพิมพ์ชนก
“คุณเคยอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองไหม?” เธอถามขณะวาดไอเดียบนกระดาษ
เขานิ่งไปนานก่อนถอนหายใจ “…เคยคิดเปลี่ยนบ่อย แต่กลัวว่าจะแย่กว่าเดิม”
เธอหัวเราะเบา ๆ “ฉันชอบคิดว่าการเปลี่ยนแปลงคือโอกาส แต่บางทีก็หนีอดีตไม่เคยได้เหมือนกัน”
“อดีตคุณ…เป็นยังไง”
เงียบ เธอไม่ได้ตอบในทันที “ก็…เคยหลงคิดว่าการยอมต้องแลกกับความสุขทั้งหมด หรือคุณไม่คิดแบบนั้น?”
“ผมชินกับการอยู่คนเดียวมากกว่า การคาดหวังกับใคร…มันเหนื่อย”
สายตาสองคนประสานกันกลางโต๊ะ ทั้งคู่เห็นความเปราะบางในกันและกันโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่ม
บ่ายวันหนึ่ง ฝนซา อนุชิตนั่งหน้าต่างวาดสเก็ตช์คอนเซ็ปต์ใหม่ พิมพ์ชนกเดินมานั่งข้าง ๆ “วาดสวยจัง” เธอพูดเบา ๆ
“บางวัน ก็วาดไม่ออกเหมือนกัน…แล้วคุณล่ะ มีวันที่พูดไม่ออกไหม?”
“มีสิ วันแย่ ๆ ทำอะไรก็ไม่ดีเลย”
เขาหันมายิ้มจาง ๆ “ถ้ามีวันแบบนั้น…โทรหาผมก็ได้” เขาคายถ้อยคำยาก ๆ ออกมา
พิมพ์ชนกเบิกตากว้าง หัวเราะขลาดอาย “…ขอบคุณที่อนุญาตนะคะ”
ฝนกลางฤดูค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นฝนตกน้อยลง เพื่อนร่วมงานเริ่มล้อแซวทั้งคู่ อนุชิตมักหยิบกาแฟให้หลังประชุมโดยแอบวางไว้โต๊ะเธอโดยไม่พูด ส่วนพิมพ์ชนกเริ่มบังเอิญเจอกับเขาที่ป้ายรถเมล์บ่อยขึ้น
“วันไหนกลับดึก ไม่ต้องรอรถนานนะ จะเดินไปด้วยกันก็ได้” เขาพูดขณะยืนหลบฝน
“งั้นอาจจะฝากด้วยซักวัน” เธอยิ้มซ่อนรอยกลัวบางอย่างที่ยังแฝงอยู่
ความใกล้ชิดนั้นค่อย ๆ ก่อตัว แม้ต่างฝ่ายจะไม่ยอมรับว่าหัวใจตนเองสั่นไหว แต่เพื่อนร่วมงานกลับสัมผัสได้ก่อนทั้งหมด
วันหนึ่ง บอสประกาศโปรเจกต์ใหญ่ อนุชิตถูกเลือกไปดูแลทีมดีไซน์ที่เชียงใหม่สามเดือน ต้องขึ้นไปก่อนต้นฤดูหนาว
“พี่จะไปจริง ๆ เหรอ” เสียงพิมพ์ชนกสั่นน้อย ๆ หลังประชุม
“ก็…โอกาสดี ถ้าไปจะได้อะไรใหม่ ๆ กลับมาเยอะ” เขาฝืนยิ้ม ส่งตาสู่หน้าต่างที่มีหยดฝนเกาะอยู่ราง ๆ
“แล้ว…จะคิดถึงไหม” เธอกำชายเสื้อแน่น ยืนนิ่ง ๆ ตรงประตูห้องประชุม สายตาเหมือนเรียบเฉยแต่ริมฝีปากสั่นราวกับฝนโปรย
“…ไม่รู้สิ อาจจะคิดถึงบ้างมั้ง” เขาถอนหายใจ ไม่กล้าบอกตรง ๆ
“เอ่อ…งั้นเดินไปป้ายรถเมล์ด้วยกันอีกสักครั้งไหม”
ค่ำนั้น ทั้งคู่เดินตากฝนเบา ๆ ในร่มร่วมกันใต้แสงไฟส้ม ๆ เงาทั้งสองทาบทับบนถนนเปียกฝน เงียบกันอยู่นาน ต่างฝ่ายต่างไม่กล้าพูดถึงวันพรุ่งนี้
คืนสุดท้ายก่อนเขาเดินทาง พิมพ์ชนกนั่งมองลิสต์งานในมือถือ น้ำตาเอ่อคลอเมื่อตระหนักว่าเขากำลังจะไม่อยู่ตรงนี้แล้ว แต่ก็ไม่โทรหา เขียนเพียงข้อความสั้น ๆ “ขอบคุณที่อยู่ข้าง ๆ ทั้งในวันที่เงียบและวันที่เจ็บสุดใจ”
อนุชิตอ่านข้อความนั้นขณะนั่งเครื่อง หัวใจสั่นไหวอย่างประหลาด นึกถึงอีกฝ่ายในวันฝนพรำ
สามเดือนผ่านไป ทั้งคู่พูดคุยกันทางแชทบ้าง ห่าง ๆ มากกว่าที่ได้ใกล้กัน ต่างคนต่างกลัวจะรบกวนพื้นที่ส่วนตัวของอีกฝ่าย แต่ทุกครั้งที่ฝนตก ต่างก็นึกถึงกันเสมอ
วันหนึ่ง อนุชิตกลับมากรุงเทพฯ ในวันฟ้าหม่น เขาถือแก้วกาแฟที่คุ้นมือเดินกลับไปที่ออฟฟิศเดิม เสียงฝนโปรยเบา ๆ พิมพ์ชนกนั่งอยู่ริมหน้าต่าง เธอเงยหน้ามองเขา สะดุ้งเล็กน้อย
“คิดถึงไหม” เสียงเขากระซิบเบา ๆ ไม่มีท่าทีขับขัน
เธอหัวเราะทั้งน้ำตา “ฉันต่างหากที่ต้องถาม…นานไปไหมคะ?”
เขายิ้มบาง ๆ ยื่นกาแฟให้ “สำหรับคนที่คิดถึง…ไม่นานหรอก”
“พี่อนุชิต…”
“ถ้าผมจะขอไม่เดินผ่านกันแค่ในฤดูฝน แต่ขออยู่เคียงข้างกันต่อไป…คุณจะให้โอกาสไหม?” เขาถามเสียงสั่น กลัวถูกปฏิเสธ
พิมพ์ชนกสูดหายใจลึก มองฝนพรำด้านนอกอย่างยากจะบอกความรู้สึก
“ขอโอกาสให้ฉันเรียนรู้พี่ต่อได้ไหม…แค่นั้น” เธอยิ้มให้ ทั้งน้ำตาและความสุขเล็ก ๆ ล้นหัวใจ
โต๊ะทำงานเล็ก ๆ ในห้องที่กลิ่นฝนคละคลุ้งยังคงเป็นที่ของคนสองคนที่เติบโตขึ้นเล็ก ๆ ทุกวัน โดยไม่ต้องขอคำสัญญาใด ๆ แค่ยังเดินอยู่ข้างกัน—ในวันฝนพรำ และวันฟ้าใส