เสียงหัวใจกลางสายฝน
เสียงฝนกระหน่ำลงมาระหว่างที่อภิวัฒน์กำลังวิ่งหลบจากป้ายรถเมล์มาใต้ชายคาตึกสำนักงานแห่งใหม่แห่งหนึ่ง ใบรองเท้าผ้าใบของเขาเปียกชื้นจนลื่นแทบยืนไม่อยู่ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนติดแผ่นหลังด้วยเหงื่อและละอองฝน เขาหอบหายใจ มองดูรถราที่ติดขัดในถนนกรุงเทพ ยกแขนขึ้นปาดผมเปียกๆ…
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ตรงมุมหนึ่ง ภายใต้ร่มคันใสขนาดเล็ก มีหญิงสาวในชุดสูทสีครีมยืนลังเล เธอจับสายร่มแน่น ดวงตาเรียวเจือแววระแวงกับสายฝนที่ดูจะไม่หยุดง่ายๆ พิมพ์ฟ้าไม่ใช่คนชอบฝน และความเปียกเป็นสิ่งที่เธอรังเกียจที่สุด “ฝนตกหนักแบบนี้อีกแล้ว” เธอบ่นพึมพำ ไม่คิดว่าจะมีใครได้ยิน
อภิวัฒน์เหลียวมาได้ยินประโยคนั้นพอดี เขาแค่นหัวเราะสั้นๆ พลางมองหญิงสาวที่เหมือนจะประหม่า “ฝนมันก็แค่ข้ออ้างให้เราหยุดคิดงานสักพัก…ว่ามั้ย?”
พิมพ์ฟ้าชำเลืองตามองใบหน้าของเขาเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าตอบเสียงเบา “บางทีฉันอยากให้มันหยุดเร็วกว่านั้นนะคะ งานฉันยังไม่เสร็จเลย”
เสียงฝนกับเสียงลมหายใจของทั้งสองคนนั้นคลอไปพร้อมกันในความเงียบ สายตาทั้งคู่มองข้ามถนนไปยังแสงไฟจากร้านอาหารฝั่งตรงข้าม ไม่มีใครพูดอะไรเพิ่มเติม ต่างฝ่ายต่างเหมือนมีเรื่องในใจ
เช้าวันใหม่ในออฟฟิศ อภิวัฒน์พยายามลบบาดแผลจากอดีตด้วยการฝังตัวอยู่กับงานดีไซน์ หนังสือสเก็ตช์เล่มใหม่บนโต๊ะเต็มไปด้วยรอยขีดและแนวคิดหลากหลายที่ยังไม่สมบูรณ์ เขามองโพสต์อิทสีเขียวจิ๋วที่ติดอยู่หน้าห้องทำงานตัวเอง “Deadline: Friday” ตัวโตชัดเจน
เสียงรองเท้าคู่จิ๋วเดินใกล้เข้ามา ขณะที่เขานั่งขบคิดกับโปรแกรมกราฟิก พิมพ์ฟ้าถือเอกสารมายื่นแบบแข็งๆ “ขอโทษค่ะ คุณอภิวัฒน์ นี่ใบรายการค่าใช้จ่ายประชุมเมื่อวาน รบกวนเซ็นค่ะ” เธอพูดเรียบๆ สายตาไม่สบตา
อภิวัฒน์รับไป เงยมองแล้วอดถามไม่ได้ “เมื่อคืนฝนซาหรือยังครับ?”
พิมพ์ฟ้าหยุดนิ่ง เสี้ยววินาทีแห่งความเงียบ เธอสบสายตาเขา “ซา แต่ในใจก็ยังมีบางอย่างไม่ซาหรอกค่ะ” แล้วรีบเดินกลับโต๊ะ ปล่อยให้ชายหนุ่มนั่งยิ้มจางๆ กับคำพูดนั้น
เวลาผ่านไปร่วมเดือน จากคนนั่งทำงานห่างกัน ต่างฝ่ายต่างวางกำแพง ปฏิสัมพันธ์ถูกจำกัดแค่เรื่องงาน หลายครั้งความเงียบระหว่างสองโต๊ะกลายเป็นความอึดอัดที่ล่องลอยในห้องแอร์อึมครึม
จนกระทั่งวันหนึ่ง โปรเจกต์ใหญ่ที่ทั้งสองต้องร่วมมือกันก็มาถึง อภิวัฒน์ต้องออกแบบโปสเตอร์ พิมพ์ฟ้าต้องตรวจสอบงบประมาณ ทั้งสองได้รับมอบหมายให้นั่งทำงานเคียงข้างกันในห้องประชุมย่อยเล็กๆ
“ถ้างบไม่เกินนี้ จะเพิ่มเติมกราฟิกเสริมกับโลโก้บริษัทได้ไหมครับ?” เสียงอภิวัฒน์ถามแบบครุ่นคิด มือขีดบนกระดาษอย่างลังเล
“ถ้าลดค่าอบรมบางส่วน ฉันคิดว่าน่าจะได้นะคะ…” พิมพ์ฟ้าโน้มตัวดูเอกสารใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมหวานอ่อนๆ “แต่คุณต้องช่วยตัดบางไอเดียออก”
อภิวัฒน์หัวเราะในลำคอ สังเกตประกายตาวิบวับของหญิงสาวขณะจริงจัง “แสดงว่าคุณคุมเกมใช่ไหม?”
“ในเรื่องเงินค่ะ แต่ไอเดียฉันไม่กล้าแข่งกับคุณหรอก” เธอยิ้มบางและจดจ้องบนตัวเลข
ตลอดชั่วโมงนั้น ทั้งสองพูดคุยแต่เรื่องงาน แต่กลับสนิทกันขึ้นแบบไม่รู้ตัว พิมพ์ฟ้าพบว่าตัวเองเริ่มเคลื่อนกำแพงในใจลงทีละนิด อภิวัฒน์เองก็รู้สึกตื่นเต้นกับการได้ฟังเสียงหัวเราะเบาๆ ของเธอเป็นครั้งแรก
ช่วงเย็นวันต่อมา หลังเลิกงาน พิมพ์ฟ้าเดินออกจากลิฟต์ไปยังป้ายรถเมล์เม็ดฝนเริ่มโปรยอีกครั้ง เธอหยุดยืนลังเลอยู่ใต้หลังคาอย่างเดิม เหมือนซ้ำรอยเดิมๆ อภิวัฒน์เดินตามออกมาโดยไม่ตั้งใจ “ผมว่า…ถ้ามีร่มใหญ่อีกคัน ก็คงช่วยได้” เขาพยายามพูดติดตลก
“ต้องใช้ร่มขนาดเท่าไหร่คะ ถึงกันบางอย่างไม่ให้เปียก?” พิมพ์ฟ้าพูดในเชิงปรัชญา เสียงขี้เล่นแต่แฝงความจริง
เขายิ้ม “แล้วถ้าไม่พกร่ม คุณจะทำยังไง?”
หญิงสาวมองฝน หายใจลึก “ก็…รอให้ฝนหยุด หรือไม่ก็กล้าเดินออกไปทั้งอย่างนั้น” เธอขบริมฝีปากเหมือนลังเลจะพูดต่อ
“ผมเลือกอย่างหลังนะครับ เพราะผมเบื่อรอแล้ว” คำพูดเขาลอยติดค้างกลางอากาศ ทั้งคู่เงียบไปชั่วขณะ
วันหนึ่งที่ออฟฟิศวุ่นวาย บริษัทประกาศเรื่องการปรับโครงสร้าง ฝ่ายดีไซน์อาจต้องลดจำนวนพนักงาน ข่าวลือแพร่สะพัด อภิวัฒน์นั่งนิ่ง ๆ ริมหน้าต่าง มองแสงแดดเฉียงกับหยาดฝนที่เพิ่งโปรยเมื่อเช้า
พิมพ์ฟ้ามองเขาที่แดดเดียวเนื่องจากข่าวร้าย เธอยืนลังเล ก่อนก้าวเข้ามานั่งตรงข้าม “คุณกลัวตกงานมั้ย?”
เขานิ่ง หัวเราะแห้ง “ผมเคยกลัวมาก แต่ตอนนี้…ผมคิดว่าสูญเสียบางอย่างแย่ยิ่งกว่าเสียงาน”
เธอลังเล ถามกลับ “อะไรล่ะคะ?”
เขาตอบหลังเงียบไปอึดใจ “กลัวหมดไฟ กลัวไม่กล้าบอกรู้สึกจริง ๆ กับใครอีก”
ความเงียบซึมเข้ามาในห้องจนเขารู้สึกใจเต้นแรง เธอเบือนสายตาหนี แล้วพูดเสียงต่ำ “ฉันก็เคยกลัวเหมือนกัน”
ความใกล้ชิดที่รวบรวมขึ้นมาหลายชั่วโมง คำพูดทุกคำยิ่งผลักให้ทั้งคู่เปิดใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
วันเสาร์ พิมพ์ฟ้านั่งอยู่ในร้านกาแฟเล็ก ๆ ฝั่งตรงข้ามออฟฟิศ เธอนั่งไล่บัญชีโครงการด้วยความเคร่งเครียด โทรศัพท์สั่นบอกข้อความเข้า “ว่างมั้ยครับ?” จากอภิวัฒน์
เธอพิมพ์ตอบอย่างลังเล “ตอนนี้หรือคะ?”
“ใช่ครับ ผมอยากคุยเรื่อง…อนาคต” ข้อความสั้น ๆ ทิ้งให้ใจเธอเต้นแรง
อภิวัฒน์เข้ามาในร้าน หยิบเก้าอี้นั่งฝั่งตรงข้ามมองหน้าเธอ เสียงเพลงจางคลอเบา ๆ เขาหลบตา “ผมกำลังคิดจะย้ายกลับบ้านเกิดที่เชียงใหม่ พ่อไม่ค่อยสบาย ผมเลยกำลังลังเล…”
พิมพ์ฟ้านิ่งงัน หัวใจเหมือนมีอะไรมาเตะ เธอเก็บซ่อนความรู้สึก อึกอัก “แล้ว…บริษัทล่ะคะ?”
“ยังไม่มีใครรู้ ผมอยากปรึกษาคุณเป็นคนแรก เพราะ…” เขาชะงักไป ยิ้มจาง ๆ ไม่เติมประโยค เธอละสายตาลงแก้วกาแฟ
ความเงียบปะปนเม็ดฝนที่ทยอยหล่นลงกระจกหน้าร้าน ทั้งสองต่างขลุกอยู่กับความคิดของตัวเองนานกว่าจะเริ่มพูดต่อ
“ถ้าคุณไป ฉันคงเหงาแย่เลย” เสียงเธอเบามากแต่จริงใจ
เขาสบตา “แล้ว…ถ้าผมขอให้คุณไปด้วย?”
เธอยิ้มเศร้า “ฉันฝันอยากทำบัญชีที่นี่ อยากเผชิญความจริงในกรุงเทพฯ อีกสักพัก แต่ครอบครัวฉันก็รอฉันกลับไปเหมือนกัน”
ทั้งสองต่างเงียบ มีเพียงเสียงฝนแว่วมาอีกรอบ ความไม่แน่นอนเต็มโต๊ะไม้เล็ก ๆ
หลังจากนั้น อภิวัฒน์เริ่มห่างเหินเพราะมัวแต่เตรียมเรื่องย้าย พิมพ์ฟ้าก็ทุ่มเทให้กับโปรเจกต์สุดท้าย พวกเขาค่อย ๆ ห่างกันโดยไม่มีใครพูดความรู้สึกอันแท้จริง เวลาแห่งการลังเลและเกือบเสียกันไปไหลผ่านไปอย่างเหงา ๆ
คืนวันสุดท้ายก่อนอภิวัฒน์จะย้าย ฝนตกหนักเหมือนวันแรกที่พบกัน พิมพ์ฟ้าเดินเปียกฝนกลับบ้าน คิดวนไปวนมาถึงหน้าร้านกาแฟเก่า เธอเข้าไปนั่งในร้าน อิงหน้าต่างฟังเสียงฝน และอธิษฐานเงียบ ๆ
เสียงประตูเปิดเบา ๆ อภิวัฒน์เดินมา เธอแปลกใจแต่ไม่พูดอะไรจนเขานั่งฝั่งตรงข้าม
“คุณจำวันแรกที่ฝนตกได้ไหม?” เขาถามเสียงนิ่ง
เธอยิ้ม เปียกปอนแต่ดวงตาดูมั่นคงขึ้น “จำได้ค่ะ วันนั้นเราไม่ได้พูดอะไรกันเท่าไหร่”
“ตอนนี้ ผมมีเรื่องอยากบอก…แต่ก็ยังกลัวเหมือนวันนั้น”
เธอพยักหน้า น้ำตาคลอเบ้า “ถ้าคุณไม่พูด ฉันก็จะพูดแทน”
เขาหัวเราะทั้งน้ำตาและฝน “โอเค งั้นช่วยผมที”
“ฉัน…อยากให้คุณอยู่ต่อ” เสียงเธอสั่นระริกแต่หนักแน่น
“ผมเองก็อยากอยู่ต่อ ผมกลัวบินหนีปัญหา กลัวทำร้ายความหวังของตัวเอง…กับคุณ”
ความเงียบผ่านไป ฝนยังโปรยต่อเนื่อง ทั้งคู่สบตากัน ก่อนอภิวัฒน์จะพูดเบา ๆ “เอาไงดี…เดินฝ่าฝนออกไปด้วยกันมั้ย?”
พิมพ์ฟ้าพยักหน้า ปาดน้ำตา ยิ้มทั้งน้ำฝนและความหวัง “ขอกอดก่อนได้มั้ยคะ?”
อภิวัฒน์ยื่นมือไปกุมมือเธอ ทั้งคู่ยืนขึ้น เดินออกจากร้าน ฝ่ายชายกางร่มใสเล็ก ๆ คันเดียวกันเป็นครั้งแรก สองร่างเดินไปบนถนนเปียกชื้น เสียงฝนกลบเสียงหัวใจเต้นแรง แต่ไม่มีใครกลัวอีกต่อไป