ฝากหัวใจไว้ที่เสี้ยวฟ้า
แสงไฟข้างเวทีสาดส่องคลุกเคล้าความมืดเหมือนหมอก ความร้อนผสมกับเสียงพูดคุยของคนดูทำให้ลานกลางแจ้งในคืนสิงหาคมดูเหมือนจะหายใจไปพร้อมกับความตื่นเต้นในตัวเป้ มือกีต้าร์วัยยี่สิบต้นๆ ที่หน้าผากชื้นเหงื่อ สายตาเขามองไปยังฝูงชนข้างล่างระหว่างเซ็ตเครื่องเสียง ส่งยิ้มแห้งให้เพื่อนร่วมวงก่อนจะเงียบลงอีกครั้งเมื่อเสียงพิธีกรดังขึ้นบนเวที
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“คืนนี้มีเซอร์ไพรส์ค่ะ วง Rain Leaf จะเล่นเพลงใหม่…”
เป้เหลือบมองหาคนๆ หนึ่งในกลุ่มผู้ชม ใบข้าว สาวผมสั้น เจ้าของรอยยิ้มที่ซ่อนความเหนื่อยไว้ใต้เปลือกตา เธออยู่ในแถวหน้าสุด มือกอดเป้สะพายใบเล็กกับสมุดบันทึกสีน้ำเงินจาง จากที่เคยนั่งหลังสุด เปลี่ยนมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่—เขาสะกิดใจกับการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เช่นนี้ทุกครั้ง
“พร้อมนะพวกเรา?” เสียงของหวัด มือเบสในวงที่จริงจังและพกนิสัยขี้แซวเล็กๆ เอ่ยเบาๆ เป้พยักหน้ารับโดยไม่สบตา
เสียงดนตรีเริ่ม ภาพมือเป้าที่สั่นเล็กน้อยซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มและการแสดงเต็มที่ ใบข้าวตะโกนเชียร์เบาๆ แต่แววตาเธอจริงจัง คล้ายจะพูดอะไร แต่เสียงเพลงกลบไว้หมด
หลังจบโชว์ เพื่อนๆ วงยังอบอุ่นใจแต่เป้กลับยิ้มไม่ออก ขณะหยิบขวดน้ำ เขาเหลือบมองใบข้าวที่มองมาตาไม่กะพริบ ทั้งสองยังไม่เข้าใกล้กัน กระทั่งใบข้าวค่อยๆ เดินเข้ามาช้าๆ
“เหนื่อยไหม” ใบข้าวถามน้ำเสียงเอื่อยๆ ราวจะตะโกนกว่านั้นแต่ชะงัก เป้กลืนน้ำลาย คำถามธรรมดาจากคนที่เขาคิดถึงจนใจเต้นแรง
“ไม่มากหรอก มันก็เหมือนเดิม…” เป้าวางกีต้าร์ลงข้างตัว เสียงเงียบระหว่างพวกเขายืดยาวเกินควร ใบข้าวมองแล้วชวนให้สังเกต
“วันนี้นายเล่นเหมือนคนที่อยากพูดอะไร…แต่กลัวพูดไม่ได้” เธอพูดด้วยรอยยิ้มจาง เป้หลุบตา
“เธอเองก็เหมือนกันไม่ใช่หรอ? เอาแต่เขียนๆ ลงสมุด ใจจริงคิดอะไรเล่าให้ฉันฟังทีสิ” เป้พึมพำ
ใบข้าวหัวเราะเบาๆ ถือสมุดแน่นขึ้น “ใครบอกว่าฉันไม่อยาก นายแค่ไม่อยู่ตอนฉันจะพูดเอง…”
เป้จะหาคำพูดบางคำต่อแต่กลับนิ่งไป ทั้งสองคนต่างแยกย้ายกลับบ้านหลังจากเดินคู่กันในความเงียบระหว่างซอยเล็กๆ ใบข้าวเปิดหัวข้อใหม่ด้วยเสียงแผ่วเบา
“ฉันจะฝึกงานแล้วนะ อีกอาทิตย์เดียว…”
“บริษัทแถบชานเมืองนั่นใช่ไหม” เป้ามองตรงตามแสงไฟริมถนน แต่ใจมันหวั่นแปลกๆ
“ใช่…นายไม่อยากไปมหา’ลัยกรุงเทพต่อหรอเป้”
เป้เงียบไป จังหวะเดินของแต่ละคนช้าลง แต่ไม่กล้าแตะถูกัน สายลมแผ่วพัดมาคล้ายบรรยากาศระหว่างสองคนจะเปลี่ยนไปนิดๆ ทุกทีเมื่อพูดถึงอนาคต
หนึ่งอาทิตย์ถัดมา ฝึกงานวันแรกของใบข้าวเหมือนผ่านไปช้าๆ เมืองใหม่ ออฟฟิศไม่คุ้นใบหน้า เธอแวะดูโทรศัพท์ของตัวเองทุกชั่วโมงหวังจะได้รับข้อความแรกจากเป้ แต่มีเพียงความเงียบตอบกลับ
ช่วงเย็นของวันนั้น หลังประชุมงานยาว ใบข้าวเดินออกไปที่ป้ายรถเมล์ วางมือลูบบนสมุดสีน้ำเงิน ซ่อนรอยกังวลไว้ เธอพิมพ์ข้อความถึงเป้แต่ลังเลจะส่ง
เป้เองก็เอาแต่นั่งอยู่หน้ากีต้าร์ในห้องเล็กๆ พยายามจะเริ่มแต่งเพลงใหม่ แต่ความว่างเปล่าครอบงำจนตีบตัน กดโทรศัพท์ดูข้อความเก่าของใบข้าวซ้ำๆ
ผ่านมาอีกหลายวัน สองคนคุยกันน้อยลง ข้อความกลายเป็นเรื่องงานหรือเรื่องเรียนจืดชืด มีแต่ “เหนื่อยไหม” “กินข้าวยัง” คำพูดที่ไม่ได้ไปไกลกว่าคำถามทั่วไป
วันหนึ่ง ค่ำหลังเลิกงาน ฝนตกหนัก ใบข้าวเดินไปอย่างอ่อนแรง เธอยืนหลบฝนอยู่ในศาลาข้างถนน ตัดสินใจโทรออกหาคนเดียวที่อยากให้รับสายคือเป้… แต่เสียงกดวางดังขึ้นหลังรออยู่นาน
หยดน้ำตาของใบข้าวผสมกับฝนจนเธอแยกไม่ออก เธออยากพูดอะไรบางอย่างกับเขา หลายอย่างที่ฝังในใจนับแต่มัธยม แต่เธอเองก็ไม่กล้าพอ
เสาร์บ่าย เวลาว่างของทั้งสองตรงกันโดยบังเอิญ ใบข้าวแวะไปนั่งร้านกาแฟที่เป้ชอบ ใจหนึ่งหวังว่าเขาจะมา แต่ก็เผยอสมุดสีน้ำเงินขึ้นมาแทน กดโทรถามเสียงสั่น
“มีเวลาคุยไหม”
อีกฝั่งเงียบไปนาน ก่อนเป้จะรับสาย “ได้…ฉันกำลังเดินไปนั่นอยู่”
ที่ร้านกาแฟริมถนน เป้เปิดเข้ามา ใบข้าวยกแก้วกาแฟกลบความประหม่า ไม่มีใครพูดอะไรกันเกือบสองนาที โซ่กาแฟเงียบจนได้ยินเสียงรถผ่านหน้าร้าน
“นาย…ยังเล่นดนตรีอยู่ไหม” เสียงใบข้าวเบาเปราะเหมือนจะกลัวคำตอบ
“ยัง…แต่ไม่รู้จะเล่นไปทำไม” เป้หัวเราะกลบความสั่นในเสียง
“นายจำได้ไหม วันที่ฉันขอให้แต่งเพลงให้ฉัน…สุดท้าย นายก็แต่งให้แต่ไม่เคยร้องสด” ใบข้าวพูดโดยไม่มองตา
เป้ยิ้มหวิวๆ ก่อนจะเอื้อมมือจับกีต้าร์ในเคสวางข้างตัว “อาจเพราะกลัว…”
“กลัว?”
“กลัวความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในเพลงนั้นจะเปลี่ยนระหว่างเรา กลัวพูดไป…จะเสียเพื่อน”
ใบข้าวหยุดขีดเขียน สมุดบันทึกถูกปิดเปราะเบา เธอมองเป้จริงจังในรอบหลายเดือน
“นายคิดว่าฉันไม่กลัวบ้างเหรอ?” เธอพูดเสียงสั่น ก้มหน้าแน่น
เป้เงียบไปนาน “ฉันขาดเธอไม่ได้…แต่ไม่รู้จะกล้าที่จะมีเธอแบบอื่นหรือเปล่า”
“นายนี่มัน…บื้อจริง” ใบข้าวหัวเราะทั้งน้ำตา ก่อนจะกราดสมุดมาให้เป้ “ทั้งหมดที่ฉันเขียนมา ฉันเขียนถึงนายทั้งนั้น”
สายตาสองคนเหมือนจะค้นหาอะไรในกันและกันแต่ทั้งคู่ยังลังเล ยอมให้ไหล่แตะกันนิดๆ แทน
เวลาล่วงเลยไปอีกเดือน จากวันฝนตกถึงวันแดดจ้า ทั้งคู่ยังคงทำหน้าที่ในชีวิตแต่มีรอยแผลไม่พูดถึงคั่นกลาง วันหนึ่งใบข้าวได้รับอีเมลจากบริษัทในเชียงใหม่ เสนอรับเข้าทำงานประจำ—โอกาสที่เธอเฝ้ารอ…แต่ต้องทิ้งเป้และทุกอย่างไว้ในกรุงเทพ
วันนั้น เธอนั่งมองแม่น้ำกับสมุดสีน้ำเงิน คำถามวนซ้ำอยู่ในหัว ขณะเดียวกันเป้กำลังจะตัดสินใจรับออดิชั่นกับวงชื่อดังแต่ต้องย้ายถาวรไปอีกจังหวัด
คืนต่อมา สองคนมานั่งริมแม่น้ำด้วยกันโดยต่างเงียบงัน ใบข้าวตัดสินใจพูดก่อน:
“ฉันจะต้องไปเชียงใหม่แล้วนะ…”
เป้หยุด เอื้อมจับมือ ใจเต้นหนัก “เราจะลองอยู่ไกลกันสักพักไหม”
“นายกลัวเหงาไหม”
“ถ้าอีกฝ่ายยังอยู่ แม้แค่ที่ปลายฟ้า มันก็คุ้มที่จะลอง…”
ใบข้าวยิ้มและกอดเป้แน่นครั้งแรก เธอพูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ฉันก็ไม่กล้าเสียเธอไปหรอก”
เวลาผ่านไป สามเดือนของการอยู่ห่าง… ข้อความที่แต่ก่อนเงียบเหงาเปลี่ยนเป็นการแชร์เรื่องราว รายละเอียดเล็กๆ ใบข้าวส่งภาพวิวจากเชียงใหม่ เป้ส่งเพลงที่เขียนใหม่ สุดท้ายใบข้าวขอกลับมาเจอเป้ในคืนปีใหม่ที่กรุงเทพ
คืนปีใหม่ริมแม่น้ำ ฝูงชนฉลองกันโหวกเหวก เป้รอใบข้าวท่ามกลางแสงพลุในมือสั่น เธอเดินเข้ามาด้วยเสื้อกันหนาวตัวเดิม หยุดต่อหน้าเป้
ทั้งสองยิ้มให้กัน ไม่มีคำพูดใดยิ่งใหญ่ ต่างเข้าไปกอดอีกฝ่ายแบบแน่นที่สุด
“ฟ้ายังไกล แต่ตราบใดที่หัวใจยังส่งถึงกัน—ฉันจะรออยู่ตรงนี้เสมอ” เป้กระซิบ
เสียงพลุท่ามกลางความสับสน เหลือเพียงสองคนบนโลกที่เข้าใจกันในที่สุด…และความรักที่เติบโตจากความกลัว การรอคอย และคำที่เคยไม่กล้าพูด