กลางสายฝนของเรา
เสียงฝนกระหน่ำทุบลงบนสนามหญ้าหน้าอาคาร กระจกรอบ ๆ ออฟฟิศชั้นสิบเปิดรับเป็นม่านสีเทาจาง พิณฤทัยกำลังเดินกึ่งวิ่งเข้าตึก มือขวากำกล่องขนมไข่หวานที่ตากฝนมาจนเย็น เธอสบตากับพัชร คนฝ่ายบัญชีหน้านิ่งที่กำลังยืนสแกนบัตรเข้าตึกอย่างเคร่งเครียด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วันนี้มาก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมงเลยนะ” เขาพูดโดยไม่หันสบตา
พิณฤทัยหัวเราะเบา ๆ หยดฝนหยดไหลจากกรอบหน้า “ฝนตก…รถติดค่ะ เลยตื่นเช้าไว้ก่อน”
เสียงขนมไข่ในกล่องกรอบกรุ๊บๆ เมื่อเธอยื่นกล่องไปตรงหน้าเขา “รับหน่อยไหมคะ พี่ปัช?”
เขาพลิกปลายนิ้วรับโดยไม่แตะมือ “ขอบคุณ”
การเริ่มต้นเช้าใหม่เหมือนการซ้อมฉากเดิม ๆ ระหว่างคนสองคนนี้ หนึ่งคนพูดเก่งสายซน อีกคนเงียบขรึมและดูเหมือนจะไม่ชอบใจสายฝันของเธอเอาเสียเลย
“คุณจะลาออกไปเปิดร้านกาแฟจริงหรือ” พัชรเอ่ยขึ้น ขณะนั่งจ้องหน้าจอรายการเงินหมวดออฟฟิศ ท่าทางเฉยชา
“ก็…อยากน่ะค่ะ ไม่กล้าเสียที” พิณฤทัยหลุบตา มือขยี้แก้มเบา ๆ “แต่แม่ไม่เห็นด้วยเท่าไร”
คราวนี้พัชรไม่ถามต่อ เขาหลบตาเธอไปนอกหน้าต่าง สายฝนยังไม่หยุด
กะทัดรัดและง่ายดายสำหรับเช้าวันหนึ่งในออฟฟิศ พวกเขาไม่ได้คุยกันอีกจนเที่ยง
เสียงหัวเราะของทีมออกแบบลอยมาในช่วงประชุม “ใคร ๆ ก็อยากทำในสิ่งที่ฝัน แต่เราต้องดูความจริงด้วยนะ!” หัวหน้าชายวัยกลางคนสำทับ พัชรแค่มองนิ่ง ๆ พิณฤทัยเงียบลงทันที
พักเที่ยง พิณฤทัยนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะอเนกประสงค์ เธอหยิบสมุดสเก็ตช์ ปากกาดำขีดเส้นร้านกาแฟในฝัน ชื่อ “ฝนต้นปี” วงกลมขนาดเท่ากำมือร่างบนหน้ากระดาษจนดำเนิน
พัชรนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม “จะลาไปจริง ๆ หรือ” เสียงเบากีบฝนตก
“ยังค่ะ…ยังไม่กล้า แม่เป็นห่วงเรื่องเงิน” เธอเงยหน้ามองเขาแวบเดียว
“แม่ผมเสียเพราะผมลาออก…” เสียงเขาแผ่วเบาเกินจะฟัง สายตาหลบ ข้อมือเกร็งแน่น
เกิดความเงียบที่อึดอัดขึ้น เธอนิ่ง ฟังเสียงฝนแทนถ้อยคำ จะพูดปลอบก็รู้สึกไม่เหมาะสม
ช่วงบ่าย เครียดด้วยงานเร่งปรับงบโครงการใหญ่ หัวหน้าสั่งงานหนัก พิณฤทัยดึงสมุดงานมากอดไว้แน่น หัวใจเต้นถี่เมื่อพัชรเดินมานั่งข้าง ๆ ระหว่างรอส่งเอกสาร และพูดขรมกับทีมย่อย
“ไฟล์ที่เทอมาร์คผิดล่ะ” เสียงเขาชัดถ้อยชัดคำแม้จะเบา “รื้อไหม?”
“อย่าเลย…ไม่ไหวแล้วค่ะ ขออีกสิบที” เธอยักไหล่ขำแห้ง
เขาเหลือบตา แววตาเหนื่อยใจผสมขัน “สู้ ๆ …เดี๋ยวผมช่วยดู”
พัชรสอนพิณฤทัยในห้องประชุมย่อย จอไฟล์ซีดจาง เพียงสองคนเงียบงัน เธอเขียน ตัวเลขผิดซ้ำ ๆ
“กลัวอะไรเหรอ” พัชรถามค่อย ๆ
“กลัวผิด กลัวไม่พอ” เสียงเธอลดต่ำ “กลัวไม่กล้าขยับไปจากที่เดิม”
เขายิ้มเอือม “แปลก…ผมกลัวขยับแล้วเสียทุกอย่างมากกว่า”
จู่ ๆ ไฟดับ กระแสไฟทั้งอาคารวูบ ทุกคนตกใจ เสียงสายฝนยังลั่นไม่หยุด
“เราติดอยู่ที่นี่เหรอ” เธอกระซิบ มือปาดเหงื่อแล้วชะงัก มองหน้ากันแว่บหนึ่ง ไฟ Emergency ติด สว่างแสงเหลืองอ่อนคลุมใบหน้าสองคน
หัวหน้าประกาศเสียงดังว่าใครรอฝนซากลับบ้านให้ทำใจ พัชรลุกบ่นอุบ “ข้างล่างท่วมไปแล้ว ใกล้เที่ยงคืนคงไม่จบ”
พิณฤทัยมองไปข้างนอกด้วยสายตาว่างเปล่า แสงไฟข้างนอกสะท้อนฝุ่นละออง ทำให้บรรยากาศเงียบเหงาทันตา เธอถอนหายใจ ลังเลจะชวนใครนั่งเป็นเพื่อน พัชรกลับเดินไปนั่งที่โซฟามุมห้องเงียบ ๆ กอดอก เว้นช่องว่างชัดเจน
เวลาผ่านไป กลุ่มเล็กทีมออกแบบรวมตัวหัวเราะคุยเล่น เธอไม่มีกะใจร่วมวง ยืนเท้าแขนที่ขอบหน้าต่าง นึกภาพร้านกาแฟฝันบนฟ้าเทา ๆ
บรรยากาศเริ่มว่างเปล่า เมื่อทุกคนทยอยหลับหรือชวนกันดูคลิปเล่นเกม โคมไฟ Emergency เหลือแสงจาง ๆ พิณฤทัยถือสมุดกับปากกาเดินหาโต๊ะว่าง พัชรย้ายขึ้นมานั่งโซฟาหน้าลิฟต์ เขาพยักหน้าให้เงียบ ๆ
“นอนไม่หลับเหรอคะ” เธอถามเบา ๆ
“ไม่ได้อยากนอนสักเท่าไร” เขาตอบเสียงสั้น
เธอยกสมุดขึ้นมากอดไว้แน่น เหลือบมองหน้าเขา รอยคล้ำใต้ตาวันนี้ชัดเจน
“เมื่อกี้…พี่พูดเรื่องแม่ จริงเหรอ”
สายตาเขาหลุบลง ใบหน้านิ่ง น้ำเสียงแผ่ว “เคยลาออกจากงานเก่าเพราะคิดว่าตัวเองเก่งกว่าใคร บริษัทล้ม…แม่ผมเครียดจนเส้นเลือดในสมองแตก ผมเลยไม่กล้าออกจากกรอบอีก”
คำพูดร่วงตกหนัก พิณฤทัยไม่กล้าแทรก เธอทำได้แค่วาดเส้นบนกระดาษแทนคำพูด สายฝนข้างนอกดังก้องแต่ฝนในใจตกหนักกว่า
“เธอเป็นคนกล้ามากนะ” เขาพูดในที่สุด
“ไม่ค่ะ…หนูกลัวไปหมด—โดยเฉพาะถ้าจะเดินต่อแบบไม่แน่ใจ”
พัชรพยักหน้า แววตาเปล่าเปลี่ยว “กลัวเหมือนกัน”
คืนนั้น เสียงฝนหลอกหลอนทั้งสองคน ต่างคนต่างพูดน้อยลง แต่ใกล้ชิดกันอย่างประหลาด
ฟ้าสาง พิณฤทัยลุกมาเก็บของ เธอเห็นพัชรนอนเอนพิงโซฟาสีซีด ดวงตาหลับ เธอลังเลจะปลุกหรือปล่อยให้เขาพัก
ในที่สุด เธอเลือกหยิบสมุดวางเบา ๆ ข้างเขา เขาลืมตาช้า ๆ “ตื่นแล้วเหรอ”
“ค่ะ ปัช…เราต้องสู้ต่อมั้ยนะ”
เขากระตุกยิ้มบาง ๆ “หมายถึงเรื่องงาน หรือเรื่อง…”
ถ้อยคำค้างคา กระแสรอยยิ้มระหว่างสำนักงานที่เงียบงัน จู่ ๆ สายตากระทบเนื้อหาในสมุด—แผนร้านกาแฟที่เธอวาดละเอียด
“อย่าทิ้งมันอีกเลย” เขาวางมือเบา ๆ บนสมุด “เธอมีสิทธิ์—แม้จะกลัวอยู่ก็ตาม”
ดวงตาเริ่มฉ่ำน้ำ “เรา…เคยเลือกผิดมาเหมือนกันค่ะ”
“ผมด้วย”
วันเวลาผ่านไป สองคนดูเหมือนจะเลี่ยงกันบ้าง อึดอัดเพราะความลับที่เปิดเผย แต่ก็อดสบตาและพูดคุยน้อยลงไม่ได้ เวลาพักกลางวัน—พิณฤทัยเริ่มกล้าถามถึงอดีต พัชรตอบสั้น ๆ แต่ก็รับฟังปัญหาในบ้านของเธอมากขึ้น
คืนหนึ่ง ฝนตกอีก พนักงานเรียกแท็กซี่กันวุ่นวาย—เธอเหลือบเห็นพัชรกำลังปิดบัญชีอยู่คนเดียว “อ้าว ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ”
“รอให้ฝนซาก่อน”
“จะนั่งด้วยกันไหมคะ”
เขาชะงักแล้วพยักหน้าช้า ๆ เป็นครั้งแรกที่เขาวางงานเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเธอ
เสียงคลื่นฝนกดทับบรรยากาศ เธอกับเขานั่งเงียบ ๆ ริมหน้าต่าง จู่ ๆ อดีตที่เคยน่าอายผุดขึ้นมาในบทสนทนา
“ถ้ามีโอกาสใหม่…จะกล้าลองต่อไหม”
“ผมไม่รู้—แต่ผมไม่อยากเสียใจอีกแล้ว”
พิณฤทัยหัวเราะในคอ “อย่างน้อยเราก็ยังกลัวเหมือนกัน”
“กลัว แต่ก็อยากรู้ว่าสิ่งที่อยู่ข้างหน้าดีพอที่เราจะเสี่ยงไหม” พัชรพูดจบด้วยเสียงระคนสั่นไหว
ช่วงถัดมา พวกเขาเริ่มสนิทกันขั้นใหม่ แต่ก็ยังมีรอยกั้น แม่พิณฤทัยเริ่มรู้ข่าวว่าเธอสนิทกับชายหนุ่มในที่ทำงาน เธอเถียงเบา ๆ “เขาเป็นเพื่อนร่วมงานค่ะแม่—ขี้เก๊กนิดหน่อยแต่…ดูแลกันได้เวลาจำเป็น”
แม่เธอถอนหายใจ “แม่ไม่ไว้ใจ พวกผู้ชายที่เคยทำผิดมาก่อน…จะฝากฝังอนาคตได้เหรอ”
พิณฤทัยอึ้งไป กลืนน้ำลาย
ดึกวันหนึ่ง พัชรโทรมา “ขอโทษนะ ถ้ารู้สึกว่าทุกอย่างมันยุ่งยาก”
“มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ พี่ปัช…หนูกลัวว่าถ้ากลับไปเลือกใหม่ เราอาจจะขาดกันไปตลอด”
“ผมเองก็กลัวจะทำให้เธอเสียใจเหมือนแม่ผมในอดีต…”
“เราไม่ต้องทำทุกอย่างถูกหมดหรอกค่ะ แค่จริงใจก็พอ”
ทั้งคู่เงียบไปนาน ไม่มีคำสารภาพ ไม่มีคำสัญญา มีเพียงความเงียบที่คอยบอกว่าทุกอย่างยังไหลไปต่อ
ความสัมพันธ์แผ่ขยายในรูปแบบของการให้กำลังใจ วันหนึ่ง พิณฤทัยกล้าเสนอไอเดียร้านกาแฟในงานอีเวนต์เล็กทีมออฟฟิศ พัชรอาสาช่วยคุมงบการเงิน เพื่อนร่วมงานแซวกันขรม
“คราวนี้นายไม่เถียงเขาแล้วเหรอ”
พัชรยิ้มมุมปาก “อาจารย์ต้องเปลี่ยนใจแบบนี้บ้าง”
เสียงฝนเริ่มตกอีกครั้งในงาน พิณฤทัยกับพัชรยืนข้างเคาน์เตอร์ชั่วคราว เสียงลูกค้าจำลองดังก้อง
จู่ ๆ หัวหน้าทีมหันมา “ฝนตกอีกแล้ว จะเลิกงานไหมล่ะ?”
พิณฤทัยสบตาพัชร พวกเขายิ้มประสานมุมปาก ก่อนที่คนทั้งสองจะหันไปยกเครื่องชงกาแฟเล็ก ๆ หนีออกมานอกเต็นท์ชั่วคราว ยืนร่วมกันใต้มุมหลังคาละอองฝน
“ถ้าเปิดร้านจริงจะกล้าชวนผมเป็นหุ้นส่วนไหม” พัชรพูดเสียงเบา พลางจับปากกาในมือเธอขึ้นมาเขียนชื่อบนแก้วกระดาษ
เธอหัวเราะ เสียงสั่น “ถ้าพี่ปัชไม่หนีไปก่อนหนูดีใจมากค่ะ”
สายฝนคลอสายตาทั้งสอง กลิ่นฝนใหม่ในอากาศกับความทรงจำเดิมหลอมกันจนเหลือแค่อดีตที่จากไป พวกเขาไม่พูดว่า “รัก” ไม่จูบ ไม่มีคำสัญญา มีเพียงมือที่วางลงพร้อมกันบนเครื่องชงกาแฟ อนาคตอาจยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยความกลัวของวันวานได้ละลายไปราวกับสุดสายฝน