ใบไม้ในฤดูฝน
เสียงสายฝนพรำกระทบกระจกหน้าต่างตึกกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ธงของชมรมดนตรีไหวโอนตามแรงลมเยือกเย็น ในห้องซ้อมเล็กๆตรงมุมตึก ภาณุ นักศึกษาแพทย์ปีสี่นั่งก้มหน้าแกะคอร์ดกีตาร์บนสมุดเพลงเก่าเสียงเงียบกริบ มีเพียงจังหวะดีดสายเบาๆสลับกับเสียงถอนหายใจจากคนเดียวในห้อง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ซ้อมเพลงอะไรกันน่ะพี่ ภาควิชานี้คิดว่าจะเล่นเพลงอกหักทุกวันหรือไง?” เสียงตลกแต่แฝงความเหนื่อยล้าดังขึ้นตรงประตู นิชายืนจ้องเขาอยู่ มือกำร่มยังมีหยดน้ำสกปรกบนปลาย
“เปล่าหรอก ก็แค่…จะว่าไป เพลงนี้มันไม่ลงตัวเสียที” ภาณุหลุดรอยยิ้มจางขณะขยับตัวหลบทางให้เธอเข้ามา
นิชาทรุดนั่งข้างๆ สะบัดร่มวางบนพื้น เห็นชุดนักศึกษาของเขามีคราบโคลนอีกจุด เธอปรายตาแล้วแกล้งกระซิบ “ถ้าซ้อมคนเดียวแบบนี้ ลองให้คนอื่นช่วยไหม?”
“ไม่มีใครอยากมาฟังคนตีคอร์ดผิดหรอก” เขาเปรยเบา ดวงตาสบกับนิชาแต่ราวกับมองเลยผ่านไปยังสายฝนด้านนอก
สองคนเงียบอึดใจใหญ่ นิชาแอบเหลือบมองใบหน้าขรึมและนิ้วมือที่แตะคอร์ดอย่างเก้ๆกังๆ เธอยิ้มบาง พลางวางมือบนเครื่องเปียโน “ขอแจมด้วยคนได้ไหม?”
จังหวะดนตรีค่อยๆไหลออกจากปลายนิ้วทั้งสอง เสียงกีตาร์ไม่ค่อยลงจังหวะแต่เมื่อประสานกับเสียงเปียโนก็กลับนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด ภาณุขยับตัวน้อยๆ หัวใจเต้นเร็วขึ้นทั้งที่บรรยากาศยังตึงเครียดอยู่
บทสนทนากระท่อนกระแท่นเริ่มทีละคำ สายฝนพร่าเสียงเน้นให้เงียบเหงากว่าปกติ
“ช่วงนี้ฝนตกทุกวันเลยนะ…เหมือนมหาวิทยาลัยเหงาขึ้นเป็นสองเท่า” นิชาพูดคล้ายบ่นพลางเหลือบมองหน้าเขา
“แต่ถึงฝนจะตก ก็ยังมีคนมานั่งซ้อมที่นี่ทุกวันอยู่ดี” ภาณุปริปากตอบในที่สุด
นิชาไม่พูดอะไรต่อเพียงแค่ยิ้มจาง ๆ ความเงียบพากันคลุมห้องอีกครั้ง
หลายสัปดาห์ผ่านไป ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนร่วมซ้อมประจำ ประโยคทักทายแปรเปลี่ยนเป็นถ้อยคำลึกขึ้น ท่ามกลางกลิ่นฝนเฉอะแฉะ นิชาเริ่มเล่าเรื่องการสอบเข้าเอกภาษาอังกฤษกับความกลัวการผิดหวังจากบ้าน เธอนั่งงอเข่า ฟังเสียงกีตาร์แล้วถอนหายใจแผ่ว
“แม่ฉันอยากให้รับราชการมากกว่า จะได้มั่นคง…แต่ฉัน อยากเขียนนิยาย อยากแต่งเพลง ไม่อยากก้าวตามทางเดิม” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มเจื่อน มองมือที่กุมไว้แน่น
“งั้นก็ฝ่าฝนดูบ้างไหมล่ะ” ภาณุพึมพำเหมือนไม่กล้าให้กำลังใจเต็มปาก
นิชาหัวเราะเบา “ก็อยากเดินฝ่าฝนนะ แต่กลัวเปียกจนเป็นไข้”
“บางทีน้ำฝนอาจล้างทุกอย่างได้…หรือเปล่าก็ไม่รู้” ภาณุพูดเบา ๆ แววตาทอดลงต่ำจนสัมผัสได้ถึงเศษความเจ็บจากอดีตที่ไม่เคยพูดถึง
ช่วงที่ชมรมมีงานแสดงนิทรรศการ ภาณุได้รับเลือกเล่นกีตาร์คู่กับนิชา ช่วงซ้อมต่อเนื่องระหว่างฝนตก ละอองน้ำเริ่มซึมเข้าในความสัมพันธ์ บ่นเงียบ ๆ แทนคำใกล้ชิดที่บอกไม่ได้ตรง ๆ
คืนก่อนวันแสดงคืนนั้นฝนตกหนัก นิชาเดินคนเดียวใต้ไฟถนน เธอหยุดดูน้ำขังริมฟุตบาท โทรศัพท์ดังขึ้น ภาณุส่งข้อความสั้น ๆ “เดินกลับดี ๆ”
นิชายิ้ม เธอคิดอยู่นาน กดตอบ “อยากฟังเพลงก่อนนอน”
ไม่นานนัก ในไลน์ภาณุส่งคลิปกีตาร์สั้น ๆ มาให้แค่ท่อนเดียว เสียงเขินปนแหบของเขาทำให้เธอหัวเราะกลบความเครียดไปกว่าครึ่ง
วันแสดงนิทรรศการ ห้องโถงแน่นขนัด ฝนยังคงโปรย แต่ภาณุกลับดูวิตกผิดปกติ มือสั่นจนต้องกำแน่น นิชาสะกิดเบาๆ
“กลัวอะไรขนาดนั้น?”
“กลัวเล่นพลาด…กลัวคนจำได้แต่ข้อผิดพลาด” เขายอมรับเสียงอ่อน สายตาวูบไหวสะท้อนความลังเลลึกซึ้ง
“งั้นก็แค่…เล่นเพื่อเราสองคน เถอะ” เธอปรับเสียงเหงาให้กลายเป็นกำลังใจ
การแสดงผ่านไปได้ด้วยดี แม้ภาณุพลาดคอร์ดท่อนหนึ่ง ทุกคนในชมรมตบมือแต่เขากลับหม่นหน้าลง นิชาแตะไหล่เบาๆ “ฉันฟังอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครหัวเราะหรอกนะ”
เรื่องราวหวานขมเหล่านั้นพลัดเปลี่ยนไปกับฤดูฝน ตลอดหลายเดือน สองคนใกล้ชิดจนเพื่อนร่วมชมรมหลายคนเริ่มชงให้เป็นคู่กัน
แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้ขยับมากกว่าคำว่า ‘เพื่อน’ เลย นิชายังคงกังวลกับทางเลือกอนาคต ขณะที่ภาณุเองก็ซ่อนความลับเรื่องครอบครัว เขาไม่เคยเล่าให้ใครฟังเกี่ยวกับพ่อที่ทิ้งไปสมัยเด็กและแม่ที่ป่วยอยู่โรงพยาบาล
วันหนึ่งหลังซ้อมดึก ฝนหายไปแต่กลิ่นอับยังตกค้าง นิชานั่งกอดเข่าที่บันได
“พี่ภาณุ จะไปเรียนต่อเมืองนอกจริงเหรอ?” เธอถามด้วยเสียงเบา
“คิดอยู่ว่า…อาจไป” เขาตอบเสียงคล้ายชั่งใจ “แต่ก็กลัวว่าจะทิ้งอะไรไว้ข้างหลัง”
นิชาเงียบนาน “แล้ว…ถ้าฉันอยู่ที่นี่?”
เขาสบตาเธอ เลี่ยงหลบอย่างอึดอัด “มันคงยาก…ฉันกลัวถ้าอยู่ต่อไป ฉันจะเสียแม่ไปโดยไม่มีทางช่วย”
ความเงียบกรุ้มกริ่มระหว่างคนทั้งคู่ นิชาหายใจลึก หลบตามองรอยเท้าชื้นน้ำฝน
“ฉันก็…กลัวเหมือนกัน กลัวทำให้แม่ผิดหวัง กลัวตัวเองไม่กล้าพอจะวิ่งตามฝัน”
“กลัวเป็นเรื่องธรรมดาไหม?” ภาณุหันกลับมาเสียงสั่นเล็กน้อย
นิชาพยักหน้า ชะงักลมหายใจอย่างรุนแรง
ช่วงหลังงานนิทรรศการ ภาณุเริ่มหายหน้าไปจากชมรม อ้างว่างานหนัก นิชารู้สึกโดดเดี่ยว คำถามในกลุ่มไลน์เงียบหาย สองคนห่างกันไปทีละนิด
เธอพยายามทักถาม เขาตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่ค่อยว่าง” ทุกข้อความจบลงด้วยจุดๆที่ลากยาว ความไม่เข้าใจก่อตัวขึ้นอย่างหนาแน่น
ต่อมาในวันที่ฝนตกผิดฤดู นิชานั่งเขียนเพลงคนเดียวในห้องซ้อม เธอร้องเสียงสั่น น้ำตาเกือบหยดลงบนสมุด ภาณุเดินเข้ามาเงียบๆ เห็นเธอก็หยุดอยู่หน้าประตู
“ขอโทษนะ…” เขาเอ่ยขึ้นในความเงียบ
“ขอโทษอะไร?” เธอเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงขมขื่นกว่าทุกครั้ง “ที่หายไป หรือที่ไม่กล้าพูดอะไรสักอย่าง?”
“ฉันแค่…กลัวจะผิดหวังอีก” ภาณุยืนนิ่ง เงาสะท้อนในสายตาเธอคือความเจ็บปวดที่กุมไว้ทั้งคู่
นิชานิ่งไป เธอหลับตา ยิ้มอย่างเศร้า “ฉันก็กลัว เหมือนกัน แต่เราเลือกจะอยู่ตรงไหนกันแน่ ระหว่างกลัวกับเดินต่อ”
พายุในห้องสงบลงด้วยความเงียบ สองคนต่างปล่อยให้น้ำตาและความกลัวไหลไปพร้อมสายฝนด้านนอก
หลายวันผ่านไป นิชาตัดสินใจส่งเพลงที่เขียนเองเข้าประกวด เธอไม่บอกใคร แม้แต่ภาณุ เพราะกลัวจะถูกตัดสินเหมือนที่บ้านอีก
จนวันที่ประกาศผล เพลงของนิชาได้รับรางวัลชมเชย เพื่อนๆในชมรมแห่แสดงความยินดี เธอหัวเราะทั้งน้ำตา ภาณุยืนมองจากประตู ไม่กล้าเข้าใกล้แต่แอบดีใจแทน
ตกค่ำวันนั้น นิชาไลน์หาภาณุ “อยากแบ่งความดีใจให้ใครบางคน”
เขาตอบกลับ “เราคุยกันได้ไหม”
ทั้งสองนัดเจอกันใต้ต้นก้ามปูหน้าตึกกิจกรรม ฝนเริ่มโปรยเม็ดใสทั้งที่มิใช่ฤดู
“ขอบคุณที่เคยบอกให้ลองฝ่าฝน” นิชาเอ่ยช้า ๆ
“ขอโทษที่ปล่อยเธอเหงาคนเดียว” ภาณุหลุบตา เงียบ
“จะอยู่หรือไป ฉันไม่รู้ ฉันแค่ไม่อยากให้ตัวเองกลัวมากไปกว่านี้” เธอมองใบไม้เปียกฝนที่หล่นเกลื่อนกรวด
“ฉันก็เหมือนกัน กลัวจนไม่ได้เลือกทั้งทางบ้าน ทั้งความฝัน…แต่ฉันรู้ว่า ไม่ว่าเลือกทางไหน ขอให้ยังได้เจอกันบนเส้นทางของตัวเอง ก็พอแล้ว”
นิชายิ้มทั้งน้ำตา ใบหน้าชุ่มฝนแว่วสะท้อนแสงไฟระยิบ ทั้งสองต่างยืนปล่อยฝนร่วงหล่นลงหัวใจ แล้วแยกย้ายกลับบ้านคนละทาง
เวลาผ่านไปเร็ว นิสิตหนุ่มสอบติดทุนไปต่อแพทย์ที่อังกฤษ นิชาก็สอบผ่านและได้งานเป็นนักเขียนบทเพลงมืออาชีพ ปีกว่าเนิ่นนาน เรื่องราวระหว่างคนทั้งคู่เป็นแค่ข้อความสั้นๆกับภาพถ่ายใบไม้ในฤดูฝนที่ส่งหากันบางครั้ง
วันหนึ่ง ก่อนฤดูฝนใหม่เริ่ม นิชากลับมายืนหน้าตึกชมรม เธอหยิบสมุดเพลงเล่มเก่าออกมา น้ำตาไหลช้าๆแต่รอยยิ้มกลับเปี่ยมพลัง เพลงที่เขียนถึง “ใครบางคนในฤดูฝน” ถูกบรรเลงอีกครั้งในห้องซ้อมเล็กนั้น ฝนหล่นพรำแต่หัวใจกลับอบอุ่น
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ภาณุวิดีโอคอลจากแดนไกล “ยังจำเสียงฝนทางนี้ได้ไหม”
นิชาหัวเราะ “ฉันจำได้…และยังรอฟังอยู่นะ”
ทั้งสองต่างยิ้มให้กัน แม้ฝันและทางเดินจะแยกออก แต่เสียงเพลงปลายฝนยังเชื่อมหัวใจไว้เสมอเหมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นในฤดูฝน ไม่มีห้วงเวลาใดที่สูญเปล่า ตราบที่เรากล้ายืนท่ามกลางสายฝนด้วยกัน